ผมขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติ่มจากที่พิมพ์ไว้ข้างบนแล้ว
ผมจะเกริ่นนำในเชิง"ประวัติศาสตร์"กว้างๆในเรื่องการเมืองการปกครองที่มีปัญหา
ผมขอย้อนไปสมัยยุคกรุงศรีอยุธยาเลย ประมาณ300ปีก่อน
ถ้าผมเกิดสมัยนั้นคงไม่คิดว่าอีกหลายๆรุ่น หลายชั่วอายุคนต่อมา ลูกหลายผมจะนั่งกดคอมพิวเตอร์อยู่แบบนี้ได้
ตอนนั้นบ้านเมืองแตกแยกมากมาย ไหนจะศึกสงครามจากต่างแดนและการก่อกบฏภายใน
มีการแย่งชิงความเป็นใหญ่ มีผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นผู้สืบทอดการครองแผ่นดิน แต่กลับมาอ้างสิทธิในราชบัลลังค์
และมีหลายราชวงในแผ่นดินเดียวกัน การเปลี่ยนแผ่นดินหลายครั้งมาจาการนองเลือด และประเทศเคยสูญเสียเอกราช
ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน
มายุคนี้เราเริ่มมีเรื่องราวทางการเมืองที่ไม่สงบและมีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นในบ้านเมืองมากมายแบบนี้
ก็ตั้งแต่ตอนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยคณะคณะราษฎร ทำการการปฏิวัติสยาม
ให้เป็นประชาธิไตยจนมาถึงปัจจุบัน ก็มีความแตกแยกมาตลอด มีการใช้อานาจที่อ้างว่าได้มาจากประชาชน
กระทำการต่างๆมากมาย มีการเข้าสู่อำนาจโดยการยึดอนาจเป็นการการรัฐประหาร 12ครั้ง และมีการรัฐประหารไม่สำเร็จ
จึงกลายเป็นกบฏ อีก12ครั้ง รวมเป็น24ครั้งภายใน81ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยจะมีก่อการ ประมาณทุกๆ3ปี
เรื่องการแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่ โดยการผิดกฎหมายบ้านเมืองที่ร้ายแรงที่สุด ผู้กระทำหรือมีส่วนร่วมทั้งหมด
มีโทษถึงขั้นเป็นกบฏต่อแผ่นดินต่อประเทศ ผมพอจะมองออกเลยว่าการใช้ความพยายาม
ในการแย่งชิงอำนาจกันสูงขนาดนั้น และบ่อยขนาดนั้น อำนาจที่ได้มาคงจะหอมหวาน
คงจะมีผลประโยชน์แอบแฝง และมีผลประโยชน์จากการทุจริตอยู่ไม่น้อย ผมว่าลองไปย้อนดูประวัติศาสตร์แบบนี้กับแทบทุกๆประเทศ
ก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่น้อยกว่าบ้านเราครับ แต่เขาก็พัฒนาเปลี่ยนแปลงกันขึ้นมาได้จุดสำคัญมันน่าจะอยู่ตรงนี้ ว่าเขาพัฒนาและเปลี่ยนแปงได้อย่างไร
หลายคนหวังให้นักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายไหนในปัจจุบันดีขึ้นมาบ้าง
หรือจะไปหวังให้การตรวจสอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการหรือดำเนินคดีต่างๆ ให้ทำอย่างเด็ดขาดและให้ได้ผล
หรือหวังให้ประชาชนได้เกิดการเรียนรู้ที่จะเลือกนักการเมืองที่ดี และหวังให้ประชาชนไม่หวังแต่ผลประโยยชน์ที่ตัวเองจะได้เฉพาะหน้าคือกการซื้อเสียง
หรือหวังผลประโยชน์จากโนยบายต่างๆที่นักการเมืองจะให้ ที่หวังจะให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นมา ทุกคนหวังอยู่แล้ว
แต่ผมขอหวังอีกอย่าง คือ
หวังอยากให้คนไทยที่"เก่งและดี"ที่เป็นผู้บริหาร ตามบริษัทใหญ่ๆดังๆในประเทศเราหรือที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ
ที่ที่มีเงินเดือนหลายแสนหรือเป็นล้านตอนนี้ ซึ่งเรียนเก่งมากหรือจบนอก ถ้าเขาอยากเห็นความเจริญของประเทศ ผมอยากให้เขามี"แนวคิด"
