การลงทุนแนว VI ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนหลายท่านได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ทำได้จริง สำเร็จจริง
หากนักลงทุนเลิกเก็งกำไรกัน กลายมาเป็น VI กันหมด จะมีผลอย่างไรครับ
กรุณารอสักครู่...
การลงทุนแนว VI ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนหลายท่านได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ทำได้จริง สำเร็จจริง
หากนักลงทุนเลิกเก็งกำไรกัน กลายมาเป็น VI กันหมด จะมีผลอย่างไรครับ
ถ้า VI ซื้อแล้วถือ....จนกว่าจะเกินมูลค่าที่คำนวณไว้...
มาร์เกตติ้งจะได้ commission ลดลง
บริษัทหลักทรัพย์ที่มีรายได้จากส่วนนี้เยอะอาจจะต้องปิดลง....
แต่ผมว่าไม่น่าจะเป็นไปได้นะ
โอกาสก็มีครับ
แต่ว่ามีน้อยถึงน้อยมากๆ
คล้ายๆศีล 5 อ่ะครับ
ทุกคนรู้ว่าถ้าทำได้ก็จะเกิดมงคลต่อชีวิต
โลกเราคงจะมีแต่สันติสุข
แต่ผ่านไปสองพันกว่าปี
เราก็ยังผิดศีลกันบ่อยๆทุกเมื่อเชื่อวัน
ความรู้แนววีไอนี้ก็มีมาเกือบร้อยปีแล้ว
แต่วีไอทั่วโลกก็ยังเป็นส่วนน้อยมากของทั้งหมด
ทั้งๆที่รู้ว่าทำแล้วจะได้รางวัลคล้ายๆกับศีล 5
เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นกับปัจจัย "รู้หรือไม่รู้"
ทัศนคติเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การรู้หรือไม่รู้
แต่สาเหตุหลักของเรื่องนี้
ผมคิดว่าเป็นเพราะแนวทางเหล่านี้
ไม่สอดคล้องกับ "สัญชาติญาณ" ของมนุษย์ที่ฝังอยู่ใน DNA มากกว่า
ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองนี้นี้หลายครั้งด้วยกัน
http://www.thaivi.com/article/value-investor/481-.html
http://www.thaivi.com/article/value-inv ... estor.html
ผมว่าเป็นไปไม่ได้เลยครับ ตลาดที่มีมาเป็น 100 ปี อย่างในยุโรป หรือ อเมริกา ก็ยังมีการเก็งกำไรกันเยอะ ครับ อีกอย่าง นักลงทุนต่างชาติกับ พวกกองทุน ไม่เป็น VI แน่ๆ :lol:
แต่ ถ้าในกรณีสมมติ ว่าเป็น VI หมด ความสามารถแต่หละคนก็ไม่เหมือนกันครับ ให้มูลค่าหุ้นไม่เท่ากันอยู่ดีครับ
สมมติว่าเป็นไปได้ครับ
นักลงทุนวีไอจะหายไปจากจอทีวี และสื่อทุกชนิด
วิชาการเก็งกำไรจะมีค่าเรียนแพงมาก
ทุกคนจะพูดกันแต่เรื่องการเก็งกำไร
ครับ
สูงสุดคืนสู่สามัญ
จะไม่มีใครสนใจเรื่องวีไออีกต่อไป
มันจะเป็นแค่วิถีวีวิตที่เหมือนภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราที่ถูกลืมแม้ว่าจะเป็นสิ่งดีๆถึงดีที่สุดก็ตาม
หากนักลงทุนเป็น VI กันหมดคงหาหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าได้ยากขึ้น หรืออาจหาได้แต่ mos คงไม่มากเท่าไรในแต่ละตัว
และผลตอบแทนของชาววีไอโดยรวม น่าจะลดลง
ผมคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ในตลาดจะมีแต่วีไอ
แต่ถ้าคำพูดที่ว่านักเล่นหุ้นแนวนี้มากขึ้นทุก ๆ ปี น่าจะเป็นความจริง ก็ดูกระทู้ผลตอบแทนเท่าไรกันบ้างของชาววีไอ ที่มีการทำโพลล์ทุก ๆ ปี ไม่ว่าใครก็ต้องเหลียวมามองล่ะครับ
แหม...... ทำ(กัน)ไปได้ :D
ผมเห็นด้วยกับคุณสามัญชนนะครับ ยกตัวอย่างได้เข้าใจดี ขอเพิ่มเติมอีกนิดว่า สมัยนี้บางคนชอบพูดว่าตัวเองเป็นคนมีศีลมีธรรม แต่เอาเข้าจริง มันไม่ได้ลงไปในชีวิตประจำวัน ไม่ได้หัดจนเป็นธรรมชาติ
น้องๆนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มหลายคน ช่วงสองสามปีมานี้ มักจะพูดว่าตัวเองอยากลงทุนแบบ VI จนดูเหมือนว่าเป็นแฟชั่นแบบหนึ่งไปแล้ว จริงๆแล้ง VI เป็นวิถีชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนอย่างเดียว คนที่จะอาศัยวิธีนี้แล้วประสบผลสำเร็จมากๆ จึงต้องเป็นคนที่เข้าใจและนำไปปฏิบัติ เหมือนศีลห้า ที่ถ้าปฏิบัติจนเป็นปกติในชีวิตประจำวันแล้วก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นคนถือศีลข้อใด ก็แปลว่าได้ว่าหัดจนเป็นธรรมชาติ ได้ผลแห่งศีล และไม่ค่อยเอาการถือศีลหรือไม่ ไปแบ่งแยกหรือตัดสินใครๆ
ถ้าเกิดเป็นไปได้จริงๆนี่ ผมว่าประเทศชาติพัฒนาแน่ๆครับ
เพราะทุกคนจะมองอะไรเป็นคุณค่าไปหมด จะซื้อจะใช้ของอะไรก็ให้
สมเหตุสมผล
ส่วนทางฝ่ายโบรกเกอร์ก็จะร่วมมือกันหาช่องทางใหม่ๆ และ ออกกฎระเบียบออกมาแก้ทางวีไอเพื่อให้ได้ตังจากวีไอเพิ่มขึ้น
และก็เห็นด้วยที่ว่าอีกสิบปีวีไอต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะจากอาจารย์นิเวศน์
ก็ แตกเหล่าแตกกอ วีไอออกมามากมาย เก่งๆก็เยอะเดี๋ยวก็ขยายออกไป
แบบ mlm เป็นแผนภูมิต้นไม้ เอ้อ.. ทำเป็นเล่นไป
พูดถึงว่าจะเป็นวีไอทั้งหมดนั้น ในทางทฤษฎีก็ผมว่าก็เป็นไปได้นะครับ แต่ในทางปฏิบัติแล้วผมว่ายังไงๆก็เป็นไปไม่ได้อ่ะครับ
ผมมีความรู้สึกว่าคนจะเป็น VI ได้ต้องมีลักษณะทางธรรมชาติเฉพาะเจาะจงอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นชนส่วนน้อยในโลกอันยุ่งเหยิงใบนี้
ผมไม่เชื่อว่าการลงทุนแนว VI ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (มีข้อมูลใดที่แสดงว่าได้รับความนิยม) ผมฟังวิทยุก็ได้ยินแต่คนถามเทคนิคแนวรับแนวต้านทั้งรายการ ผมไปโพสการลงทุนในหุ้นไว้ในบางเว็บก็เห็นคนมาร่วมแจมพุดแต่เรื่องกราฟ ไม่เห็นใครสนใจบัญชีหรือกิจการของบริษัทใดๆเลย
