http://www.prachachat.net/view_news.php ... 2010-11-01
QE2 จ่อทะลัก แบงก์ชาติเอเชียตื่นตั้งรับ โสมขู่ใช้ 'โทบินแท็กซ์' สกัดเงินทุนไหลเข้า
วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4258 ประชาชาติธุรกิจ
แม้ตลาดคาดการณ์ว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) ระยะที่สองในช่วงปลายสัปดาห์นี้จะไม่หวือหวาและน่ากลัวเหมือนในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว แต่หากจับอาการของธนาคารกลางหลายแห่งในเอเชีย กลับสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจ และบางรายมาพร้อมคำขู่ ที่อาจนำมาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของกระแสเงินทุนมาใช้
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีกำหนดประชุมตามวาระ ในวันที่ 2-3 พฤศจิกายน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เฟดจะประกาศแผนซื้อสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ โดยเฉพาะพันธบัตรและตั๋วเงินคลังของสหรัฐอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้กระแสคาดการณ์เกี่ยวกับวงเงินของมาตรการ QE2 เริ่ม แตกต่างเป็น 2 แนวทาง
โดยแนวทางแรกคาดว่าเฟดคงจะประกาศแผนซื้อสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ระหว่าง 5 แสนล้านดอลลาร์-2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขหลังมาจากการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์ของ โกลด์แมน แซกส์ ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคาดการณ์ว่าแผนซื้อสินทรัพย์ของเฟดจะออกมาเป็นตัวเลขจำนวนมาก ที่ทำให้ตลาดช็อกและน่ากลัว มีความเป็นไปได้ว่าเฟดจะเลือกแนวทางการซื้อสินทรัพย์ในลักษณะของการเข้าซื้อรายเดือน ระหว่าง 8 หมื่นล้านดอลลาร์-แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยไม่กำหนดกรอบเวลาและวงเงินที่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ต่างเตือนให้ประเทศในเอเชียระมัดระวังกระแสเงินทุนต่างประเทศที่จะไหลทะลักเข้าสู่ภูมิภาคต่อเนื่องไปถึงปี 2554 โดยเฉพาะในช่วงอัตราดอกเบี้ยในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ในระยะต่ำต่อไป บวกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจดาวรุ่งเอเชียยังมีแนวโน้มที่สดใสมากอยู่ ทั้งนี้ หลายสำนักประเมินว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉลี่ยในเศรษฐกิจดาวรุ่งจะสูงกว่าจีดีพีของประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 4.4%
ทั้งนี้ สถาบันการเงินระหว่างประเทศคาดว่ากระแสเงินทุนภาคเอกชนโดยรวมจะไหลเข้าสู่เศรษฐกิจดาวรุ่งสูงถึง 8.25 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งมากกว่า 5.81 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2552
ความวิตกต่อผลกระทบของกระแสเงินทุนไหลเข้าเริ่มเด่นชัด เมื่อธนาคารกลางในเอเชียอย่างน้อย 3 แห่งออกมาแสดงความวิตกต่อสถานการณ์ดังกล่าว
รายแรกคือธนาคารกลางเกาหลีใต้
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างสุนทรพจน์ของ คิม ชุง ซู ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ ซึ่งระบุชัดว่าเกาหลีใต้อาจพิจารณานำมาตรการควบคุมกระแสเงินทุน มาใช้ เพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุน ต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยผลักให้ค่าเงินวอนแข็งขึ้น แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างต้นทุนทางการเงินให้กับประเทศ
ก่อนหน้านี้ ยิม จอง ยอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า รัฐบาลได้พิจารณาทางเลือกมาตรการที่เป็นไปได้หลายมาตรการ อาทิ ภาษีโทบิน (Tobin tax) การจัดเก็บภาษีจากธนาคาร เก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 14% จากกำไรลงทุนพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ จนถึงมาตรการควบคุมการก่อหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง หลังจากที่ได้นำมาตรการจำกัดการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ในเดือนมิถุนายน
ขณะที่ หนังสือพิมพ์สเตรตส์ไทมส์ ของสิงคโปร์รายงานอ้างแถลงการณ์ของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ซึ่งมีเนื้อหาแสดงความเป็นห่วงต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นอย่างมากว่า อาจนำความเสี่ยงมาสู่หลายประเทศในเอเชีย หากหลายประเทศไม่สามารถควบคุมกระแสเงินทุนเหล่านี้ได้ อาจเผชิญกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน และอาจนำไปสู่การตีกลับอย่างไร้ระบบของเงินทุน
ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้เรียกร้องให้เอเชียจับตามองพัฒนาการในตลาดสินทรัพย์และสินเชื่ออย่างใกล้ชิด แม้ว่าธนาคาร บริษัทเอกชน และครัวเรือนในภูมิภาคจะมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งก็ตาม
นอกจากนี้ เซติ อัคตาร์ อาซิซ ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย เคยให้สัมภาษณ์ดาวโจนส์ว่า หากสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนเริ่มควบคุมไม่ได้ และหากมีการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่มากเกินไปเกิดขึ้นในระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ มาเลเซียก็พร้อมจะแทรกแซง แต่จนถึงขณะนี้แนวโน้มของเงินริงกิตยังสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ในเดือนกรกฎาคม ธนาคารกลางมาเลเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็นครั้งที่สามในรอบปี 2553 แต่ก็เริ่มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.75% มาตั้งแต่เดือนกันยายน เนื่องจากความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มมากขึ้น