MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
Post Reply
User avatar
i-salmon
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 287
Joined: Tue Aug 07, 2012 10:54 am

MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by i-salmon » Sun Jun 19, 2016 10:59 pm

MoneyTalk19Jun2016
ช่วงที่ 1 สัมมนา หัวข้อ "หุ้นเด่นต้องจับตาครึ่งหลังปี 59"
ช่วงที่ 2 สัมมนาหัวข้อ “ทิศทางหุ้นไทยครึ่งหลังปี 59 และกลยุทธ์ลงทุน”



ช่วงที่ 1 สัมมนา หัวข้อ "หุ้นเด่นต้องจับตาครึ่งหลังปี 59"

1) คุณชูชาติ เพ็ชรอำไพ CEO บมจ. เมืองไทยลีสซิ่ง (mtls)
2) คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา CEO บมจ. เจ มาร์ท (jmart)
3) คุณอัญรัตน์ พรประกฤต CEO บมจ. จูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (jubile)
4) คุณธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์ CEO บมจ. บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น (big)
ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ นพ.ศุภศักดิ์ หล่อธนวณิช ดำเนินรายการ

ภาพรวมธุรกิจ
JUBILE
ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเครื่องประดับเพชร แบรนด์ยูบิลลี่
โดยเดือน ก.ค. มีเพิ่มอีกแบรนด์ forever mark ที่เป็นแบรนด์ระดับโลก ได้สิทธิ์เป็นผู้จำหน่ายเพียงรายเดียว

บริษัทฯเป็นรายแรกและรายเดียวในธุรกิจค้าเพชรที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai

เราดำเนินการค้าปลีก แต่ไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป
จุดแข็งประเทศไทยคือความประณีต และสร้างเครื่องประดับได้ละเอียดละออ
จึงนำเข้าวัตถุดิบเพชรและออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ จากเบลเยี่ยม ให้ตรงใจกับลูกค้า มีฝ่ายตรวจสอบคุณภาพให้ตรงมาตรฐาน

1 ใน จุดแข็ง supplier ส่งให้กับ jubile เจ้าเดียวในไทย ซึ่งเป็นรายใหญ่ของโลกและส่งเพชรให้เราเจ้าเดียวในไทย
ช่องทางจัดจำหน่ายของเรามีหลากหลาย เช่น เคาท์เตอร์ตามห้างสรรพสินค้า กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มเดอะมอลล์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต

ปีที่แล้วเปิด flag ship store ที่ถนนสีลม ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีดีไซน์เนอร์ช่วยออกแบบให้ตรงความต้องการลูกค้า

สัปดาห์หน้ามีจัด mid year sales วันที่ 24-26 มิ.ย. นำสินค้ามากกว่า หมื่นรายการ ลดมากกว่า 50%
และมีโปรโมชั่นผ่อน 0% รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 5 แสนบาท จัดที่โรงแรมพูลแมน สีลม

มีโอกาสได้เป็นวิทยากรเรื่อง "เพชรเป็นทางเลือกในการลงทุน"
บริษัท BEN & CO CONSULTING ที่เป็นบริษัทชั้นนำ ทำการวิจัย ราคาเพชรขึ้นกับ ดีมานต์ ซัพพลาย
ความต้องการเพชรจนถึงปี 2020 ยังมีดีมานด์เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งยังห่างกับเส้นของ ซัพพลายเยอะ
เห็นว่าเป็นทางเลือกลงทุนที่ดี ดีมานด์ทั่วโลกยังมีอยู่เยอะ จึงเป็นทางเลือกการลงทุนสามารถปรับราคาในอนาคต
ซัพพลาย เพชรเป็นแร่เกิดจากธรรมชาติ ต้องมีการลงทุนในเหมืองเพชรแล้วขุดขึ้นมา นำมาเจียรไน

มาตรฐานการซื้อเพชรที่ยูบิลลี่ทำต้องมี certificate ของ HRD (Hoge Raad voor Diamant) และ GIA (Gemological Institute of America)
ไม่ได้จำกัดวงแค่ในประเทศเรา สามารถเทรดในโลกได้
ในโลกมีเวบไซต์ที่ลูกค้าซื้อเพชรไปแล้วเสนอขายได้ ถ้าซื้อเพชรที่มี certificate จะทำให้ผู้ซื้อมั่นใจว่ามีสี มีคุณภาพตามนั้น
ยูบิลลี่มีขายเพชรที่เป็นเม็ด และเป็นจิวเวอรี่
เพชรเป็นแร่ที่แพงที่สุด เอาไปใส่ใช้งาน ไม่เสียหาย ไม่ถลอก
ที่ขอบเพชรจะมีเลเซอร์หมายเลข certificate สามารถส่องดูตัวเลขของเพชรเวลาขายได้
ในการเกรดเพชร supplier จะแจ้งทาง lab จะขอยิงเลเซอร์นัมเบอร์

สาขาทั้งหมดมี 124 สาขาทั่วประเทศ ในกรุงเทพ 49 สาขา ที่เหลือกระจายในทุกภาค
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าภาคเหนือเติบโตขึ้น
ส่วนแบ่งตลาดเคาท์เตอร์เพชร ราว 20% ซึ่งตลาดนี้มีรายย่อยในตลาดค่อนข้างมาก
เรามีทำ focus group และ research เราได้รับความมั่นใจในแบรนด์และคุณภาพสินค้า
และนำเข้าเพชรจากแหล่งแอนด์เวิรตที่เป็นแหล่งเจียรไนดีที่สุดในโลก อย่างถูกต้องรายเดียวในไทย
ต้องมีการทำเอกสารส่งกลับไปเบลเยี่ยม มีกรมศุลากรตรวจสอบ
เรามีทำ purchasing plan เป็นปี จึงทำให้ supplier เตรียมกระบวนการผลิตได้
และได้ต้นทุนที่ดี ทำให้เราบริหารจัดการต้นทุนได้ จึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้สวย ถูกใจ และในราคาที่ดีได้
เรานำเข้ามาจำนวนมาก จึงบริหารได้ทั้งวัตถุดิบเพชรและการทำตัวเรือน
ซึ่งเราทำงานร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยี ความละเอียด ประณีตสูง และเราทำมีจำนวนจึงต่อรองต้นทุนได้