ที่จะเสียสละตัวเองในด้านภาระหน้าที่ซึ่งสำคัญในบริษัทนั้น และเสียสละที่ตัวเองจะได้ผลตอบแทนมากๆ
จากที่เขาทำงานอยู่ แล้วเข้ามาทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองต่างๆ
และเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ ผมอยากเห็นแบบนี้บ้างในช่วงนี้ของปรเทศเรา ตอนนี้ผู้บริหารรุ่นใหม่ๆในบริษัทต่างๆ
ก็มีมากขึ้นมาเยอะนะครับ
กลับมาเรื่องเรื่องเศรษฐกิจ ในมุมมองของผม ทุกประเทศก็มีปัญหาครับ ประเทศกำลังพัฒนา ก็มีความไม่พร้อมและมีปัญหา
ทางด้านพื้นฐานและโครงสร้างหลายๆอย่างรายละเอียดขอข้ามไป ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีปัญหาเหมือนกันคือ
พัฒนามาเต็มขั้นแล้ว พัฒนาต่อเพิ่มไปอีกก็ยากมาก เหลือแต่การคงสถานะที่พัฒนาแล้ว เอาไว้
แต่แทบทุกประเทศมีการกู้เงินและยังเป็นหนี้กันอยู่ครับ และก็กู้เพิ่มกันตลอด พันธบัตรรัฐบาลก็ยังออกมาเรื่อยๆ
และบางประเทศแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีการกู้เงินที่มากมายมหาศาล กู้ไปเรื่อยๆถึงแม้หนี้จะทะลักแล้วก็ตาม
ส่วนเล็กลงมามองถึงบริษัทจดทะเบียน แทบจะไม่มีบริษัทไหนไม่กู้เงิน ล่าสุดบางบริษัทของไทยเราที่ร้านสะดวกซื้อที่ไม่ใหญ่มาก
แต่มีสาขาเยอะมากอยู่ทั่วประเทศ ไปกู้เงินจากนอกมาซื้อไปซื้อบริษัทจดทะเบียนอีกแห่งที่ทำห้างใหญ่เน้นขายสินค้าให้ได้ราคาส่ง
ในระบบเศรษฐกิจมีเรื่องของนำทุนต่อไปต่อทุน คือมีกำไรก็ขยายลงทุนเพิ่ม แต่หลายๆอย่างมันเป็นเรื่องการดึงเงินในอนาคตมาใช้
เป็นการก่อหนี้ไปต่อทุน (หรือหนี้ไปต่อหนี้อีกก็มี) เพื่อที่จะเติบโตและขยายก่อนในระยะสั้นนี้
เพราะอยากจะอาจจะชิงความได้เปรียบเอาไว้ก่อน หรือเพราะเห็นโอกาสและพื้นฐานจริงๆ แต่ก็ต้องดูเรื่องความเสี่ยงด้วยเช่นกัน
สุดท้ายผมเชื่อ ทุกเรื่องที่เน่าเฟะในประเทศเราต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆในทางที่ดี ผมเชื่อแบบนั้น
แต่จะพัฒนาไปจนดีมากขนาดไหนผมก็ไม่ได้คาดหวัง ซึ่งตราบใดที่พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ
และพื้นฐานในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน ในประเทศเรายังมีอยู่ ซึ่งเราไม่ต้องไปซื้อนำเข้ามาซะหมดทุกอย่าง
ทำให้เราก็ยังมีชีวิตและครองสติปัญญากันอยู่ได้ การพัฒนาก็ต้องมีครับ การแข่งขันแก่งแย้งชิงดีก็ต้องมีต่อไป
การเรียนรู้และการปรับตัวของคนต้องเกิดขึ้น เผ่าพันธุ์มนุษย์เราวิวัฒนาการมากมากหลายแสนหลายล้านปี
ปล.เราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และมีช่องว่างเหลือให้พัฒนาขึ้นไปอีกเยอะ พื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีและมีเพิ่มหรือพัฒนาขึ้นไปเช่นกัน
แม้แต่เรื่องหุ้นในที่นี้ เราก็ดูพื้นฐานและเน้นที่คุณค่าที่มี ในการที่จะเลือกลงทุน แต่มันไม่มีอะไรแน่นอนทุกอย่างมีความเสี่ยง
และตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนเราชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไปครับ