เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
sukit2020
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 183
Joined: Tue May 24, 2005 11:52 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by sukit2020 » Fri May 29, 2020 4:29 pm

New Normal ชีวิตวิถีใหม่ของวีไอในเส้นทางธรรม

29 พค 63
moneytalk special

phpBB [video]



User avatar
picatos
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3268
Joined: Sat Mar 27, 2004 12:20 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by picatos » Tue Jun 30, 2020 7:18 am

" ยิ่งเข้าถึงสภาพที่สงบลุ่มลึกลงไปได้มากเท่าไร สภาพความพร้อมของจิตที่ออกจากสมาธิ แล้วเอาจิตนั้นๆ ไปใช้งาน ยิ่งมีกำลังที่แตกต่างกันตามลำดับขั้น ระดับขั้นที่จิตพอที่จะเป็นอิสระจากอคติ คือ สมาธิในระดับขั้นที่เรารับรู้ถึงตัวจิตได้อย่างชัดเจน โดยเป็นอิสระจากทางกายโดยสมบูรณ์แล้ว กล่าวคือ สภาพของสมาธิที่ไม่สนใจกายแล้ว ทิ้งกาย เหลือแต่จิต "
.
ขออนุญาตถามคุณตี่ และ พี่ๆ เพื่อนๆทางธรรมที่มีประสบการณ์ ดังนี้ครับ

1. "สงบลุ่มลึก" ในที่นี้น่าจะหมายถึง "อัปปนาสมาธิ" หรือ "ฌาน 4" ใช่หรือไม่ครับ
ถ้าเข้าใจไม่ผิด ตอนที่เขียนน่าจะหมายถึง ฌาน 4 ขึ้นไปจนถึงอรูปฌานทั้งหมด แต่อรูปฌานใดๆ จริงๆ แล้วในหลายๆ ตำราก็รวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของฌาน 4 เพราะมีองค์เท่ากัน
2. รบกวนช่วยเล่าประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติ ขวากหนามที่พบเจอ และกำลังใจที่ทำให้ก้าวผ่านจนเข้าใกล้ หรือสำเร็จ สมาธิระดับลุ่มลึกนี้ครับ
สภาพใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาก็มีความดับไป เสื่อมไปเป็นธรรมดา อุปสรรคใหญ่ที่สุด คือ เรายังเป็นฆราวาสอยู่ อุปสรรคของความเป็นฆราวาส คือ ความวุ่นวายในชีวิต ที่ยังมีขยะ ของเสียอยู่เยอะ และยังรับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น ทำให้แม้ว่าในช่วงที่วิเวกออกมาฝึกอย่าจริงจัง จนสามารถเข้าสมาธิที่ลึก ทรงได้นาน แต่เมื่อกลับมาใช้ชีวิตที่วุ่นวายมากๆ ตามประสาฆราวาส สิ่งที่ได้มาก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา

ถ้าจะเข้าถึงเพื่อให้รู้ในความเกิดขึ้นและความดับไปของจิตแต่ละประเภท เพื่อจะได้เบื่อหน่าย คลายกำหนัด เป้าหมายนี้ก็โอเคที่จะลองออกไปวิเวกปฏิบัติหลายๆ เดือนดู

ถ้าเราไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วิเวก สงบ มีเครื่องอยู่มาเหมาะสมจริงๆ ในระยะเวลาที่นานพอ ผลลัพธ์มันก็เกิดเองตามธรรมชาติ อุปสรรคที่มีทั้งหมดโดยส่วนใหญ่ คือ เราอยากที่จะได้มากกว่าที่เราทำ เราฝืนธรรมชาติความเป็นจริงที่ว่า ทำน้อยได้น้อย ทำมากได้มาก

ความอยากที่ทำน้อยได้มาก นี่แหละอุปสรรค

เอาไว้ทำมากแล้วได้น้อยค่อยถามถึงเทคนิค วิธีการ แต่ตราบใดที่ยังทำน้อยอยู่ อยากจะได้ super productive หรือทางลัด หนทางสายนี้ไม่มีอยู่ในโลกของการปฏิบัติครับ

ทาง วิธีการทุกอย่างมีอยู่แล้ว อุปสรรคมีแค่อย่างเดียว คือ ไม่มีศรัทธาหรือแรงบันดาลใจ ที่จะสละโลก ออกจากโลกไปทำจริงๆ ให้สำเร็จ
3. ช่วยชี้แนะแนวทาง เทคนิคการปฏิบัติ และการวางใจ สำหรับผู้สนใจปฏิบัติให้ได้ผล

4. ช่วยชี้แนะสื่อ คลิป คำสอน ครูบาอาจารย์ หรือ มีสถานปฏิบัติธรรมที่มุ่งเน้นสอนด้านนี้แนะนำมั้ยครับ
คนแต่ละคนสร้างเหตุ มาต่างกัน มีจริต มีความเหมาะสมกับครูบาอาจารย์ หรือ เครื่องมือแตกต่างกันไป สิ่งที่เหมาะกับผม อาจไม่เหมาะกับคุณ สิ่งที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้อาจจะยังไม่เหมาะกับผมที่สุด และจะมีสิ่งที่เหมาะสมกับผมมากกว่านี้ในอนาคต

ในฐานะผู้ปฏิบัติ ผู้ศึกษา ที่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าที่จะแนะนำเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด ประกอบกับพระที่ประพฤติดีประพฤติชอบในยุคนี้มีน้อยลงๆ ตามพัฒนาการของโลก โยนิโสมนสิการจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่พระพุทธเจ้าได้ให้เอาไว้