MTLS
ตั้งแต่ พ.ย. 57 เรามีสินเชื่อ รถจยย. เป็นตัวหลัก รถยนต์และรถเพื่อการเกษตร สินเชื่อที่ดิน เพิ่งทำได้ 6 เดือน
และสินเชื่อสนองนโยบายรัฐบาล (สินเชื่อนาโน,พรีโลน)
เราเป็นสินเชื่อ ไม่ใช่เช่าซื้อ ลีสซิ่ง แต่เราใช้ชื่อนี้เพราะต่างจังหวัดเข้าใจง่าย
ประชาชนมีรถที่ผ่อนหมดแล้ว ต้องการใช้เงิน ก็เอามาคู่มือจดทะเบียนมาทิ้งไว้ รถยังใช้งานได้ปกติ
ที่ต้องเอาคู่มือไว้เพราะเวลาจะขายต่อลำบาก
เราตีมูลค่าให้ 50% เช่น รถ 4 หมื่น เราให้กู้เงิน 2 หมื่นบาท เป็นการเผื่อมูลค่า บางคนก็ทำอะไหล่ ถอดชิ้นส่วน

การผ่อนของลูกค้ามีงวด 12,18 และ 24 เดือน แล้วแต่คุยกัน
โดยเฉลี่ยลูกค้ากู้ไป 15,000 บาท ต่อราย รถยนต์ประมาณ 80,000 บาท ต่อราย
ลูกค้าเป็นชาวบ้าน ไม่ได้กู้เงินเยอะ เขารู้จักคิด
ถ้าเทียบดอกเบี้ยเราถูกสุดใน non-bank เทียบกับกู้เงินนอกระบบ เราถูกกว่ามาก ของเรา 0.15%

พอร์ตสินเชื่อเงินกู้ เป็นมอเตอร์ไซค์ 55% รถยนต์ 35% ที่เหลืออื่นๆ
สัดส่วนกำไรก็ใกล้เคียงกัน มอไซค์ดอกเบี้ย 1.15 รถยนต์ ดอกเบี้ย 0.95% แต่ค่าใช้จ่ายติดตามน้อยกว่า
ที่ดอกเบี้ยสูงกว่าพรีโลน รัฐบาลให้คิดดอกเบี้ย 28% นาโนไฟแนนซ์ 36%

ก่อนเข้าตลาดมี 500 สาขา สิ้นปี 58 950 สาขา ปัจจุบันรวมแล้ว 1200 สาขา
การขยายสาขาหาที่เช่าจาก อาคารพาณิชย์ 1-2 ห้อง หรืออาคารเช่า
มีพนักงาน 2-3 คนต่อสาขา รูปแบบจะคล้ายกรมการปกครอง จังหวัด อำเภอ ตำบล
จังหวัดมีผู้จัดการ 7-8 คน มีคนดูแลอำเภอ 2-3 คน ตำบล 1-2 คน
การขยายสาขาให้บริการพื้นที่ใหม่ๆ เราได้ปริมาณงานเพิ่มขึ้น ที่ใหม่ เราคืออีสาน ภาคใต้ และกทม.

ที่เดิมมีผู้ประกอบการท้องถิ่นอยู่แล้ว จังหวัดหนึ่งมี 20-30 ราย
ซึ่งการเข้าไปเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า เข้าไปเสนอเราบริการดี ไม่เอาเปรียบลูกค้า
ไตรมาส 1 เติบโต 80% yoy ไตรมาส 2 ก็เติบโตดีมาก
ปัจจัยมี 2 ประการ
1) การให้บริการดี พูดจาให้ดี ให้เกียรติ
2) อย่าไปเอาเปรียบ อย่าคิดแพง อลุ้มอล่วยกัน

การปล่อยกู้สามารถทำได้ภายใน 20 นาทีได้เงิน
การเก็บเงินเร็ว หัวใจสำคัญคือต้องไปพบลูกค้าคนแรกทุกต้นเดือน npl 0.9%
หลักง่ายๆ คือ FTR First move สัปดาห์แรกต้องเร็ว ต้องมี teamwork ที่ดี เก็บไม่ได้ เดือนหน้าก็จะค้างต่อมา

ลูกค้ามี 5 ประเภท เกษตรกร รับจ้างทั่วไป ค้าขาย ราชการ รัฐวิสาหกิจ

ภัยแล้ง ไม่น่ามีผลกระทบ ไปโรดโชว์ต่างประเทศมา เราไม่มีน้ำจากเชื่อน แต่เหนือ อีสาน ใต้ก็ไม่ได้เกี่ยว
มีลุ่มเจ้าพระยาเดือดร้อน ถ้าไม่ทำนา ก็ไปทำงานก่อสร้างได้
ถ้ากู้เงิน 15,000 ก็ผ่อนเดือนละพันกว่าบาท เขามีกำลังส่งได้ npl เราถึงต่ำ

ไตรมาส 2 เริ่มตั้งแต่ เม.ย. มีสงกรานต์เราก็ใช้เงิน พ.ค.เปิดเทอมก็ใช้เงิน มิ.ย. ฝนฟ้ามาแล้วก็ต้องใช้เงิน
ปกติไตรมาส 1 จะแย่สุดและดีขึ้น ลองกลับไปดูปีก่อน
ที่บอกว่าขึ้นเป็นขั้นบันไดเพราะ เราไม่ได้ค้าเงิน ไม่มีขาดทุนค่าเงิน ไม่อิงน้ำมัน ธุรกิจนี้ไม่มีอะไร ปล่อยกับเก็บให้ดี
ศุกร์ที่ผ่านมา ล่าสุดเราได้เข้า SET 50


JMART
ก่อตั้งมา 27 ปี ทุกคนเข้าใจว่าวันนี้ jmart คือขายมือถือ
เรามีบริษัทติดตามหนี้ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนตัวเดียวคือ jmt ซึ่งเราถือหุ้น 55% ซึ่งซื้อหนี้มาแสนล้านแล้ว
Jmart เข้าตลาดปี 2009 และเติบโตตามสภาวะเศรษฐกิจและตามศักยภาพบริษัท จำหน่ายมือถือและยังเป็นผู้นำ
ธุรกิจติดตามหนี้เราน่าจะเป็นผู้ติดตามหนี้ที่มีพอร์ตใหญ่สุด ซึ่งเข้าตลาดไปปี 2012
อีกบริษัทที่ถือ 67% ทำเกี่ยวกับพื้นที่เช่า มี IT junction ที่ลูกค้าเป็นผู้จำหน่ายมือถือ 1400 ราย ทั่วประเทศ
เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาเราสร้าง community mall 2 แห่ง ที่วังหิน กับรามอินทรา แห่งที่ 3 จะเปิดในเดือน พ.ย. ที่ศรีนครินทร์
ปีก่อนเดือน มิ.ย. ได้เข้าซื้อ singer 24.99%
น่าติดตามว่าจากนี้ไป synergy ในแต่ละประเภทธุรกิจเดินไปข้างหน้า 3-5 ปีให้แข็งแรงได้อย่างไร
มองว่าการจะชนะหรือเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง คงเดินตรงๆไม่ได้ ต้องใช้ synergy ของกลุ่ม
รายได้ปัจจุบัน ขายมือถือเป็นหมื่นล้านบาท แต่ npm 3% กว่า
ถ้าดูทั้งกลุ่ม jmart ให้อัตรากำไร 70% เมื่อเทียบกับติดตามหนี้ พื้นที่เช่า และ singer
แต่จากนี้ไป 3-5 ปีสัดส่วนจะเปลี่ยน jmart ตัวเงินจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนจะเหลือ 30-40%
ที่เหลือจะมาจากบริษัทในกลุ่ม เช่น jmt ที่ปีก่อนเริ่มทำ personal loan
ธุรกิจจะชนะกันได้ด้วย speed และ capacity ซึ่งมาจากมือถือ จาก application ซึ่งเราอยากจะ capture ตรงนั้น

Jmart จำนวนสาขา ไตรมาส 1 250 สาขา ไตรมาส 2 สาขาลดลงเพราะออกจากเคาท์เตอร์ bigc ในสิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 220 สาขา

มือถือที่ขายตัวหลักคือ Samsung 50% apple 15-20% ที่น่าสนใจ คือแบรนด์จากเมืองจีน
huawei oppo vivo ทั้ง 3 shop ที่พารากอนเป็นของ jmart
เทคโนโลยีในมือถือตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนมาก ล่าสุด Huawei เอาเทคโนโลยีของไลก้ามาอยู่ในมือถือ
ทำให้ยอดขายเพิ่ม 100% จากปีก่อน จึงเห็นเทรนด์เหล่านี้มากขึ้น
แบรนด์ไหนตลาดให้การยอมรับ มีสินค้าใหม่ เราก็จะเข้าไปเป็น key player
อย่าง P9 มา launch ที่พารากอน ที่ร้านเราก็ได้ประโยชน์ เป็นเพราะเราอยู่ในตลาดและทำมานาน

ราคาขายเป็นราคามาตรฐาน เราจะได้เปรียบเรื่อง margin เพราะซื้อจำนวนมาก ปีที่แล้วขายมือถือทั้งหมดไป 1.2 ล้านเครื่อง
ไตรมาส 1 เทียบ yoy เราเติบโต ยอดขาย กำไร 20% ในไตรมาส 2 ก็น่าจะโตขึ้น

การประมูล 4G มีบางเครื่องบางรุ่นใช้ไม่ได้ก็ต้องทยอยเปลี่ยน

JMT ปีนี้เป็นปีที่ดีเพราะการคิดพวกระบบบัญชีรับรู้รายได้เปลี่ยนไป
เมื่อก่อนตัดต้นทุน 5 ปี ซึ่งได้คุยกับกลต.ขยายเป็น 9-10 ปี
เพราะหนี้ที่ซื้อมา lot แรกเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ลงทุนไป 39 ล้านบาทซื้อหนี้มา 1 พันล้าน
ซึ่งเราเก็บได้ 160 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลให้เรายืดระยะเวลาตัดต้นทุน 9-10 ปี

ปีที่แล้วเปิดบริษัท jmt plus ทำธุรกิจ personal loan โดยใช้ jmart ขายมือถือเงินผ่อน
ถึงวันนี้ปล่อยไป 1.2 พันล้านบาท เห็นว่าแนวโน้มน่าจะดี
ต่อไปจะ launch revolving loan ซื้อเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น มา 600 ล้าน
คนจะใช้งานเป็นล้านคนมันต้อง real time security ต้อง 100%
ต่อไปเราจะ launch application j-money ที่ลูกค้า jmart , singer เราจะ approve และตั้งวงเงิน
แนะนำผ่านสาขา jmart, IT junction ปีหนึ่ง ขาย 2.5 ล้านเครื่อง
ถ้าให้เขาแนะนำลูกค้าแนะนำลูกค้าดาวน์โหลดซัก 1 ล้านราย น่าจะเห็นจำนวนมากขึ้น
ลูกค้าสามารถขอกู้ เช่น 5 พันบาท 3 อาทิตย์ เราจะคิดดอกเบี้ยรายวัน
อยากสร้างลูกค้า subscriber ให้ได้ 5 ล้านราย 1 member คิดค่าบริการ 200 บาทต่อปี
อย่าง singer มีลูกค้า 1.6 แสนราย ในอดีตเคยมี 6 แสนราย ก็น่าจะหาจากส่วนนี้เพิ่ม
200 บาท x 5 ล้านจะได้ 1 พันล้านบาท ระบบที่ลงทุนไปต้องเพิ่มอีก
แต่ ณ วันนี้ทำ revolving loan ได้ (เหมือนวงเงิน OD ของ bank)
ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจนี้จะสร้างรายได้และความแข็งแรงให้กลุ่มได้ในอนาคต

ธุรกิจพื้นที่เช่าก็ยังขยายต่อไป
ส่วน singer จะ turn around ในรูปแบบที่ไม่เคยทำในอดีต


BIG
อดีตที่ผ่านมาธุรกิจกล้องคือ ขาลงจริง แต่เป็นกล้องคอมแพค ในอดีตตลาดกล้อง 80% เป็นคอมแพค
จึงเกิดการหักหัวลงอย่างแรง แต่ตอนนี้ลูกค้าใหม่ เข้ามาบริโภคกล้องที่ฟังก์ชั่นสมบูรณ์กว่า
เริ่มมีการพลิกกลับ คาดการณ์ว่าตลาดกล้องจะเป็นบวกขึ้น
Mirrorless ที่มีขนาดกระทัดรัด คุณภาพสูงเป็นฐานใหม่
ในอดีตมีกล้องแค่คอมแพคกับกล้องโปร DSLR เป็นตัวใหญ่ ซึ่งผู้บริโภคต่างกันสิ้นเชิง
เมื่อ 4-5 ปีก่อน เริ่มมีเทคโนโลยี ที่เรียก mirrorless มาจาก dslr มีกระจกสะท้อนภาพ
ก็ตัดตรงนี้ออกแล้วพัฒนาให้เล็กลง หน้าตาแฟชั่นขึ้น จึงตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มใหม่
ปี 2012 กล้องขาย 1 ล้านกว่าเครื่อง ปัจจุบันผู้บริโภคได้เรียนรู้การถ่ายภาพสูงขึ้น จากสมาร์ทโฟน
ทำให้มีพฤติกรรมถ่ายภาพกับคนไทยมากขึ้น ขอแค่ 3-5% ของคนใช้งานมือถือมาซื้อกล้อง ตลาดก็จะใหญ่กว่าสมัยก่อนแล้ว

เราขาย device ปีก่อน ขาย mirrorless แสนกว่าเครื่อง
ตอนนี้เริ่มขยับมาที่เรื่องการ printing ที่เพิ่มในปีนี้
เดิมเราสร้าง solution ถ่ายภาพมา 10 ปีแล้ว มี 50 corner ที่รับบริการล้างอัดรูป
ซึ่งปัจจุบันคนไม่ล้างรูปแล้ว ต้องไปหาตามข้างถนน
ปีที่ผ่านมาเราจึงเปิดสาขา shop printing เพิ่มขึ้น
ในอดีต กล้องฟิล์มเราพกฟิล์มเป็นโหล แล้วก็ต้องมาล้างรูปออกให้หมด
ปัจจุบันคนใช้มือถือถ่ายเยอะแต่ไม่เคย print เมื่อก่อน print เยอะยอมจ่ายน้อยต่อรูป
แต่ตอนนี้ print น้อยแต่จ่ายเยอะขึ้น เราเพิ่ม value added ทำกรอบ ใส่ accessories ต่างๆเข้าไป เสียเงินเป็นพันบาท
จากนี้ไป 3 ปีจะเป็น solution ถ่ายภาพ ครบวงจร กำลังดูที่เปิดสาขาใหม่
ซึ่ง demand ในตลาดมี เป็น souvenir ในโอกาสพิเศษ เขายอมจ่ายแพง
มองว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า กำไรจากธุรกิจนี้จะเป็นขาหลักด้วย

Market share ปีที่แล้ว 55% เราทำธุรกิจมาเข้าปีที่ 20
ประเด็นสำคัญเรารับรู้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ก่อนผู้อื่น ซึ่งเราก็ได้เตรียมบุคลากร ไลน์อัพสินค้า
คนจะซื้อกล้องแล้วนึกถึงเราเป็นที่แรก ซึ่งเป็นประเทศเดียวใน SEA ที่พลิกกลับมาเติบโตได้ในภาวะที่ขาลง

ร้านกล้องเรามี 220 สาขา และยังเปิดเพิ่มอีก 10 สาขา และเปิดไปตามห้างที่เปิดสาขาใหม่ด้วย


ผลดำเนินการและแผนในปีนี้และปีถัดไป

๋JUBILE
ปี 15 เราพบความท้าทายที่เศรษฐกิจชะลอบ้าง ในไตรมาส 1 ปี 16 กำไรสุทธิเติบโต 22%
เพราะปรับกลยุทธ์ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปี 15 ไตรมาส 4 ก็จะเห็นว่ารายได้กำไรเติบโตขึ้น
และจะใช้นโยบายนี้ต่อเนื่อง ต้นทุนสินค้า 50-60% ซึ่งตัวหลักเป็นต้นทุนเพชร(70%)
จึงวางแผนกับ supplier ล่วงหน้า และบริหาร cost structure ใหม่ ทั้งค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร


การได้เป็นตัวแทน แบรนด์ forever mark จากบริษัท De Beers
ซึ่งมี 35 ประเทศทั่วโลก 1800 สาขา ซึ่งเราจะบริหาร 2 แบรนด์ คือยูบิลลี่ไดมอน และ forever mark
แต่จะมี store ใต้แบรนด์ยูบิลลี่ เป็นการยกระดับแบรนด์เราเข้าสู่เวทีโลกด้วย
แบรนด์ forever mark ดาราฮอลลีวู้ด ก็สวมใส่
ได้ pre-launch สาขาแรกที่พารากอน ซึ่งเปิดมา 2-3 เดือนก็พบว่าลูกค้าไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน
มีลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว แล้วรู้จัก ชื่นชอบในแบรนด์ก็ซื้อ หรือคนไทยที่ชอบเครื่องประดับที่มืแบรนด์
หรือเป็นลูกค้าที่ไปเที่ยวต่างประเทศและรู้จักแบรนด์
เราได้เปรียบที่ประเทศไทย operating cost ไม่สูงเท่ากับประเทศอย่างฮ่องกง
ซึ่งมี room ที่เราจะทำราคาได้ดีกว่า เขาไม่ได้กำหนด pricing ว่าต้องเท่ากันทัวโลก แต่มี กำหนดเป็น range ของราคา
นักท่องเที่ยวมาซื้อนอกจากราคาถูกกว่า ยังได้ tax refund 7%

MTLS
เวลาพูดกับนักลงทุน เราจะพูด 3 ปีข้างหน้า ตอนปี 57-60 เราบอกจะโต 50% ที่ผ่านมาเราก็ทำได้
ภาพหลังจากนั้นอีก 3 ปีค่อยมาพูดอีกที เพราะภาพ 10 ปียาวไปไม่มีใครดูออก
เพราะเราปล่อยได้ เก็บได้ หนี้เสียคุมได้
ก่อนเข้าตลาดเราเติบโตจำกัดภาคเหนือ ภาคกลาง แต่หลังจากนั้นไปอีสาน ไปใต้ ซึ่งยังขยายไม่เต็ม
จังหวัดต่างๆริมแม่น้ำโขงยังไม่ได้ไป
มีสินค้าใหม่ที่ได้แนะนำเข้าตลาดคือสินเชื่อที่ดิน จะเสริมให้กับสาขาเดิม
เหตุผลการเติบโตคือ เราขยายพื้นที่ให้บริการ และแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่
จะทำธุรกิจที่เชี่ยวชาญ สินค้าที่ถนัด CLMV เราไม่ไป ในไทยยังขยายได้

JMART
JMT มีการขาดทุน เนื่องจากเรา เข้าสู่ธุรกิจผ่อนมือถือโดยไม่ได้ตรวจสอบ เครดิตบูโร
ซึ่ง npl อยูที่ 8% หลังจากตรวจสอบ drop 4% สิ้นปีน่าจะเหลือ 2.7-2.8% จาก mobile loan แนวโน้มตอนนี้ก็ดีขึ้น
เดือน ก.ค. จะเริ่มทำ revolving loan ด้วย

JMART จะโต 20% ทั้งส่วนของรายได้และกำไร จากขายมือถือเพิ่มขึ้น จากเทรนด์การเปลี่ยนมือถือใหม่
และ J money ที่ให้ผ่อนมือถือทำให้เสนอลูกเล่นให้ลูกค้าได้มากกว่าคู่แข่ง
Jmt โต 25-30% singer โต 15% ในส่วนพื้นที่เช่าทรงๆ แต่ภาพรวมทั้งกลุ่มคือ 20%

Jmart เข้าตลาด 7 ปี โต 7 เท่า ตอนเข้าตลาด 500 กว่าล้าน เคยขึ้นไปหมื่นกว่าล้าน ตอนนี้กลับมา 4-5 พันล้าน
เราเชื่อในเทคโนโลยี เชื่อใน model ธุรกิจใหม่ เดิมเรามีบริษัทเดียว list ในตลาด ตอนนี้มี 4 บริษัท list ในตลาด
ปีที่แล้วลงทุน 3 พันล้าน ปีนี้ลงทุน 4 พันล้าน เราหวังว่าในปี 2020 เราจะโดได้ 10 เท่า
ซึ่ง 4 บริษัทนี้มีศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจทุกตัว จะใช้เวลาขับเคลื่อนสั้นลง และ speed เร็วขึ้น หวังไว้ว่า 5 ปีโต 10 เท่า
J money วางเป้าหมาย list ในตลาดปี 2018

BIG
จากตลาดกล้องที่คนเริ่มนิยมใช้แสนกว่าเครื่องปีที่แล้ว คิดว่าปีนี้น่าจะโตต่อ น่าจะมีคนใช้ไม่ต่ำกว่าสองแสนเครื่อง
เชื่อว่ายังมี Gap ในการโตได้อีก ที่ผ่านมา กำไรโตมาเร็ว มีดีมานด์เข้ามาเรื่อยๆ
market share 55% เป้าหมายมีแชร์ 60% ซึ่ง 5 เดือนแรกใกล้เคียงแล้ว
เราสั่งสินค้าตรงจากญี่ปุ่น การกระจายสินค้าเราเป็นหลัก จีงมีเทรนด์ที่จะขยับมาร์จิ้นขึ้นได้อีก อีก 3 ปีน่าจะยังดีไปได้อีก
ปี 59 ใน Q1 เราโต top line 40% แต่กำไรโต 200 กว่า % เพราะ retail โครงสร้าง fix cost เป็นหลัก
ถ้าดูประวัติ 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มสาขาไม่เกิน 10 ที่แต่รายได้ กำไรโตขึ้นมาเยอะ
ยอดขายธุรกิจเป็น season Q2 จะต่ำสุด Q4 ดีสุด



ช่วงที่ 2 สัมมนาหัวข้อ “ทิศทางหุ้นไทยครึ่งหลังปี 59 และกลยุทธ์ลงทุน”
1) คุณมนตรี ศรไพศาล CEO บมจ. หลักทรัพย์ เมย์แบ้งค์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
2) คุณวรวรรณ ธาราภูมิ CEO บลจ. บัวหลวง
3) คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร CEO บมจ. หลักทรัพย์ ทิสโก้
4) ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน
ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ นพ.ศุภศักดิ์ หล่อธนวณิช ดำเนินรายการ

แนวโน้มหุ้นไทย
คุณวรวรรณ
แนวโน้มคลี่คลายไปบ้างแล้ว ครึ่งหลังจะเห็นความชัดเจนขึ้น
แผนนโยบายรัฐต่างๆเช่นโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนภาษี ลดภาษีให้ sme การประมูล4G
ปัจจัยบวกที่เห็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ คนแสวงหาผลตอบแทน สภาพคล่องการเงินสูง รากหญ้ายังลำบาก
แต่ระบบสถาบันการเงินเข้มแข็ง ถ้าเงินลงทุนภาครัฐต่อเนื่อง ปล่อยเงินได้เร็ว ไปโปรเจคที่ถูกทาง เอกชนก็จะลงทุนตาม
ราคาน้ำมัน downside จำกัด ปีที่แล้วลงมา 30% ปีนี้ก็กลับขึ้นมาแล้ว
Fundflow ใน regional เป็น net buy YTD เทียบกับปีที่แล้วเป็น new sell YTD
ยกเว้น ญี่ปุ่นติดลบ 4.8 หมื่นล้านเหรียญ ส่วนของประเทศไทย + 800 ล้านเหรียญ
อินโดนีเซีย +497 ล้าน ไต้หวัน + 5 พันล้าน อินเดีย +2.8 พันล้าน
ปัจจัยลบคือ การส่งออกยังติดลบต่อเนื่อง ทุกประเทศเน้นภาคบริการ
ปัญหาหนี้ในจีน ยังต้องติดตาม แม้เราจะมองว่าจีนต่ำสุดแล้ว
ความกังวล BREXIT ที่เป็นการลงประชามติอังกฤษออกจาก EU มีดราม่าที่สส.หญิงถูกยิง
ต้องจับตาเรื่องชาตินิยมที่อาจจะเกิดผลกระทบได้อีกเยอะ จะรู้ผล 26 มิ.ย.
โดยรวมยังชอบหุ้นไทยอยู่ แต่ถ้า BREXIT ผลออกมาว่าออกจาก EU ตลาดการเงินน่าจะปั่นป่วนก็อาจจะเป็นโอกาสลงทุน


