[quote="VI Wannabe"]Stay calm, Stay invest ครับ
อย่ากังวลมากไปกับสิ่งที่ยังไม่เกิดครับ
กรุณารอสักครู่...
คือ จริงๆแล้วจาก หลังจากช่วงเดือนกันยา 03
ตลาดก็เกิดการปรับฐานเล็กๆ ขึ้นประมาณสองร้อยจุด แล้วก็ ขึ้นแบบไซด์เวย์ ไปจนยอดที่ปี 07
ถ้าคนที่มีหุ้นอยู่ตั้งแต่ปี 03 ถือไปจนถึงปี 07 ก็ยังถือว่าไม่ได้แย่อะไร
จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่ Subprime ที่เริ่มมาแตกออกในปี 08 มากกว่าครับ
Uploaded with ImageShack.us
การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่จะมาเร็วและแรง เกินกว่าคนทั่วไปจะอยู่รอดได้ครับ
โดยเฉพาะคนที่ต้นทุนสูง จากการไปไล่หุ้นที่ราคาสูงเกินพื้นฐาน ในช่วงที่เซียนเพ่นพ่านกันเต็มตลาด
คนที่รอดจากวิกฤตได้ ก็จะเป็นคนที่จะเป็นผู้ชนะในรุ่นถัดไป
อย่าไปคาดเดาอนาคตมากเลยครับ มองแค่ตอนนี้หุ้นที่เราถืออยู่มูลค่ามันสูงหรือต่ำกว่าราคาที่ตลาดให้ หรือมันจะเติบโตไปได้รึเปล่า
แต่ผมยอมรับนะครับ ว่าตอนนี้ เซียนหุ้นหาได้ง่ายกว่าแมงเม่าซะอีก :lol: :lol: :lol:
คิดเหมือนผม พยายามจับยึดหลักการลงทุนของเราไว้ให้แน่น อย่าโลภ อย่าประมาท เข้าใจธรรมชาติของตลาดตลาดขึ้นมามากแล้ว ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ขึ้นต่อ
ตลาดลงมามากแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ลงต่อ
ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนก็ไม่น่าจะขึ้นอยู่กับการคาดเดาตลาด
แต่น่าจะขึ้นอยู่กับ หลักการ กลยุทธ์ และแผนการลงทุน มากกว่า
กลัวแต่นักลงทุนมือใหม่ จะมองโลกในแง่ดีเกินไป
st33tnw เขียน: ขอบคุณที่เอามาแชร์ครับ.. ช่วงนี้คงต้องหนักแน่นขึ้นเยอะจริงๆ
กระทู้นี้โพสเดือนกันยา 2003 ดัชนีเดือนกันยาปี 2003 ปิดอยู่ที่ 578.98
และไปดูดัชนีย้อนหลังแล้วพบว่า..
ดัชนี้ไม่ต่ำกว่า 578.98 จนถึง ตุลา 2008
ตลอดเวลาในช่วงนั้น ปัญหาการเมืองเรามีมาอย่างเรื้อรัง ..
ปัญหามากๆมาย..
บลาๆๆๆ
คำถามคือตลาดมีเหตุผลหรือยัง ไม่น่าจะใช่ประเด็นคับ
น่าจะถามตัวเองมากกว่าว่า เรามีเหตุผลพอหรือยังที่เลือกหุ้นในตลาดวันนี้...
^^
ผมเคยถือหุ้น hmpro ต้นทุนประมาณ 5 บาท พอเกิดวิกฤติ subprime ราคาหุ้นตกลงเหลือ 2 บาทกว่า พอเหตุการณ์คลี่คลายราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อมา มีการแจกหุ้นปันผล 1 หุ้นเดิม ต่อ 2 หุ้นปันผลราคาในปัจจุบัน ราคา 7 บาทกว่า (ปัจจุบันไม่มีหุ้น ขายไปราคา 5 บาทเศษ)
คนที่ลงทุนในหุ้น ถ้ากังวลกับวิกฤติ ซึ่งคาดเดาได้ยากว่าเกิดเมื่อไหร่ และเกิดนานแค่ไหน จะทำให้การลงทุนของเราไม่มีความสุขเพราะเกิดความกังวลอยู่ตลอดเวลา
ในความคิดผม หากเราลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี มี mos พอสมควรหากเกิดวิกฤติ ราคาต้องตกลงแน่ๆ แต่หากวิกฤติคลี่คลายลง กลับสูเหตุการณ์ปกติ ราคาหุ้นย่อมขึ้นมาในระดับเดิม หรือสูงขึ้น
เหมือนกับคำพูดของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่พูดว่า ถ้าคุณซื้อหุ้นที่ดีในราคาสมเหตุสมผลและถือมันไว้ คุณก็ไม่มีปัญหา
เหมือนกันเลยครับaiscript เขียน:นันสิครับ ผมก็รู้สึกไม่ปลอดภัย ยังคิดไม่ออกจะแก้อย่างไรดี คงต้องรอดูงบ Q2 เน้นไปที่ตัวบริษัทและมองยาวๆ
[quote="ดำ"][quote="VI Wannabe"]Stay calm, Stay invest ครับ
อย่ากังวลมากไปกับสิ่งที่ยังไม่เกิดครับ
> ตลาดเริ่มไม่มีเหตุผล ครั้งแรก ในรอบหลายปี