โอกาสในยุคนี้ต่างจากยุคก่อน คือ เราสามารถเข้าถึงความรู้ที่มีคนถ่ายทอด ตลอดจนมีพระไตรปิฎก มีความสามารถในการ search ที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต โยนิโสมนสิการ จึงมีความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก

ทดลองศึกษา ทดลองทำ อย่าพึ่งปักใจเชื่อด้วยหลักกาลามสูตร และใช้โยนิโสมนสิการดูว่า วิธีการที่เราทำอยู่นี้ ทำให้กุศลเกิดขึ้นในจิตของเรามากขึ้นไหม อกุศลในจิตของเราลดน้อยลงไหม เรามีเครื่องมือในการเจริญกุศล และในการละและระวังป้องกันอกุศลไหม ถ้าศึกษา ทดลองทำแล้วดีก็ทำต่อ ถ้ายังไม่ใช่ก็อาจจะต้องลองเปลี่ยนวิธี ลองศึกษาวิธีอื่นดู

เราต้องมีความเชื่อในกรรม ว่าเหตุที่เราทำมา จะนำไปสู่แนวทางที่ให้เราไปทำต่อ ให้สังเกตความรู้สึกทางใจตัวเองดีๆ ว่าความรู้สึกจากภายในว่าทางที่ทำมันใช่ไหม ถ้าเราสั่งสมเหตุมา ยังไงมันก็จะมีหนทางที่จะทำให้เราได้เจอกับทาง และทำให้เราพ้นจากสิ่งที่ไม่ใช่ทาง

ทุกครั้งที่ไหว้พระพุทธ กราบพระพุทธ สวดอิติปิโส มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็กำหนดทิศทางของใจตัวเอง ที่จะมุ่งชีวิตไปสู่คุณงามความดี ถ้าจะอธิษฐานก็ให้ขอแค่ให้ได้พบกับทางที่เหมาะกับเรา ที่เราจะมีศรัทธา และมีความเพียร ที่เราจะเอาเป็นที่พึ่งในชีวิต

ทำไปเรื่อยๆ วันใดวันหนึ่ง หากยังไม่พบทางก็จะได้เจอกับทาง หากยังไม่มีศรัทธาก็จะเกิดศรัทธา


ที่สำคัญที่สุด ระวังหลงไปกับสมถะสมาธิ สมถะเป็นสิ่งที่ดีหากมีทัศนคติที่ถูก แต่ถ้ามีทัศนคติที่ผิด เห็นว่าผลของสมถะเป็นสุขอันปราณีต ที่น่าหลงไหล น่ายึดน่าถือ อันตรายก็จะเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติ เพราะ เวลาหลงไปกับสมาธิแบบปราศจากสติ ปราศจากความเข้าใจที่ถูก มันจะไปแบบกู่ไม่กลับ และยิ่งจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง

เป้าหมายของการเจริญสมถะ ควรเป็นไปเพื่อให้เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เห็นว่าสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยงมีความดับไปมีธรรมดา เห็นว่าสิ่งต่างๆ เป็นทุกข์มีความบีบคั้น ทนอยู่ได้ยาก และเมื่อเห็นว่าสภาพสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงเช่นนี้อยู่เนืองๆ ว่าสภาพใดๆ ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น หาตัวหาตนที่แท้จริงไม่ได้ สมควรแล้วหรือที่จะสำคัญว่าสิ่งนั้นเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา

สุขสุดยอดที่สุดของเราที่เคยเจอ ก็เป็นของชั่วคราว ที่เกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็ดับไป จะให้มันเกิดขึ้นอีกเหมือนเดิม เท่าเดิม แบบเดิม ก็ไม่ได้ และความพยายามที่จะทำให้มันเกิดขึ้นอีก ก็นำมาซึ่งทุกข์อีกเป็นกระบวน

สภาพความมั่งคั่ง ที่เรามีอยู่ก็เป็นของชั่วคราว มีขึ้นก็มีลง ไม่ถูกพรากจากเราในวันนี้ ก็ต้องถูกพรากจากเราไปแน่ๆ ในวันที่เราตายจากโลกนี้ไป แต่เราใช้เวลาของชีวิตหมดไปกับการดูแล รักษา สิ่งที่เรามีเอาไว้ให้นานที่สุด มากที่สุด ทั้งๆ ที่วันหนึ่งเราก็ต้องทิ้งมันไปอยู่ดี

แม้แต่สภาพจิตที่เป็นสมาธิที่เป็นสุขปราณีต ตั้งมั่น กว้างขวาง ผุดผ่อง ก็เป็นสภาพชั่วคราว เมื่อมีเหตุให้เกิดมันก็เกิด เมื่อเหตุดับมันก็ดับ และหากไม่มีเครื่องมือและความเพียรระวังป้องกันที่ดี มันก็พร้อมที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ จากจิตสะอาด เบา ผุดผ่อง ก็สามารถกลับกลายไปเป็นจิตดำมืด สกปรก มืดมน ตามเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไป

เมื่อเห็นทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ก็ควรแล้วไหมที่จะเบื่อหน่ายกับทุกข์ เมื่อเบื่อหน่ายกับความทุกข์มากๆ เข้า ก็คลายความทะยานอยากที่จะได้สุข เมื่ออยากที่จะหายทุกข์จึงมีเพียรที่จะดับกิเลส เมื่อพยายามดับกิเลส ตัดกิเลสทุกครั้งที่เกิดขึ้น ก็สามารถสละคืนกิเลสตัวนั้นๆ ให้หลุดจากใจ

วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่?


เด็กใหม่ไฟแรง
สมาชิกกิตติมศักดิ์
Posts: 1575
Joined: Thu Jan 17, 2008 3:36 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by เด็กใหม่ไฟแรง » Tue Jun 30, 2020 10:51 am

อนุโมทนากับคุณ Picatos ด้วยนะครับ

ดู clip รายการ money talk ย้อนหลังได้ที่
http://www.facebook.com/MoneyTalkTV


sukit2020
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 183
Joined: Tue May 24, 2005 11:52 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by sukit2020 » Mon Jul 06, 2020 10:54 am

ขอบคุณคุณตี่มากครับ ที่ช่วยตอบปัญหา และตักเตือนถึงการฝึกสมาธิครับ

ผมผู้มาใหม่ เริ่มต้นศึกษาธรรมะได้ไม่นานนัก ยังอยู่ในช่วงค้นคว้าหาครูบาอาจารย์ หาแนวทางปฏิบัติ ทดลองปฏิบัติ ลองผิดลองถูกอยู่ครับ ช่วงแรกๆอาจค้นเจอครูบาอาจารย์ที่บรรลุธรรมแบบใช้สมถะนำหน้าทำให้ผมโน้มเอียงสนใจ และสงสัยไปทางด้านสมาธิครับ แต่ข้อมูลที่ค้นพบมักกล่าวว่า การฝึกสมาธิให้ได้ถึงอัปปนาสมาธินั้นไม่ใช่ของง่าย ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาเก่าที่สะสมไว้ด้วย อีกทั้งอาจหลงในสมาธิ และ เจริญแล้วก็ยังเสื่อมได้ เหมือนดั่งที่คุณตี่เตือนไว้เลยครับ

แนวทางปฏิบัติธรรมที่กล่าวถึงกันมาก และเหมาะกับยุคสมัยในปัจจุบัน ที่ผู้คนเป็นสังคมเมือง ชีวิตค่อนข้างวุ่นวาย คือ การเจริญสติ รู้กาย รู้ใจ หรือเรียกว่า สติปัฏฐาน๔ (บ้างก็เน้นคำว่า “รู้สึกตัว” บ้างก็เน้นการ “ดูจิต”) ซึ่งในปัจจุบันผมก็เริ่มย้อนกลับมาศึกษา และทดลองปฏิบัติบ้างแล้วครับ (จะว่าไปแล้ว คอร์สปฏิบัติธรรมครั้งแรกผมก็เป็นแนวนี้ครับ แต่ผมยังงงงง ปฏิบัติไปปฏิบัติมาเกิดสมาธิ ได้ปิติมา เลยเขวไปเรื่องสมาธิครับ)

หากคุณตี่ พี่ๆ เพื่อนๆ มีคำแนะนำใดๆสำหรับนักปฏิบัติธรรมมือใหม่ รบกวนฝากชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณครับ


phpBB [video]



สารคดีชีวประวัติ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
https://www.youtube.com/watch?v=eUs8WRmleZo&t=1714s

สารคดีชีวประวัติ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ชุด การเดินทางครั้งสุดท้าย
https://www.youtube.com/watch?v=x1t1hrbp9gI&t=1580s

คำถามยอดนิยมและคำตอบ โดย อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
https://www.youtube.com/watch?v=4WuPRaj_2g8



User avatar
Thai VI Officer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 765
Joined: Fri Jul 27, 2012 1:31 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by Thai VI Officer » Wed Sep 09, 2020 6:01 pm

รายการ Money Talk - พลังจิตกับการลงทุน โดย คุณพศิน อินทรวงค์

https://www.youtube.com/watch?v=cXzv6_C ... e=youtu.be


phpBB [video]

ขอแสดงความนับถือ
สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)


User avatar
picatos
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3268
Joined: Sat Mar 27, 2004 12:20 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by picatos » Sat Jul 10, 2021 3:35 am

เมื่อปีที่แล้วตอน covid-19 ระบาดใหม่ๆ และหุ้นตกหนัก เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังหาโอกาสในการลงทุน หรือว่า เรากำลังพยายามหาทางช่วยเพื่อนมนุษย์ให้รอดพ้นจากภัย จากวิกฤตครั้งนั้น

เมื่อวิกฤติในรอบนั้นผ่านไปแล้ว บางคน หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าพลาด ไม่มีโอกาสได้เข้าไปซื้อหุ้น เก็บหุ้น

คนที่ได้เข้าไปเก็บหุ้น อาจจะหัวเราะเยาะ คนที่ไม่ได้เข้าไปเก็บหุ้น ว่าเค้าเหล่านั้นได้พลาดโอกาสครั้งสำคัญในการลงทุนไปเสียแล้ว

และทำให้คนที่พลาดไม่ได้เข้าไปเก็บหุ้นรู้สึกว่ารอบหน้าเราจะพลาดแบบนั้นอีกไม่ได้ เราจะตั้งใจหาโอกาส ทุ่มเทเวลาในการลงทุนให้มากกว่านี้

ในสถานการณ์เดียวกัน ถ้าหากเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งจริงๆ แล้ว เราจะมองเหตุการณ์แบบนั้นเป็นโอกาสในการทำบุญครั้งใหญ่ ที่ร้อยวันพันปีจะเกิดขึ้นสักครั้ง เสียมากกว่า

การให้ที่ดี ที่มีกำลัง คือ การให้กับคนที่ขาด ที่กำลังมีความต้องการอย่างหนัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีคนให้น้อย อานิสงส์ผลของมันจึงจะมาก

