ในทางทฤษฏีการเงินยุคใหม่ จากทฤษฏี Capital Asset Pricing Model (CAPM) (พี่ๆน่าจะคุ้นๆนะครับ) เค้าบอกว่า Asset ที่"เสี่ยง"กว่า จะต้องมีผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยที่"ความเสี่ยง" ถูกจำกัดความด้วย การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้นๆเทียบกับตลาด โดยวัดจาก Standard deviation เช่นถ้า SET ขึ้นมา 5% แล้วหุ้น A ขึ้นมา 7% หรือ SET ลงไป 3% แล้ว หุ้น A ลงไป 4.5%... แบบนี้ถือว่า หุ้น A เสี่ยงกว่าตลาด
ดังนั้น Required Rate of return ของนลท.จากการลงทุนในหุ้น (Cost of Equity) จาก CAPM ก็จะหาได้จากหลักการนี้แหละครับ Risk Free Rate + Risk Premium แต่จะแปลงเป็น...
การนำ DFC มาใช้คำนวนหา P/E ที่เหมาะสมนั้น จะต้อง adapt เข้ากับ dividended discounted model ครับ (เราจะใช้ dividend มาเป็นตัวแทนของ CF) โดยหลักการแล้วไม่ยากครับ แค่เราต้องเข้าใจที่ไปที่มาของ P และ E ก่อน
ในหลักการสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กรณีครับ 1. No growth 2. (มี) Growth ซึ่งผมขอเริ่มแบบแรกก่อน
DFC แบบที่ไม่มี Growth ก็คือตัวอย่างของหุ้น A ที่ผมยกขึ้นมาด้านบนแหละครับ
โดย P0 = CFt / (1+r)^t ถูกป่ะครับ
หรือถ้าเรา assume ถ้าบริษัทนี้จะดำเนินธุรกิจไปตลอด: P0 = CF1 / r
โดย r ก็คือ Required rate of return (บางคนจะใช้เป็น k ก็ไม่ผิดกฏนะครับ) ที่ผมอธิบายมายืดยาวข้างบนนั่นเอง (งงสูตรป่ะเอ่ย มันคือหลักการ TVM ธรรมดานะครับ)