แปลว่าตอนตลาดไม่ดี หุ้นถูกๆเต็มตลาด ตลาดมีเหตุผลหรือครับ ในช่วงปีสองปีก่อนมีหลายๆบริษัทที่ผลการดำเนินงานเติบโตจากปีก่อนหน้านั้น ราวกับว่าไม่รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ หุ้นก็ยังลงไป 40-50% อยู่ดี แบบนี้มีเหตุผลหรือครับ ผมสรุปเอาเองง่ายๆว่า ตลาดไม่เคยมีเหตุผลหรอกครับ
ตอนนี้หลายๆตัวเริ่มเกินมูลค่า ก็คงจะถึงเวลาขาย ตัวที่ต่ำกว่ามูลค่าหายากหน่อย ก็เท่านั้นเองครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ เชื่อมั่นในตนเอง แล้วลงทุนต่อไปตามพื้นฐานบริษัทccc111 เขียน:ตลาดขึ้นมามากแล้ว ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ขึ้นต่อ
ตลาดลงมามากแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่ลงต่อ
ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนก็ไม่น่าจะขึ้นอยู่กับการคาดเดาตลาด
แต่น่าจะขึ้นอยู่กับ หลักการ กลยุทธ์ และแผนการลงทุน มากกว่า
คนที่กังวลมากไปก็อาจตกรถ คนที่กังวลน้อยไปก็อาจติดดอย
ผมเชื่อว่าเซียนๆทั้งหลาย คงไม่มีใครมานั่งกังวลว่าตลาดจะขึ้นหรือลง
เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าจะทำอย่างไรเมื่อตลาดมันขึ้นหรือลง
นั่นสิครับ อยากรู้จังว่ามีกี่คนในนี้ที่ถามตัวเองแล้วว่า เรามีเหตุผลพอหรือยังที่เลือกหุ้นในตลาดวันนี้...yosada เขียน:
กระทู้นี้โพสเดือนกันยา 2003 ดัชนีเดือนกันยาปี 2003 ปิดอยู่ที่ 578.98
และไปดูดัชนีย้อนหลังแล้วพบว่า..
ดัชนี้ไม่ต่ำกว่า 578.98 จนถึง ตุลา 2008
ตลอดเวลาในช่วงนั้น ปัญหาการเมืองเรามีมาอย่างเรื้อรัง ..
ปัญหามากๆมาย..
บลาๆๆๆ
คำถามคือตลาดมีเหตุผลหรือยัง ไม่น่าจะใช่ประเด็นคับ
น่าจะถามตัวเองมากกว่าว่า เรามีเหตุผลพอหรือยังที่เลือกหุ้นในตลาดวันนี้...
^^
ถ้าเหตุผลคือ กำลัง turnaround อุตสาหกรรมนี้อยู่ขาขี้น บลาๆๆๆ...ก็โอเค
แต่ถ้าไม่มีเหตุผล ตาม ๆ ไป ใครๆ ก็เล่น ใคร ๆ ก็กำไร ไม่มีพื้นความรู้ความเข้าใจรองรับ น่าห่วงครับ
คงเหมือนกรมอุตุ ที่มักเตือนเสมอว่า พรุ่งนี้ฝนจะตก คลื่นลมแรง บลาๆๆๆ แต่ถ้าใครจะออกไปหาปลา คงห้ามกันไม่ได้ ![]()
อ่านคำคมของคุณฮงจากห้อง PTL เมื่อกี้นี่เอง
hope for the best prepare for the worst
ถึงแม้หวังสูงแต่ต้องไม่ลืมจุดเสี่ยงบริษัทอย่างเด็ดขาดนะครับ
อย่าลืม บันไดหนีไฟล่ะ
ผมคิดว่าช่วงนี้ตัวเลขศก.มหาภาคในประเทศครึ่งปีแรกนี้มันเอื้ออ่ะครับเพราะฐานครึ่งปีที่แล้วต่ำมากๆเช่น ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวมาก GDP(ไตราสเขาว่าจะโตถึง8%เลยทีเดียวครับ) แถมยังมีข่าวดีให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มน้ำหนักลงทุนในประเทศเราอีกผลประกอบการของกลุ่มพี่รองอย่างbankที่ประกาศออกมาก็โดดเด่นโดนใจน้กลงทุนครับ :8)
ปล.แต่ช่วงนี้ได้ข่าวมาว่านักลงทุนรายใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่าจบรอบแล้วประมาณว่าดัชนีรอบนี้เกินเป้ามานิดๆครับ ให้ทยอยขายแล้สค่อยไปรอรับใหม่อ่ะครับ
[quote="ศิษย์เซียน007"]ผมคิดว่าช่วงนี้ตัวเลขศก.มหาภาคในประเทศครึ่งปีแรกนี้มันเอื้ออ่ะครับเพราะฐานครึ่งปีที่แล้วต่ำมากๆเช่น ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวมาก GDP(ไตราส2เขาว่าจะโตถึง8%เลยทีเดียวครับ) แถมยังมีข่าวดีให้นักลงทุนต่างชาติเพิ่มน้ำหนักลงทุนในประเทศเราอีกผลประกอบการของกลุ่มพี่รองอย่างbankที่ประกาศออกมาก็โดดเด่นโดนใจน้กลงทุนครับ
ผมว่าเรื่องจบรอบ ผมได้ยินมาหลายครั้ง ต่อหลายครั้ง ผมว่าดูเปนบริษัทไปดีกว่านะครับ ดูผลประกอบการ ดูอนาคตของบริษัท ดีกว่า
ถ้าเล่นเปนรอบๆ เชื่อว่าหลายๆ คน คงไม่ขึ้นมาเปนหลายเด้งแบบนี้
ยกเว้นว่าหุ้นที่ซื้อ มันต้องเล่นรอบจริงๆ อันนี้แล้วแต่ circle of competence ของแต่ละคน