ถ้าเราเอาอาหารไปให้คนที่กิน Michelin ทานอาหารวันละ 5 มื้อ อานิสงค์ก็เทียบไม่ได้กับการเอาอาหารไปให้กับการให้อาหารกับคนที่อดอาหารมาเป็นสัปดาห์ ด้วยเหตุนี้ การได้ตักบาตร ถวายอาหารให้กับพระอรหันต์ที่พึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ซึ่งเป็นการเข้าสมาธิโดยไม่ได้ฉันภัตราหารมาตลอด 7 วัน จึงมีอานิสงส์มาก

ณ ขณะนี้ ความเดือดร้อน และขาดแคลนในบ้านเมืองเราถึงขีดสุด การที่จะเสียสละเวลาและโอกาสในการหาเงิน แล้วนำเงินที่หามาได้ในช่วงที่ผ่านๆ มา มาแบ่งปันให้กับคนที่ขาดในช่วงนี้ จึงมีอานิสงค์มากเป็นพิเศษ

การทำทานท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ ไม่เพียงแต่ต้องประกอบด้วยจิตที่พยายามขัดเกลาความตระหนี่ แต่ต้องประกอบด้วยปัญญา และสมาธิ ที่จะรักษาจิตตัวเองไม่ให้ตกลงอกุศลอีกด้วย

จึงขอเชิญชวนเพื่อนๆ ที่เดินอยู่บนเส้นทางธรรม ที่หาเงินจากการลงทุนแนววีไอ เสียสละความสุขส่วนตัว และอัตตาใดๆ ก็แล้วแต่มาร่วมกันใช้เงินบริจาคครั้งใหญ่ให้กันคนที่ขาดกันครับ ความต้องการที่รอการช่วยเหลือขณะนี้มันมีมากจริงๆ ครับ

ทำเท่าที่ทำได้ เอาที่รู้สึกฝืนตัวเองนิดๆ แต่ไม่ทรมานจนเกินไป ให้รู้สึกว่าได้สะเทือนกับกิเลสตัวเองสักนิด กระเทาะอัตตาตัวเองออกไปสักหน่อย

คงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าหากเงินที่หามาได้ ไม่สามารถที่จะไปทำประโยชน์ให้กับคนอื่นในจังหวะที่สำคัญขนาดนี้

และถ้าเวลาผ่านไป เราก็อาจจะต้องรู้สึกแย่กับตัวเอง ที่เราได้พลาดโอกาสในการทำบุญครั้งใหญ่ในชีวิต ที่ร้อยปีจะมีสักหน

และคงจะไม่มีใครมาพูดเยาะเย้ย ถากถางเรา ในเรื่องเราได้พลาดโอกาสในการทำบุญครั้งใหญ่ แบบเดียวกับเรื่องการลงทุน

การทำบุญครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ซึ่งหากพิจารณาดีๆ แล้ว เราควรจัดเต็ม อัดเต็มเหนี่ยวไปเลยครับ

วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่?


User avatar
นายมานะ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1145
Joined: Wed Mar 06, 2013 5:02 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by นายมานะ » Sat Jul 10, 2021 11:31 am

ขอบคุณอาจารย์ตี่มากครับ ปีที่แล้วและปีนี้ผมบริจาคเงินไปน่าจะหลายสิบเท่าของยอดเงินที่เคยบริจาคมาทั้งชีวิต แต่เมื่อคิดเป็น % เทียบกับทรัพย์สินที่มีแล้วก็ยังเป็นแค่ 1% เท่านั้นเอง

อ่านข้อความของอาจารย์ตี่ (รวมถึงของพี่เปา Web ผ่านทาง FB) ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจที่จะปรับเป้าการบริจาคของปีนี้ให้มากยิ่งๆ ขึ้นครับ

ขอบคุณและขออนุโมทนากับคอมเม้นนี้ของอ.ด้วยครับ



sukit2020
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 183
Joined: Tue May 24, 2005 11:52 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by sukit2020 » Mon Oct 18, 2021 11:17 pm

ทำไมต้องปฏิบัติธรรม
พระไพศาล วิสาโล

เพราะไม่มีอะไรแน่นอน ความสุขวันนี้อาจกลายเป็นความทุกข์วันหน้า ดังนั้นเราจึงควรหันมาปฏิบัติธรรม ให้มีสติสัมปะชัญญะ และปัญญาเอาไว้รับมือกับความผันผวนปรวนแปรที่อาจเกิดขึ้นกับเราหรือคนที่เรารักไม่วันใดก็วันหนึ่ง

การปฏิบัติธรรม ส่วนหนึ่งก็เพื่อฝึกจิตเพื่อให้มีสติและปัญญา ปฏิบัติธรรมเพื่อรักษาจิต ดูแลใจไม่ให้ปรุงแต่ง ไม่เผลอรับคำเชิญของสิ่งต่าง ๆ ที่มาชวนให้เป็นทุกข์ กายป่วยแต่ใจไม่ป่วยก็ได้ ทรัพย์สมบัติสูญเสียไป ใจไม่เสียศูนย์ก็ได้ คนรักตายจากไปแต่ใจเป็นปกติก็ทำได้เช่นกัน ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา แม้มีสิ่งร้าย ๆ มากระทบ เราไม่เพียงปกติเท่านั้น แต่กลับจะเข้มแข็งกว่าเดิมด้วย

คนที่ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมจะไม่คาดหวังว่าเหตุร้ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับตน เพราะเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เขาจะสนใจว่า ว่าทำอย่างไรใจจึงจะไม่เป็นทุกข์เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น