คุณไพบูลย์
ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังไม่น่าขึ้นมาก แต่ก็คงลงไม่เยอะ
ครึ่งปีแรกตลาดหุ้นไทยขึ้นดีเป็น top 5 ของโลก เฉลี่ยทั่วโลกตอนนี้ติดลบ 2-3%
เราเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ถ้าไม่นับปากีสถาน
เหตุผลที่ครึ่งปีแรกเราขึ้นได้ดี เพราะประเด็นชะลอตัวทั่วโลก
เป็นปัญหาที่เราโดนมานานแล้ว การส่งออก commodities จึงทำให้เราน่าสนใจขึ้นมา
ถ้ามองครึ่งปีหลัง ที่ไม่น่าขึ้นมา เพราะ ตลาด perform ไปแล้ว
เม็ดเงินหาที่ไป โดยจะย้ายไปมา ตลาดหุ้นที่ดีปีนี้คือแย่ปีที่แล้ว
เพราะยังไม่ถูกขับเคลื่อนผลประกอบการ ยังไม่เห็นแนวโน้มฟื้นตัวที่ชัดเจนให้เห็นในตลาดโลก
เม็ดเงินจึงย้ายไปมาในที่ยัง underperform
อย่างเช่น ญี่ปุ่น หรือจีน ที่คงมีเม็ดเงินรออยู่ แต่ยังไม่เข้าไป
ตลาดพันธบัตรยังไม่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง เช่น อิตาลี พื้นฐานแย่
รัฐบาลอิตาลีสามารถกู้เงินได้ต้นทุนต่ำกว่า ทั้งที่อเมริกาใหญ่กว่าแข็งแกร่งกว่า
พันธบัตร อเมริกา 1.7-1.8% แต่ อิตาลีจ่ายอยู่ 1.3% นั่นคือ ประเทศยุโรปกู้ได้ถูกกว่าความเป็นจริง
ยูโรจึงแก้ปัญหาได้ยาก ตอนนี้ยูโรเอาเงินไปซื้อพันธบัตรเอกชน ยิ่งทำให้ความเสี่ยงถูกบิดเบือนไป
ญี่ปุ่นก็เช่นกัน เงินจึงไปที่ตลาดหุ้น
คิดว่าใน 2 ปีนี้ ตลาดหุ้นจึงเป็นที่เม็ดเงินเข้าไปอยู่ จนกว่าพันธบัตรจะปกติ


คุณมนตรี
ช่วงต้นปีมองโลกแง่ดี ที่ผ่านมา ธ.ค.หุ้นตกไป 5.8% คนอยู่ในความหวาดกลัว
บางคนก็เริ่มมองไปถึงปีก่อนเผาหลอก ปีนี้เผาจริง น้ำมันเมื่อก่อนพูดถึงวิกฤติ คือ น้ำมันขาดแคลน
พอน้ำมันถูก คนก็กลัว การก่อการร้าย ก็คือการทำให้กลัว
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความกลัว ปี 2016 ครึ่งปีแรก เรามองว่าน่าจะผันผวน side way up หน่อยๆ
ครึ่งปีหลังจะดีขึ้น ซึ่งคำแนะนำนี้ใกล้เคียงกับปี 2014 ที่เรามองว่า shutdown first half, restart midyear ซึ่งทุกไตรมาสก็ดีขึ้น
ณ วันนี้ภาพการกลัวขึ้นดอกเบี้ยน่าจะยังอยู่ แต่ไม่น่ากลัวเหมือนปี 2004
ซึ่งขึ้นดอกเบี้ยจาก 1% เป็น 2.25% ใน 7 เดือน
แต่แนวทางขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ data dependent จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแบบหลับหูหลับตา
จากที่บอกจะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง อาจจะขึ้นแค่ 2 ครั้ง หรือครั้งเดียวเท่านั้น
ปกติการขึ้นดอกเบี้ยมี 3-4 เหตุผล
1. เศรษฐกิจร้อนแรง ปัญหาตอนนี้ไม่ถือว่าร้อนแรง เดิมวิกฤติใหม่ๆคนว่างงาน 10% ตอนนี้เหลือ 5% ดอกเบี้ยจึงน่าจะกลับขึ้นได้
ยุโรปยังปวกเปียก ญี่ปุ่นโตน้อย ซึ่งภูมิภาคคนอื่นก็อาจจะมีปัญหาได้
2.cost push เรื่องเงินเฟ้อ ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันถูก ความเสี่ยงนี้น้อย ครึ่งปีหลังราคาโภคภัณฑ์ต่ำ ปีนี้มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้น
3.อัตราแลกเปลี่ยน ถ้าขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงิน US จะแข็งขึ้น ซึ่ง EU ก็พิมพ์เงิน จีน ญี่ปุ่น มีแนวโน้มค่าเงินอ่อน
ถ้าขึ้นดอกเบี้ยกีมีความเสี่ยงให้เงินไหลออกตลาดเกิดใหม่
สรุปคิดว่ายังมองเหมือนช่วงต้นปี นโยบายรัฐบาลจะทยอยเห็นผล รถไฟฟ้าสีม่วงเริ่มใช้งาน
หลายอย่างก็มีการเดินหน้า ยอดการท่องเที่ยวน่าพอใจมาก อีกเรื่องที่รัฐบาลกำหนดไว้ดี การส่งเสริมการท่องเที่ยว ไทยเที่ยวไทย
อย่างในโลก งานที่เคยทำดีๆจะหายไป อย่าง Walmart ถึงกลับต้องลดคน
someone are going to eat our lunch ซึ่งกลุ่มนั้นคือ disruptive technology
พวกที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแล้วฆ่ากิจการเก่าอย่างกล้องฟิล์ม หรือ taxi ที่มี uber หรือ grab เข้ามา
ประเด็นคือถ้าสิ่งที่ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ก็ควรยอมรับ

หุ้นไทยสูงสุด 1789 ตอนปี 1994 ต้นปี 13 ขึ้นไปเป็น 2nd highest ดัชนีแตะ 1650 ซึ่งต้นปีเราก็มองว่าน่าลุ้น แต่พอมีเหตุการณ์ใหญ่ก็ต้องปรับ


ดร.นิเวศน์
2 ปีก่อน เคยเขียนบทความหมดยุคทองของ VI
ปีก่อนเขียนการลงทุนตลาดหุ้นไซด์เวย์
เป็นการแสดงให้เห็นทิศทาง ซึ่งตลาดหุ้นตอนนี้ราคาไม่ถูก การเติบโตไทยช้า ถ้าพื้นฐานไม่สนับสนุน
เม็ดเงินก็จะไม่เข้ามา แต่ที่ตลาดหุ้นอยู่ได้เพราะดอกเบี้ยต่ำมาก
คนไทยแก่ตัวลง เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนภาพไปแล้ว เราโตแบบ 5% ไม่ได้ อาจจะแค่ 3% ก็เก่งแล้ว
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้คิดว่าตลาดหุ้นไทยโตไม่มาก ราคาหุ้นก็ไม่ถูก
ตลาดเคยขึ้นจาก 450 ขึ้นมา 1400 ไม่ถูกแล้วจึงไปต่อได้ยาก
ลองดูทั่วโลก อาการแบบเดียวกับเมืองไทย หลังปี 08 เกิด subprime ทุกคนอัดฉีดเงิน ดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องล้น
จนตอนนี้ asset ทั่วโลกแพงทุกอย่าง จะเป็นที่ดิน หุ้น พันธบัตร เงินไม่มีที่ไป เศรษฐกิจโลกโตช้าลงเหมือนไทยเลย
ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาไม่แก่มาก แต่ก็ไม่หนุ่ม ประเทศจีนก็คล้ายกัน แก่ตัวเหมือนเรา จะโตเร็วมากไม่ได้แล้ว
คิดว่าจะค่อยๆโตลดลง
จะบอกว่าสถานการณ์ไม่ได้เกิดแค่ไทย เป็นเหมือนกันทั่วโลก ซึ่งเหตุผลเดียวกัน
จึงจะเห็นหุ้นขึ้นๆไปแล้วเดี๋ยวก็ลง
สรุปแนวโน้มขึ้นปีหลัง คิดว่าไม่ไปไหนไกล ขอพักก่อน ไว้ค่อยขึ้นใหม่
ถ้ามองระยะยาวมอง negative นิดหน่อย แต่ถ้าเล่นสั้นก็รอมีแรงขึ้นเมื่อไร แต่สักพักก็ลง


ควรจัดการเงินอย่างไร
คุณวรวรรณ
ที่อ.นิเวศน์บอกมันเป็นเรื่องธรรมดา คนก็จะวิ่งไปหาที่มีการเติบโตสูง CLMV หรือ แอฟริกา
ถ้าเราคิดว่าที่ไหนก็ไปไม่ได้ หรือจะมองไปไกลถึง 1800 ก็เว่อไป
ประเด็นคืออยู่ที่เราเอง ถ้าต้องการผลตอบแทน 5-6% ในตลาดหุ้นไทยมีอยู่ ที่ผ่านมากองทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ได้อยู่แล้ว
มีพวกเศรษฐีลงทุน hedge fund ต่างประเทศ 36% ของผู้ลงทุนรายใหญ่ย้ายเงินไปอยู่ในพวกโครงสร้างพื้นฐาน
เพราะทั่วโลกเน้นเศรษฐกิจไปที่ภาคบริการและโครงสร้างพื้นฐาน
อีกอย่างคือย้ายเงินไป private equity จะลงทุนหุ้นนอกตลาด startup ต่างๆ
นอกจากนี้ยังดูมากขึ้น พวกความใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม ซึ่งปัจจุบันจะมีการตรวจสอบมากขึ้น
อย่างกองทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง(เบ้ดร็อค) ก็กำลังทำตรงนี้
เงินเราเองไม่จำเป็นต้องอยู่ในหุ้นทั้งหมด เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว บลจ.บัวหลวง
ใช้ theme บินแหลก บริโภคไม่อั้น หุ้นที่ลงทุนอยู่ในกลุ่มนี้ เราเห็นเทรนด์ของมัน ซึ่งก็ได้ผลตอบแทนกลับมา
บริษัทหลายๆแห่งไม่ได้ ขายแค่ในประเทศ มีขายนอกประเทศ ควรนับ GNP มากกว่า GDP
ปีนี้ SET ขึ้น 10% กว่า ซึ่งขึ้นจากปิโตร และพลังงาน
Sector อื่น เช่น แบงค์ หรือ ict ยังขึ้นมาน้อยกว่าตลาด ยังมีโอกาสปรับตัวได้อีก เพื่อสะท้อนการฟื้นเศรษฐกิจโดยรวม
เราไม่จำเป็นต้องเหี่ยวเฉา เหมือนคนแก่เกษียณแล้ว แต่ก็ไม่ได้ต้องบ้าหุ้นตลอดเวลา สามารถผสมผสานสินทรัพย์ต่างๆ
FED หมดความเชื่อถือในตลาดแล้ว ไม่ต้องออกมาพูดก็รู้ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง
อย่างแบงค์ได้รับผลกระทบจาก fintech แต่ก็รีบปรับตัวกัน


คุณไพบูลย์
ถ้ามองว่ามีตลาดพันธบัตร กับตลาดหุ้น
ที่พูดแล้วพันธบัตรไม่สะท้อนความเสี่ยงทั่วโลก มีโอกาสผันผวน ปรับตัวได้มาก
หรือ อย่างในไทยพ้นธบัตรดอกเบี้ยระยะยาวก็ต่ำมาก
ตลาดหุ้นได้รับการสนับสนุนจากนโนบายทั่วโลก ซึ่งทำให้กระเป๋ายังมีเงินตลอดเวลา
ในระยะ 2-3 ปีเชื่อว่าตลาดหุ้นได้ผลตอบแทนที่ดี แต่ระดับผลตอบแทนจะไม่สูงเหมือนอดีต
ถ้าไป track ดูในอดีตมันโตแรงไปพร้อมกันทั้ง emerging market ซึ่งตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว
มองระยะ 2-3 ปี ถ้าเลือก sector ถูก ดูใน supply chain หากมีตัวที่ดี ไม่แพง ดีมานด์ตรงนี้จะเยอะ
ถัดมาบริษัทที่จ่ายปันผลสูง เราอยู่ในยุคโตต่ำ แต่ผลตอบแทนไม่ได้ต่ำ มีหลายบริษัทปันผล 5%
ต้องเน้นที่ผลตอบแทนยังเติบโตได้ ดูอย่างบริษัทในโลก เนสต์เล่ โตปีละ 1-2%
แต่เขาพยายามทำให้ ปันผลโตทุกปี ไปลดต้นทุนอะไรต่างๆ