ยุคสมัยนึงเราก็กลัวว่าคอมมิวนิสต์จะครองโลก ใครๆก็จะเป็นสังคมนิยม สุดท้ายก็แพ้ทุนนิยม เพราะทุนนิยมมันกระตุ้นกิเลสและความเป็นตัวตนของมนุษย์ได้ดีกว่า เช่นเดียวกับการเก็งกำไรมันตรงกับนิสัยของคนส่วนใหญ่ในโลก สามารถดึงความเป็นตัวตนของคนส่วนใหญ่ได้ดีกว่า คนเป็น VI ก็มีอยู่เท่าเดิมนั่นแหละ
ช่วงนี้แนวทางวีไอดูเหมือนจะกลายเป็นกระแสสังคม(เพราะได้ออกทีวีบ่อยขึ้น) มั้งครับ :lol:
แต่วีไอในเมืองไทยนี้
ดร.นิเวศน์นำมาเผยแพร่เมื่อไม่ถึงสิบปีนี้เอง
เมืองไทยจึงเหมือนเริ่มต้นจากศูนย์
อัตราการเติบโตจึงดูเหมือนจะสูง
แต่ผมว่าคล้ายๆ ขาแรกหรือขาสองของ s-curve จึงดูน่าตื่นเต้นหวือหวา
แต่เมืองนอกเขาเริ่มมาร้อยปีแล้ว
เขาเข้าสู่ขาสามของ s-curve ไปแล้ว
อัตราการเติบโตแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย
อาจจะลดลงด้วยซ้ำ
เดี๋ยวเมืองไทยก็จะเป็นเหมือนกัน
เหมือนตอนศาสนาพุทธถือกำเนิดใหม่ๆบนโลก
พระพุทธเจ้าท่านก็สั่งสอนจนเกิดพระอรหันต์
ได้มากถึง 1,250 รูปในเวลาไม่กี่ปี
แต่ปัจจุบันนี้ทั้งๆที่ประชากรมากถึงหกพันล้านคน
โลกเราก็มีพระอรหันต์ไม่มากนัก
ทั้งๆที่ธรรมมะของพระพุทธเจ้านั้น
ผมว่าสุดยอดสุดๆแล้วในบรรดาทฤษฎีต่างๆที่ปรากฎบนผืนโลก
ดังนั้นถ้าเราห่วงว่า
เราเผยแพร่ความรู้วีไอมากๆ
แล้วเราจะหาหุ้นยากขึ้น
ซื้อได้ยากขึ้น
ขายยากขึ้น
กำไรน้อยลง ก็เลิกห่วงได้เลย
ตรงกันข้าม
ยิ่งเราหาความรู้มากขึ้น เป็นผู้ให้(และรับ)มากขึ้น
เราก็(น่า)จะเก่งมากขึ้น
เขาเรียกว่า "ยิ่งให้ ยิ่งมีเยอะ" :lol:
แต่ถ้าไม่ห่วงประเด็นนี้
ก็แล้วไปครับ :lol:
หวังว่าจะเห็น หุ้นมีแต่ขึ้นๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไม่มีลงๆขึ้นๆแบบนี้
ขอให้ความเห็นเรื่องการสวนกระแส (contary) ซึ่งเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมาก
จริงๆ แม้ว่าทุกคนจะคำนึงถึงเรื่อง VI กันหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนที่ดีต้องสวนกระแสโดยการไม่ใช้หลักการ VI ไปใช้แบบอื่นๆแทน
สังเกตดูในร้อยคนร้อยหุ้นนะครับ จะเห็นว่ามีหลายคนหลายแบบ ตามความถนัดหรือความเชื่อแต่ละคนจริงๆ ผมคิดว่าเราใช้หลักการคล้ายคลึงกัน แต่ศิลปะทำให้การลงทุนแต่ละคนไม่เหมือนกัน แค่สวนกระแสข้อมูลหรือความนิยมใน board นี้บ้าง ก็น่าจะเพียงพอ ไม่น่าถึงขนาดเลิกไปเลย จริงๆผมว่าถ้าเป็นพันธ์แท้คงเลิกยากเพราะมันเป็นความปกติไปแล้ว
สถานการณ์มักจะสร้างวีรบุรุษ ผมคิดว่าพวก contary คงจะรอวันนั้น
... ผลที่ได้น่าจะเป็น WIN - WIN กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น ...
... ตลาดจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น ...
... ตลาดจะมีภาพพจน์ที่ดีขึ้นจากที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งรวมนักพนัน ...
... ผู้คนที่มีเงินทุนที่แต่เดิมไม่กล้าเข้ามาลงทุนก็จะกล้าเข้ามา ...
... ธุรกิจที่ดี ๆ จะเติบโตมากขึ้น อาจหมายถึงมีโอกาสเติบโตไปสู่สากล ...
... ตลาดจะมีส่วนสร้างให้ระบบเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้น ...
... จะเกิดการพัฒนาในบริษัท , นักลงทุน , ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ...
... มีเงินออมมากกว่า 5 ล้านล้านบาทที่ไม่กล้าเข้ามาในตลาด ซึ่งมีีหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในหลายสาเหตุนั้น คือ ภาพพจน์ที่เสียของตลาดหุ้นไทยจากกรณีย์ปั่นหุ้นในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา , ปัญหาการตกแต่งบัญชี , ฯ ล ฯ .....ความสำเร็จของภาค VI จะช่วยแก้ปัญหานี้่ได้ ...
... ตลาดจะมีประสิทธิภาพขึ้นตามสัดส่วนขนาดตลาดที่โตขึ้น และ ตามเวลา ...
... การเก็งกำไรก็คงโตขึ้นตามสัดส่วนตลาดที่โตขึ้น ...
... คงเป็นไปไม่ได้ที่ตลาดจะมีแค่ระบบ VI เพราะคนมีความคิดแตกต่างกันจากหลายเหตุปัจจัย ...
... และ ก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณหมอ สามัญชน ...
... ความคิดเห็นทั้งหมดมาจากการพิจารณาจากประวัติการเติบโตในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ...
:lol: :lol: :lol:
set จะคุยกันที่ + 15- 20%ทุกปีหรือ มากกว่าเพราะทุกคนซื้อแล้วถือ
หุ้นคุณค่าจะแพงมากจนต้องซื้อที่ P/E 40-50 แต่ข้อสำคัญก็คือ พวกเราชาว VI ที่ถือหุ้นอยู่ก่อนจะรวยมั่กๆ
ถ้าเป็นไปได้จริง
ผู้บริหารจะทำงานอย่างตั้งใจมากขึ้น เพราะราคาหุ้นจะสะท้อนผลประกอบการ
ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น
นักลงทุนสุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องเฝ้าจอ ทั้งเจ็บตา ทั้งอ้วน ก้นโต พุงพลุ้ย จะได้มีเวลาไปไหนมาไหนมากขึ้น
นายจ้างมีความสุขเพราะลูกน้องทำงานดีขึ้น เนื่องจากไม่ต้องเฝ้าหุ้นมากนัก สมาธิบังเกิด
ความตื่นเต้นในชีวิตลดลง คาดว่าการเล่นหวยน่าจะบูมขึ้น อิอิ
ไม่มีแมงเม่า - ไม่มีใครตามกระแส
ซื้อหุ้นยากขึ้น - มีแต่คนถือ ไม่มีคนขาย
มีแต่หุ้นถูก - ไม่มีใครยอมซื้อแพง
ขายหุ้นก็ยากขึ้น - พอเราจะขาย ก็ไม่ค่อยมีคนจะซื้อ
แต่ผมว่าเป็นไปได้ยากนะอีก 10 ปี ต่อให้อีก 100 ปีผมว่าก็ไม่ได้มีแต่ VI ในตลาดหรอก คนเราต่างคิดต่างจิตต่างใจจะให้คิดเหมือนกันหมดคงเป็นไปได้ยาก