จันทร์ ก.พ. 28, 2011 11:38 am
ความกังวลของนักลงทุนที่เริ่มต้นแนวทางการใช้หลัก Value Investment นั้น
ก็มีส่วนที่น่าห่วงจริงๆคับ ในโลกธุรกิจ เมื่อกำไรส่วนเพิ่มมาก ก็ย่อมมีผู้เล่นมาสนใจ
มากขึ้น และจากการแข่งขันนั่นเอง ทำให้กำไรส่วนเพิ่มก็จะลดลงตามที่เหมาะสมของมัน
ในตลาดหุ้นเอง นักลงทุนต่างก็มองหากำไรจากหุ้นกัน ไม่ว่าจะใช้เทคนิคการลงทุนแบบไหน
เมื่อยังมีกำไรส่วนเพิ่ม และเทคนิคที่ว่ากันว่าทำให้ได้กำไรนั้นได้ดี ก็จะมีคนใช้เทคนิคนั้นมากขึ้น
จนในที่สุด มือใหม่ที่เข้ามา ก็จะหากำไรได้น้อยลง ประมาณว่าใครมาก่อนได้ก่อน
แต่มันจริงอย่างนั้นเหรอ?? เคยมีการสำรวจผู้ที่ขับรถยนต์ว่าเค้าคิดว่าตัวเองขับรถยนต์ดีกว่า
คนอื่นหรือเปล่าตามท้องถนน ผลสำรวจออกมาว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าเค้าขับรถได้ดีกว่าผู้อื่น
ซึ่งในความเป็นจริง จะเป็นไปได้อย่างไรว่า คนส่วนใหญ่ขับรถได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่ สรุปง่ายๆ
ทุกคนขับรถได้ดีกันหมด ถ้าทุกคนขับรถได้ดีกันหมดจะมีคนขับได้ดีกว่าคนอื่นเหรอ
หรือไม่ก็ทุกคนมองตัวเองว่าเก่งกว่าคนอื่น ซึ่งเกิดขึ้นจากความลำเอียง คิดว่าตัวเองดีกว่านั่นเอง
สำหรับในตลาดหุ้น นักลงทุนก็ต่างคิดว่าตัวเองได้ใช้ความรู้ความสามารถเทคนิค วิธีการต่างๆ
เพื่อทำกำไรในตลาด เพราะต่างเชื่อว่าตัวเองก็เก่งไม่แพ้คนอื่น และก็เก่งกว่าคนอื่น
ไม่งั้นจะเข้าตลาดมาเพื่ออะไร ถ้าไม่สามารถทำกำไรจากหุ้นได้ ผู้เล่นแต่ละคนก็มีความรู้สาระพัด
แต่เด๋วก่อน สำหรับการลงทุนแบบ Value Investment ที่มีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี รวมถึงมี
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจากแนวทางนี้มากมายในตลาดหุ้นอเมริกา และที่อื่นๆทั่วโลก
และปัจจุบันต่างก็ทำกำไรได้ตลอดมาเรื่อยๆ ข้อนี้หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าวิธีการนี้
ดีกว่าวิธีการอื่นๆอย่างนั้นเหรอ จริงๆไม่ใช่ว่ามันดี หรือไม่ดีกว่าวิธีการอื่น แต่ Value Investment
เป็นวิธีการลงทุนที่เป็นการลงทุนแบบมีมุมมองร่วมทำธุรกิจนั้นเอง
ในตลาดหุ้นซึ่งเป็นตลาดรองเป็นที่สำหรับซื้อขายหุ้น ที่ได้ระดมทุนจากตลาดแรกมาแล้วเป็นตลาด
เพื่อการ exit ของนักลงทุนตลาดแรกทำให้มีสภาพคล่อง และกระจายความเสี่ยงของผู้ลงทุนจากตลาดแรก
ถึงจะเป็นเพียงการซื้อขายเปลี่ยนมือกัน แต่ถ้าเราซึ่งใช้วิธีการ Value Investment วิเคราะห์ธุรกิจทั้งด้าน
คุณภาพ และปริมาณ ประเมินมูลค่าในปัจจุบัน และอนาคต และซื้อในราคาที่มี Magin of Safety
การลงทุนของเราก็ไม่ต่างจากการลงทุนถือหุ้นของตลาดแรก เพื่อให้หุ้นบริษัทที่เราถือเติบโตต่อไป