อย่างใน ญี่ปุ่น ทุกคนตั้งข้อสงสัยนโยบายรัฐบาล ซึ่งประเด็นคือเงินเชื่อมั่นเยน ก็ไหลเข้ามาถือเงินเยน
ทำให้แข็งผิดปกติ ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล ถ้าความกังวลเหล่านี้หายไปก็น่าจะกลับมา perform


คุณมนตรี
ภาพรายเดือน พ.ค. เราคาดการณ์ว่าตลาดจะอ่อนลงมาเป็นเวลาให้ลงทุนได้ ส่วนตอนนี้ก็ให้ซื้อแบบต้องเลือก
นะนำหุ้นกลุ่ม ธนาคาร รับเหมาก่อสร้าง ปิโตรเคมี และ แนะนำกลุ่มอสังหาที่ได้ประโยชน์รถไฟฟ้าสีม่วง
และกลุ่มที่ ผลดำเนินการไตรมาส1 เกินกว่าที่คาดการณ์มากกว่า 10%
สามารถเข้าไปดูได้ที่เวบไซต์ http://www.maybank-ke.co.th


ดร.นิเวศน์
เราควรกลับมาที่หุ้น pe ต่ำ dividend สูง 4% ขึ้นยิ่งดี เป็นหุ้นยืนหยัด อยู่มานาน
มีผลดำเนินงานมั่นคงไว้ใจได้ ไม่ค่อยกระทบจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
ถ้าเรายังมั่นใจว่าหุ้นพวกนี้ปันผลได้ดี อัตรานี้ไม่ลง
ต่อให้ไม่โตก็ยังอยู่ได้ ดีกว่าฝากเงินเยอะ สมัยนี้ถ้าเกิดวิกฤติเงินอยู่ในแบงค์ก็หายได้



ขอบพระคุณอ.ไพบูลย์ อ.นิเวศน์ หมอเค และแขกรับเชิญทุกท่านที่สละเวลามาออกรายการ
Money talk ช่วงเหลือของปี 59 ได้สถานที่จัดเป็นตลาดหลักทรัพย์ใหม่ รัชดา 33
ต้องขอบคุณพี่แป๋ม พี่นุช สมาคม thaivi และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านด้วยครับ

สัมมนาครั้งต่อไปเดือน ก.ค.59 2 งาน
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/moneytalktv
1) งาน Money talk MAI วันที ่1/7 เปิดจอง 25/6
หัวข้อ 1 เศรษฐกิจไทยกับหุ้น mai แขกรับเชิญ ดร.กอบศักดิ์
ผู้ดำเนินการ อ.ไพบูลย์ อ.เสน่ห์ อ.นิเวศน์
หัวข้อ 2 หุ้นเด่น mai และกลยุทธ์กูรู แขกรับเชิญ คุณเทิดศักดิ์ asp, คุณชาญณรงค์ บลจ.กรุงไทย, คุณเคน โสรัช, ดร.นิเวศน์
ผู้ดำเนินการ อ.ไพบูลย์ อ.เสน่ห์

2) งาน Money talk@SET Ratchada33 ชั้น 7 เสาร์ที่ 9/7 เปิดจอง 2/7
หัวข้อ 1 CFA FRM มืออาชีพการเงิน โดย Nida FIRM
แขกรับเชิญ ดร.สมจินต์, คุณวิน พรหมแพทย์, ศ.ดร.กำพล, คุณอติ อติกุล (กิมเอ็ง) และ ดร.นิเวศน์
หัวข้อ 2 VI มองหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 2559 แขกรับเชิญ คุณโจ ลูกอีสาน คุณชาย มโนภาส คุณวิบูลย์ และ ดร.นิเวศน์

Go against and stay alive.

amornkowa
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1706
Joined: Fri Jun 24, 2011 10:46 pm

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by amornkowa » Sun Jun 19, 2016 11:57 pm

ขอบคุณครับ วันนี้มาเร็วมากครับ


theenuch
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1735
Joined: Thu Jul 22, 2010 6:35 am

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by theenuch » Mon Jun 20, 2016 4:34 am

ขอบคุณมากค่ะ "คุณนิธิวัฒน์" :B


User avatar
crazyrisk
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 4549
Joined: Tue May 30, 2006 1:32 am

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by crazyrisk » Mon Jun 20, 2016 7:08 am

ขอบคุณมากครับ สรุปได้ดีมากๆ

"Champions aren't made in gyms. Champions are made from something they have deep inside them: A desire, a dream, a vision.

patto_kung
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 70
Joined: Fri Dec 25, 2009 4:16 pm

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by patto_kung » Mon Jun 20, 2016 10:02 am

ขอบคุณครับ :D


top_shiro
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 29
Joined: Mon Aug 17, 2015 9:19 am

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by top_shiro » Mon Jun 20, 2016 10:42 am

ขอบคุณครับพี่ กราบบบบบ


b4solid
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 922
Joined: Sun Aug 26, 2007 10:11 pm

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by b4solid » Mon Jun 20, 2016 4:34 pm

ขอบคุณครับผม


ลูกหิน
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1217
Joined: Wed Aug 15, 2012 6:47 pm

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by ลูกหิน » Mon Jun 20, 2016 5:00 pm

ขอบคุณมากๆครับ


kc100
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4
Joined: Thu Jun 21, 2007 12:06 pm

Re: MoneyTalk19Jun16หุ้นเด่นต้องจับตา&ทิศทางครึ่งหลังปี 59

Posts by kc100 » Tue Jun 21, 2016 8:11 am

ขอบคุณมากครับ


Post Reply