การปฏิบัติธรรม คือ คือการฝึกจิตฝึกใจ หมั่นมองตน รู้กายและใจ ด้วยสติ มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ มองอะไรก็เห็นเป็นธรรม
เมื่อมองตนก็รู้กายรู้ใจ เมื่อมองโลกภายนอกก็เห็นธรรม
มองตนด้วยสติ มองโลกภายนอกให้เป็นก็เกิดปัญญา
เวลามองตนเพื่อให้รู้กายใจ ต้องใช้สติ
เมื่อกายเคลื่อนไหว ก็รู้ว่ากายเคลื่อนไหว เดินก็รู้ว่าเดิน
เมื่อใจคิดนึก ก็รู้ว่าใจคิดนึก
เมื่อรู้แล้ว ก็ปล่อยวาง

ตัวอยู่ที่ไหน ใจก็อยู่ตรงนั้น คืออยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าเวลาทำงานก็คิดถึงลูก แต่เวลาอยู่กับลูกก็คิดถึงงาน แต่ถ้ามีสติ เวลาทำงานใจก็อยู่กับงาน แต่ก็ไม่ลืมตัวหลงอยู่ในงาน ยังมีความรู้สึกตัวอยู่ เวลากลับบ้าน คุยกับลูก ใจก็อยู่กับลูก ไม่คิดเรื่องอื่น

การอยู่กับปัจจุบันนั้นไม่ได้หมายความว่าห้ามคิดเรื่องอดีต คิดได้แต่ให้คิดอย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้อดีตมาทิ่มแทงใจ

การปฏิบัติธรรม ไม่ปฏิเสธการมองออกนอกตัว แต่ต้องมองด้วยปัญญา มีการคิดอย่างแยบคาย

ถ้าเราปฏิบัติธรรม เราจะสามารถมองเห็นธรรมจากทุกสิ่งได้

การปฏิบัติธรรมนั้น จุดมุ่งหมายก็เพื่ออยู่กับโลกที่วุ่นวายได้โดยใจไม่ทุกข์ แถมยังได้ธรรมด้วย เพราะเกิดปัญญาจากทุกสิ่งที่มากระทบ

https://www.visalo.org/book/tumMai.html



เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

https://youtu.be/OMDzrIfCHuM

ด้วยความระลึกถึง



User avatar
picatos
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 3268
Joined: Sat Mar 27, 2004 12:20 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by picatos » Wed Oct 20, 2021 6:13 am

อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน
อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข

อนิจจา วต สังขารา-สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ...
อุปปาทวยธัมมิโน-มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา...
อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ-บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป...
เตสัง วูปสโม สุโข-การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นความสุข...

บทสวดนี้ คำพูดนี้ เป็นสิ่งที่พระมักสวดในงานศพ...

คำพูดนี้เป็นคำพูดที่พระพุทธเจ้าพูดกับพระอานนท์ยามที่พระอานนท์รู้ว่าพระพุทธเจ้ากำลังจะปรินิพพานในอนาคตอันใกล้แล้วก็เศร้าโศกเสียใจที่พระพุทธเจ้าเลือกที่จะมาปรินิพพานที่เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ กุสินารา

พระพุทธเจ้าจึงเล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้าครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีตชาติ ในนามของมหาสุทัสสนะ โดยมีเมืองกุสินารานี่แหละเป็นเมืองหลวง แต่สุดท้ายแล้วก็ยังต้องตาย แล้วก็กลับมาเกิดอีก และสถานีที่ๆ พระพุทธเจ้ากำลังจะปรินิพพานนี้ ก็เป็นสถานที่ๆ พระพุทธเจ้าได้สิ้นชีวิต ทอดทิ้งร่างกายเอาไว้ที่นี่มาแล้วถึง 7 ครั้ง ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 8

ความตายเป็นการเริ่มต้นของวงจรแห่งทุกข์รอบใหม่เท่านั้นเอง ความทุกข์ทั้งหมดทั้งหมดไม่ได้จบลงที่ความตาย แต่เปิดการเริ่มต้นของวงจรรอบใหม่ ไม่จบไม่สิ้น การเข้าไประงับสังขาร ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นการปิดเกมส์อย่างแท้จริง ที่ผู้ที่อยู่ในเส้นทางธรรมทุกท่าน ควรมองเป้าหมายนี้เอาไว้เป็นเข็มทิศที่จะเดินไป

อีกสิ่งหนึ่งที่พระมักสวดกันในงานศพ คือ สวดพระอภิธรรม เชื่อกันว่าเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าใช้ในการสอนพระมารดาของท่านบนสวรรค์ จนพระมารดาได้บรรลุพระโสดาบัน

พระอภิธรรมเป็น ธรรมะที่ว่าด้วยการปรุงแต่งจิตล้วนๆ ที่จะแยกองค์ประกอบ ลักษณะของจิตออกเป็นส่วนๆ แยกเป็นประเภทต่างๆ รายละเอียดและความยาวมีสูงมาก เกินกว่าวิสัยที่มนุษย์จะเข้าใจได้ง่ายๆ แต่มีความเหมาะสมศักยภาพของเทวดาบางประเภท จึงเชื่อกันว่าธรรมะชุดนี้ จึงเหมาะที่จะใช้สวดให้กับคนตายฟัง โดย assume ว่าผู้ตายได้กลายเป็นเทวดาจำพวกที่ฟังธรรมะชุดนี้รู้เรื่อง และได้ประโยชน์จากธรรมะชุดนี้ในการนำไปใช้ศึกษาธรรมะต่อ ในภพภูมิที่ไม่มีกายเนื้อแบบมนุษย์ให้เรียนรู้

ในมุมของผู้ฟัง ผู้ร่วมงาน เราเลยมักจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็มีเรื่องเล่าว่า มีค้างคาว 500 ตัว ฟังสวดพระอภิธรรมไม่เข้าใจเลย แต่ชอบในเสียสวด ฟังแล้วจิตเป็นกุศล แล้วก็ได้รับผลดี

การได้ฟังพระอภิธรรม ถ้าจิตเป็นสมาธิ เป็นกุศลได้ ก็เป็นประโยชน์ และจะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น หากได้ศึกษาเข้าไปว่าแก่นสารของบทสวดนั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องของจิต และศึกษาจิต จนเกิดแรงบันดาลใจให้ไปศึกษาต่อ

ชีวิตของมนุษย์ช่างสั้นนัก แม้ว่าจะอยู่ได้เต็ม 100 ปี มันก็ช่างสั้นแสนสั้น เมื่อเทียบกับวัฏสงสารที่เรากำลังท่องไปอยู่ เราทั้งหลายได้ผ่านมาพบเจอกัน อยู่ร่วมกัน ทำประโยชน์ต่อกันได้ไม่นาน ก็ต้องจาก ก็ต้องแยกย้ายกันไปอีก

โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ เส้นทางเดินในสังสารวัฏช่างยาวไกล แต่เวลาที่เรามีอยู่ช่างน้อยนิด ในเวลาที่มีน้อยนิดนี้ ที่กำลังเหลือน้อยลงๆ เรากำลังทำอะไรอยู่

อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน
อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข

วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่?


Dech
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 4746
Joined: Mon Dec 29, 2003 6:40 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by Dech » Wed Oct 20, 2021 9:04 am

ช่วงนี้คนคุ้นเคย มีทั้งเสียชีวิตและมีป่วยกันมาก
ได้เห็นถึงความไม่เที่ยงแท้ของร่างกายและอายุขัยของเราบ่อยขึ้น

ขอยกธรรมบทนี้มาไว้อาลัยแก่ อ.โยโย่
เพราะนอกจาก อ.โย จะมีปัญญาความรู้ทางโลก การเลี้ยงชีพทางโลกแล้ว
ก็ทราบมาว่า อ.โย เป็นผู้มีปัญญาเห็นภัยจากวัฏสงสาร เป็นผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมคนนึงเช่นกัน

https://84000.org/tipitaka/attha/attha ... 5&i=23&p=7

เรื่องธิดานายช่างหูก [๑๔๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในเจดีย์ชื่อว่าอัคคาฬวะ ทรงปรารภธิดาของนายช่างหูกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อนฺธภูโต อยํ โลโก" เป็นต้น.

คนเจริญมรณสติไม่กลัวตาย
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พวกชาวเมืองอาฬวี เมื่อพระศาสดาเสด็จถึงเมืองอาฬวีแล้ว ได้ทูลนิมนต์ถวายทานแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนาในเวลาเสร็จภัตกิจ จึงตรัสว่า

"ท่านทั้งหลายจงเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า 'ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน ความตายของเราแน่นอน เราพึงตายแน่แท้, ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตของเราไม่เที่ยง, ความตายเที่ยง’

ก็มรณะอันชนทั้งหลายใดไม่เจริญแล้ว, ในกาลที่สุด ชนทั้งหลายนั้นย่อมถึงความสะดุ้ง ร้องอย่างขลาดกลัวอยู่ทำกาละ เหมือนบุรุษเห็นอสรพิษแล้วกลัว ฉะนั้น.

ส่วนมรณะอันชนทั้งหลายใดเจริญแล้ว ชนทั้งหลายนั้นย่อมไม่สะดุ้งในกาลที่สุด ดุจบุรุษเห็นอสรพิษแต่ไกลเทียว แล้วก็เอาท่อนไม้เขี่ยทิ้งไปยืนอยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น มรณสติอันท่านทั้งหลายพึงเจริญ."


พระศาสดาเสด็จประทานโอวาทธิดาช่างหูก

พวกชนที่เหลือฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้เป็นผู้ขวนขวายในกิจของตนอย่างเดียว. ส่วนธิดาของนายช่างหูกอายุ ๑๖ ปีคนหนึ่ง คิดว่า "โอ ธรรมดาถ้อยคำของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอัศจรรย์, เราเจริญมรณสติจึงควร" ดังนี้แล้ว ก็เจริญมรณสติอย่างเดียวตลอดทั้งกลางวันกลางคืน.

ฝ่ายพระศาสดาเสด็จออกจากเมืองอาฬวีแล้ว ก็ได้เสด็จไปพระเชตวัน.

นางกุมาริกาแม้นั้น ก็เจริญมรณสติสิ้น ๓ ปีทีเดียว.
ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูโลก ในเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นนางกุมาริกานั้น เข้าไปในภายในข่าย คือพระญาณของพระองค์ ทรงใคร่ครวญว่า "เหตุอะไรหนอ? จักมี"

ทรงทราบว่า "นางกุมาริกานี้เจริญมรณสติแล้วสิ้น ๓ ปี ตั้งแต่วันที่ฟังธรรมเทศนาของเรา บัดนี้ เราไปในที่นั้นแล้ว ถามปัญหา ๔ ข้อกะนางกุมาริกานี้ เมื่อนางแก้ปัญหาอยู่ จักให้สาธุการในฐานะ ๔ แล้วภาษิตคาถานี้ ในเวลาจบคาถา นางกุมาริกานั้นจักตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เพราะอาศัยนางกุมาริกานั้น เทศนาจักมีประโยชน์แม้แก่มหาชน"

ดังนี้แล้ว มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร ได้เสด็จออกจากพระเชตวัน ไปสู่อัคคาฬววิหารโดยลำดับ. ชาวเมืองอาฬวีทราบว่า "พระศาสดาเสด็จมาแล้ว" จึงไปวิหาร ทูลนิมนต์แล้ว. แม้นางกุมาริกานั้นทราบการเสด็จมาของพระศาสดา มีใจยินดีว่า "ข่าวว่า พระมหาโคดมพุทธเจ้าผู้พระบิดา ผู้เป็นใหญ่ เป็นพระอาจารย์ ผู้มีพระพักตร์ดังพระจันทร์เพ็ญของเราเสด็จมาแล้ว" จึงคิดว่า "พระศาสดาผู้มีวรรณะดังทองคำ อันเราเคยเห็น ในที่สุด ๓ ปี แต่วันนี้ บัดนี้ เราจักได้เห็นพระสรีระซึ่งมีวรรณะดังทองคำ และฟังธรรมอันเป็นโอวาท ซึ่งมีโอชะอันไพเราะ (จับใจ) ของพระศาสดานั้น."

ฝ่ายบิดาของนาง เมื่อจะไปสู่โรงหูก ได้สั่งไว้ว่า "แม่ ผ้าสาฎกซึ่งเป็นของคนอื่น เรายกขึ้นไว้ (กำลังทอ), ผ้านั้นประมาณคืบหนึ่ง ยังไม่สำเร็จ. เราจะให้ผ้านั้นเสร็จในวันนี้ เจ้ากรอด้ายหลอดแล้ว พึงนำมาให้แก่พ่อโดยเร็ว."

นางกุมาริกานั้นคิดว่า "เราใคร่จะฟังธรรมของพระศาสดา ก็บิดาสั่งเราไว้อย่างนี้ เราจะฟังธรรมของพระศาสดาหรือหนอแล หรือจะกรอด้ายหลอดแล้วนำไปให้แก่บิดา?" ครั้งนั้น นางกุมาริกานั้นได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า "เมื่อเราไม่นำด้ายหลอดไปให้บิดาพึงโบยเราบ้าง พึงตีเราบ้าง เพราะฉะนั้น เรากรอด้ายหลอดให้แก่ท่านแล้ว จึงจักฟังธรรมในภายหลัง" ดังนี้แล้ว จึงนั่งกรอด้ายหลอดอยู่บนตั่ง.

แม้พวกชาวเมืองอาฬวีอังคาสพระศาสดาแล้ว ได้รับบาตร ยืนอยู่เพื่อต้องการอนุโมทนา. พระศาสดาประทับนิ่งแล้ว ด้วยทรงดำริว่า

"เราอาศัยกุลธิดาใดมาแล้วสิ้นทาง ๓๐ โยชน์ กุลธิดานั้นไม่มีโอกาสแม้ในวันนี้ เมื่อกุลธิดานั้นได้โอกาส เราจักทำอนุโมทนา."

ก็ใครๆ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ย่อมไม่อาจเพื่อจะทูลอะไรๆ กะพระศาสดาผู้ทรงนิ่งอย่างนั้นได้. แม้นางกุมาริกานั้นแล กรอด้ายหลอดแล้วใส่ในกระเช้า เดินไปสู่สำนักของบิดา ถึงที่สุดของบริษัทแล้ว ก็ได้เดินแลดูพระศาสดาไป.

แม้พระศาสดาก็ทรงชะเง้อ

๑- ทอดพระเนตรนางกุมาริกานั้น. ถึงนางกุมาริกานั้นก็ได้ทราบแล้ว โดยอาการที่พระศาสดาทอดพระเนตรเหมือนกันว่า "พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางบริษัทเห็นปานนั้น ทอดพระเนตรเราอยู่ ย่อมทรงหวังการมาของเรา ย่อมทรงหวังการมาสู่สำนักของพระองค์ทีเดียว."
นางวางกระเช้าด้ายหลอด แล้วได้ไปยังสำนักของพระศาสดา.

____________________________
๑- คีวํ อุกฺขิปิตฺวา.

ถามว่า "ก็เพราะเหตุอะไร? พระศาสดาจึงทอดพระเนตรนางกุมาริกานั้น."
แก้ว่า "ได้ยินว่า พระองค์ได้ทรงปริวิตกอย่างนี้ว่า ‘นางกุมาริกานั้น เมื่อไปจากที่นี้ ทำกาลกิริยาอย่างปุถุชนแล้ว จักเป็นผู้มีคติไม่แน่นอน, แต่มาสู่สำนักของเราแล้วไปอยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว จักเป็นผู้มีคติแน่นอน เกิดในดุสิตวิมาน." นัยว่า ในวันนั้น ชื่อว่าความพ้นจากความตายไม่มีแก่นางกุมาริกานั้น.

นางกุมาริกานั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยเครื่องหมายอันพระศาสดาทอดพระเนตรนั่นแล เข้าไปสู่ระหว่างแห่งรัศมีมีพรรณะ ๖ ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.


พระศาสดาตรัสถามปัญหากะธิดาช่างหูก

ในขณะที่นางกุมาริกานั้นถวายบังคมพระศาสดาผู้ประทับนั่งนิ่งในท่ามกลางบริษัทเห็นปานนั้นแล้ว ยืนอยู่นั่นแล พระศาสดาตรัสกะนางว่า "กุมาริกา เธอมาจากไหน?"
กุมาริกา. ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอจักไป ณ ที่ไหน?
กุมาริกา. ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอไม่ทราบหรือ?
กุมาริกา. ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอทราบหรือ?
กุมาริกา. ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.


พระศาสดาตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกะนางกุมาริกานั้น ด้วยประการฉะนี้.

มหาชนโพนทะนาว่า "ผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดู ธิดาของช่างหูกนี้พูดคำอันตนปรารถนาแล้วๆ กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ‘เธอมาจากไหน?’ ธิดาของช่างหูกนี้ควรพูดว่า ‘จากเรือนของช่างหูก’ เมื่อตรัสว่า ‘เธอจะไปไหน ?’ ก็ควรกล่าวว่า ‘ไปโรงของช่างหูก’ มิใช่หรือ?"

พระศาสดาทรงกระทำมหาชนให้เงียบเสียงแล้ว ตรัสถามว่า "กุมาริกา เธอ เมื่อเรากล่าวว่า ‘มาจากไหน?’ เพราะเหตุไร เธอจึงตอบว่า ‘ไม่ทราบ’".

กุมาริกา. "พระเจ้าข้า พระองค์ย่อมทรงทราบความที่หม่อมฉันมาจากเรือนช่างหูก แต่พระองค์ เมื่อตรัสถามว่า ‘เธอมาจากไหน?’ ย่อมตรัสถามว่า ‘เธอมาจากที่ไหน จึงเกิดแล้วในที่นี้?’ แต่หม่อมฉันย่อมไม่ทราบว่า ‘ก็เรามาแล้วจากไหน จึงเกิดในที่นี้?"

ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการเป็นครั้งแรกแก่นางกุมาริกานั้นว่า "ดีละ ดีละ กุมาริกา ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล อันเธอแก้ได้แล้ว"


แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า "เธอ อันเราถามแล้วว่า ‘เธอจะไป ณ ที่ไหน?’ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า ‘ไม่ทราบ?’"
กุมาริกา. "พระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบหม่อมฉันผู้ถือกระเช้าด้ายหลอดเดินไปยังโรงของช่างหูก, พระองค์ย่อมตรัสถามว่า ‘ก็เธอไปจากโลกนี้แล้ว จักเกิดในที่ไหน?’ ก็หม่อมฉันจุติจากโลกนี้แล้วย่อมไม่ทราบว่า ‘จักไปเกิดในที่ไหน?’"

ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๒ ว่า "ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว"


แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า "เมื่อเช่นนั้น เธอ อันเราถามว่า ‘ไม่ทราบหรือ?’ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า ‘ทราบ?’"
กุมาริกา. พระเจ้าข้า หม่อมฉันย่อมทราบภาวะคือความตายของหม่อมฉันเท่านั้น เหตุนั้น จึงกราบทูลอย่างนั้น.

ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๓ ว่า "ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว"


แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอ อันเราถามว่า ‘เธอย่อมทราบหรือ?’ เพราะเหตุไร จึงพูดว่า ‘ไม่ทราบ?’"
กุมาริกา. หม่อมฉันย่อมทราบแต่ภาวะ คือความตายของหม่อมฉันเท่านั้น พระเจ้าข้า แต่ย่อมไม่ทราบว่า "จักตายในเวลากลางคืน กลางวันหรือเวลาเช้าเป็นต้น ในกาลชื่อโน้น เพราะเหตุนั้น จึงพูดอย่างนั้น."



คนมีปัญญาชื่อว่ามีจักษุ

ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการครั้งที่ ๔ แก่นางว่า

"ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว" แล้วตรัสเตือนบริษัทว่า "พวกท่านย่อมไม่ทราบถ้อยคำชื่อมีประมาณเท่านี้ ที่นางกุมาริกานี้กล่าวแล้ว ย่อมโพนทะนาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะจักษุ คือปัญญาของชนเหล่าใดไม่มี ชนเหล่านั้นเป็น (ดุจ) คนบอดทีเดียว จักษุ คือปัญญาของชนเหล่าใดมีอยู่ ชนเหล่านั้นนั่นแล เป็นผู้มีจักษุ"

ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๗. อนฺธภูโต อยํ โลโก ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ
สกุนฺโต๑- ชาลมุตฺโตว อปฺโป สคฺคาย คจฺฉติ.

สัตว์โลกนี้เป็นเหมือนคนตาบอด ในโลกนี้
น้อยคนนักจะเห็นแจ้ง, น้อยคนนักจะไปสวรรค์
เหมือนนกหลุดแล้วจากข่าย (มีน้อย) ฉะนั้น.

สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด
ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์


sukit2020
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 183
Joined: Tue May 24, 2005 11:52 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by sukit2020 » Thu Oct 21, 2021 11:55 pm

ข้อคิดเตือนใจ วันออกพรรษา ปี ๒๕๖๔

"เตือนตนเสมอว่าเวลาเหลือน้อย"

หลวงพ่อไพศาล วิสาโล

phpBB [video]



User avatar
นายมานะ
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1145
Joined: Wed Mar 06, 2013 5:02 pm

Re: เส้นทางธรรมกับชีวิตการลงทุนแนววีไอ

Posts by นายมานะ » Sat Oct 23, 2021 10:53 pm

อ.ดังตฤณสละเวลามาเป็นวิปัสสนาจารย์ครับ ขออนุญาตแปะไว้ในห้องนี้เผื่อเป็นประโยชน์ครับ

https://m.facebook.com/story.php?story_ ... 4379278114



Post Reply