ซึ่งทำให้เราได้กำไรจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นบวกเงินปันผลที่เราจะได้รับตลอดระยะเวลาที่เราลงทุน
และการจะทำให้นักลงทุนแบบ VI หรือหลักการอื่นๆ ได้ซื้อหุ้นที่ราคามี MoS นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เรื่องนี้ก็เพราะกลไกต่างๆของตลาดนั่นเองที่ทำให้ตลาดแปรปรวน เด๋วขึ้น เด๋วลง ตามแต่สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวธุรกิจเอง ตัวเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า ภาพใหญ่ ภาพเล็ก รวมถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ
จากทั้งตัวบริษัท ตัวผู้เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งมุมมองของนักลงทุน ซึ่งต่างคนต่างก็ใช้ข้อมูลเหล่านั้นตัดสินใจ
ในการซื้อหรือขายหุ้น ถ้ามุมมองดีก็ไล่ซื้อหุ้นกัน ถ้ามุมมองไม่ดีก็แห่ขาย ในการอธิบายสภาพของตลาดหุ้น
ก็มีศาตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทฤษฏีประสิทธิภาพของตลาด ทฤษฏีข่าวสารไม่สมบูรณ์ ทฤษฏีการเงินพฤติกรรม
จิตวิทยา การวิเคราะห์ทางเทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ฯลฯ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ท่านครูปู่ทวด เบนจามิน แกรแฮม บิดาแห่ง Value Investment ก็ให้แนวคิดข้อสำคัญที่ทำให้
นักลงทุนผู้ชาญฉลาดเข้าใจตลาดซึ่งก็คือ Mr.Market นั่นเอง ด้วยความเข้าใจอันนี้ทำให้นักลงทุนที่ใช้ VI
เข้าใจตลาดมากขึ้น และมีเหตุผลในการเข้าซื้อหรือขายหุ้น คือใช้ Mr.Market ให้เป็นคนที่คอยบริการเรา
ไม่ใช่คอยห่วงพะวงถึงอารมณ์ของ Mr.Maket มากจนเกินไปจน ทำให้เราขาดสติและเหตุผลในการซื้อขายหุ้น
สำหรับมือใหม่ที่หันมาใช้เทคนิคการลงทุนแบบ VI เองที่คิดว่าเราจะสู้คนที่ใช้แนวทางนี้มาก่อนไม่ได้
ก็อยากฝากไว้หน่อยนึงว่า เราแน่ใจได้อย่างไรว่าคนที่ใช้หลักการ VI จะรู้จริงหรือเข้าใจหมดทุกคน
และการพยายามที่จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น และลงทุนได้ดีขึ้นสำคัญกว่า ที่จะเอาเราไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นคับ
รวมถึงโอกาสในตลาดก็จะมีมาเรื่อยๆแน่นอน และถึงแม้จะซื้อหุ้นราคาที่มี MoS เยอะๆไม่ได้ก็ไม่ได้หมาย
ความว่าเราไม่ประสบความสำเร็จ การลงทุนเป็นเป็นการวิ่งมาราธอนคับ ผลงานที่สม่ำเสมอ วินัย ความอดทน
ข้อมูล การวิเคราะห์ และประสบการณ์ ความรู้ในการลงทุน และสไตล์ในการลงทุน รวมถึง การควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์
จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ ขอให้มือใหม่ๆพยายามต่อไปคับ