อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลอย่างมาก
และเป็นมุมมองของบุคคลคนเดียวเท่านั้น
เนื่องจากตอนนี้ประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
ที่เรียกว่าน้ำท่วม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งร้ายแรงในรอบ 50 ปีเลยก็ว่าได้
ซึ่งในความเป็นจริง มันยังก็สะท้อนบ้างในเรื่องของการหยุดสายการผลิตของโรงงาน
และโรงงานต่างๆได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากมาย แถมด้วยการลำเลี้ยงเชื้อเพลิงเริ่มมีปัญหาตามมาด้วย
NGV ในบ้างปั้ม ปิดให้บริการเพราะไม่มีรถมาส่ง การขนส่งต้องอ้อมในระยะทางไกลมาก จากกรุงเทพขึ้นไปทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉลียงเหนือ กรุงเทพโดยน้ำล้อมเกือบรอบทั้งสี่ด้าน
แต่ที่ผมกำลังบอกคือปัจจัย ภายในประเทศ มันยังไม่ส่องความเป็นจริงหรือเปล่า
ผลของมันล่าช้าไปบ้างคือประมาณ 1-2 ไตรมาส แต่นักลงทุนได้เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง ที่รับสภาพที่เกิดขึ้นในอนาคต
ผมลองไล่เหตุการณ์ดังต่อไปนี้ (ผมยอมโดนล่ะกัน เพื่อให้ นักลงทุนได้คิดว่าควรทำอะไร)
เริ่มแรกคือ การย้ายฐานการผลิต ในส่วนโรงงานที่ท่วม เพราะประเทศของเรามีความเสี่ยงเรื่องภัยน้ำท่วมมากขึ้น และความเสี่ยงอีกตัวหนึ่งคือ แม้นว่าประชาชนสาัมัคคีในยามนี้ แต่นักการเมืองที่เล่นแต่การเมืองเป็นอาชีพไม่ลดละเลิกการเมืองกันเลย มีแม่ทัพต่อสู้แต่เสบียง และกองหนุนมีแต่ไม่ยอมส่งให้ ให้แม่ทัพมีลูกน้องเท่าที่มีตอนแรกเท่านั้น รบไปก็ตายในสนามรบ แบบนี้จะต่อสู้กับข้าศึกได้อย่างไงล่ะ ถ้านักการเมืองยอมพลีชีพเหมือนนโยบายที่ให้ไว้แบบ รถคันแรกและบ้านหลังแรก ไม่ใช่ เรือลำแรก และ แพลำแรก อีกต่อไป มันดีกว่านี้ไม่น้อย
ประกาศต่อมา ผลกระทบต่อการส่งออก แน่นอน บ้านเราส่งออกข้าว ส่งออกรถยนต์ ข้าวที่รัฐจำนำไว้ในราคาสูง แน่นอนข้าวได้รับผลกระทบ ในเมื่อผู้ส่งออกทั้งไทยและเวียดนามประสบกับภาวะน้ำท่วม แล้วไซร้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น อันนี้อาจจะเกิดปัญหาเรื่อง ราคาสินค้าที่ใช้ในการดำรงชีพ(ในหมวดราคาแพง) เหมือนครั้นรัชกาลที่ 7 ก็เป็นไปได้ แน่นอนไม่กระทบในวันนี้แต่กระทบแน่นอนในไตรมาสหน้า เพราะ Just in Time จากโรงงานที่ผลิตไม่ได้โรงงานเดียว ก็สามารถล้มยักษ์ได้ล่ะ (คราวญี่ปุ่นเกิดซึนามิ ก็เจอมาแล้วไม่ใช่หรือ คนงานว่างงานกันเป็นเดือนเพราะชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตกันได้ แต่กรณีของเมืองไทย มาเป็นสายการผลิตเลย ใช้เวลาไม่เท่ากันด้วยในการฟื้นฟู)
ต่อมาเรื่องการขาดดุลของประเทศไทยสูงขึ้น ใช้งบจากการฟื้นฟู สิ่งนี้ทำให้กดดันต่อค่าเงินบาทของเราแน่นอน ในเมื่อคุณกู้เงินมากขึ้น กู้ได้แค่ถึงจุดๆหนึ่งเท่านั้น กู้มากกว่านี้ ก็เหมือน กรีซที่เผชิญหน้าอยู่
ต่อมาคือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ จากน้ำท่วมรอบนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนแปลงแน่นอน จากบ้านแนวราบชานเมือง เป็นคอนโดมิเนี่ยมในเมือง ไม่ต้องเจอปัญหาน้ำท่วม แถมรถไม่ต้องห่วงว่าไม่มีที่จอด (เมื่อก่อนคอนโดมิเนี่ยม ไม่จำเป็นต้องมีที่จอดครบทุกยูนิตที่ขายแต่ปัจจุบันโดยกฏหมายบังคับว่า ต้องมีที่จอดให้ยูนิตละคันเป็นอย่างน้อย) อีกต่างหาก แถมด้วยราคาที่ดินที่โดนน้ำท่วมจะลดลง เพราะที่นั้นไม่เป็นที่ต้องการ (ถ้าใครมีประวัติศาสตร์ตอนปี 2538 กรุณาเปิดอ่านดูว่าช่วงนั้นราคาที่ิดินตกต่ำเพราะน้ำท่วมเป็นตัวขับดันหรือไม่)
ส่งท้ายด้วยเรื่องของธนาคาร ซึ่งเป็นหัวใจในการระดมทุนแบบทางอ้อม ตอนนี้ที่น่าวิตกคือ ข้อมูลเรื่องลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบและยอด NPLs ที่เกิดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเท่าไร (อาจจะมีการซ่อนใต้พรม โดยที่จัดแบบพิเศษที่ BOT ให้สามารถจัดได้ โดยเอา NPLs ที่ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์น้ำท่วมมารวมอยู่ด้วย จุดนี้ต้องให้ผู้ตรวจสอบภายในดูแลให้ดี ไม่งั้นคือ เชื้ออันชั่วร้ายที่ทำให้ภาคการเงินของไทยอ่อนแอในอนาคต)
สิ่งเหล่านี้ที่ผมเขียนนั้น เขียนเตือน ถึงแม้นภายนอกประเทศมันดูสดใส แต่ ต้องดูภายในประเทศด้วยเป็นเช่นไร
