หึหึ มาโพสแล้วครับ ก่อนอื่นต้องขอชอบคุณพี่พี่ ทีมงานทุกท่านนะครับพี่เปิดโอกาสให้เราได้มีงานสัมมนาดีดี แบบนี้ได้ความรู้มามาย ฟังจนท้องอิ่ม 555
รอบนี้มันอาจยืดยาวมากมาย เพราะเป้นสัมมนาทั้งวัน อาจขาดตกบกพร่องไปบ้างนะครับ ก้เหมือนเดิมครับ เน้นไว้ พิมผิดถูกบ้างนะคัรบ จะทิ้งไว้นานกลัวลืม T_T
รายละเอียดดังนี้ครับ
เวลา 9.00 น. พี่หมอสามัญชนกล่าวเปิดงาน โดยมีประเด็นสำคัญคือ หลายคนกังวลว่าที่มีผู้เข้าร่วมงานเป้นจำนวนมาก ในอนาคตถ้า คนที่ซื้อขายหุ้นแบบ VI กันหมดจะทำให้หาหุ้นยากขึ้น หุ้นที่มีมูลค่าที่แท้จริงต่ำกว่าราคากระดานจะถูกซื้อไปจนหมด เรื่องนี้ พี่หมอมองว่า แม้นคนที่มาฟังจะมาก แต่สรุปท้ายแล้วคนที่สำเร็จเป้น VI จริงๆนั้นมีสัดส่วนที่น้อยมาก เพราะการเล่นหุ้นแบบ VI มันฝืนธรรมชาติของคน ที่อยากได้อะไรไวไว ซื้อๆขายๆ สิ่งที่สำคัญจะทำให้ตนเองพัมนาเป้น VI ได้ นอกจากต้องฝึกความรู้เกี่ยวกับการลงทุนที่ถูกต้อง ทั้งการประเมินมูลค่าหุ้น การเลือกธุรกิจแล้ว ยังต้องรู้จักการควบคุมความอารมณืต่างๆ ทั้ง โลภ กลัว หลง ไว้ให้ได้อีกด้วยจึงจะประสบความสำเร็จ มีทั้ง IQ และ EQ ควบคู่กันไป
จากนั้นจึงเริ่มงานโดยมี 4 ขุนพลคือ พี่พรชัย พี่ฉัตรชัย พี่มี่ และพี่บลุบลัด โดยมี อ.ไพบูลย์ เป้นวิทยากร
ถาม : ทั้ง 4 ท่านมีวิธีเลือกหุ้นอย่างไร
พี่บลุบลัด : ชอบหุ้นที่ EPS โตเยอะๆซึ่งอันนี้เราต้องประมาณการออกมา โดยเบื้อต้นก็อ่านจาก 56-1 หนังสือประชุมประจำปีเพื่อให้เราเข้าใจว่าเค้าทำธุรกิจอะไร โดยทั้งหมดที่ดูก็มีประมาณ 10 ตัวแต่ที่ดูเยอะๆเลยก็มีอยุ่ 5 ตัว มีธีการคัดหุ้นเบื้อต้นก็ดูว่าอุตสหกรรมไหนดีกำลังจะมาแล้วก็มาพิจารณาหุ้นในอุตสหกรรมนั้น โดยพิจารณาทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ จากนั้นตัวที่ผ่านก้จะมาทำการ วิเคราะห์งบคาดการไปข้างหน้าว่าอนาคตซัก 1-2 ปีจะเป็นอย่าไง หรือทำสเปสชีท จากประสบการณ์ ตลาดหุ้นไทยนั้นจะสามารถคาดการจิงๆจังๆได้ประมาณ 6เดือนถึง 1ปี หลังจากนี้จะเริมดูค่อนข้างยากแต่สิงที่สำคัญในการเลือกุ้นก็คือ EPS ที่หาได้ จากนั้นก็มาดูว่า PE ตอนนี้เป็นอย่างไรสูงขนาดไหนแล้วในภาวะปกติควรเทรดกันที่เท่าไหร ถ้ามีอัพไซมากๆก็เข้าสงทุนได้ เช่นตอนที่ลงทุนใน PSL ซึ่งเป้นหุ้นวัฎจักร โดยภาวะปกติเทรดที่ pe 7-8 เท่า พอ ศก แย่ค่าระวางเรืองลงมามากจนถึงระดับที่หุ้นมันถูกมาก ถ้าวันหนึ่ง มันฟื้นตัวกลัวมาได้จากราคาต่ำๆมี อัพไซ มากก็ลงทุน เป็นต้น โยปัจจุบัน ถือหุ้น 2 ตัวในพอต ใบมาวาขุ้นต้นด้วยตัว S ทั้ง 2 ตัว (อันนี้ไม่มีเฉลยนะครับกลัวเป็นการชี้นำ)
พี่sai : ก็อ่านเอาจากร้อยคนร้อยหุ้น คุยกับคนอื่นเยอะๆก็จะได้ไอเดียร์ได้หุ้นที่หลากหลาย แล้วก็ไปศึกษาตัวนั้นๆที่สนใจอีกที ทำให้รู้จักหุ้นหลากหลาย โดยหลักๆก็เลือกหุ้นจาก พีอี ต่ำๆ roe สูงๆ มีกระแสเงินสด ดีดี ตนตอนนี้ก็เอาแนวคิดของคุณบลุบลัด เกี่ยวกับการมองภาพอุตสาหกรรมว่าเทรนไหนกำลังมา แล้วดูหุ้นในหมวดนี้อีกทีก่อนเจาะลึกเหมือนกัน โดยมีการแบ่งเวลาคือหนังจากช่วยงานครอยครัว 1ทุ่ม ถึงเที่ยงคืนจะเป้นเวลาที่ศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ในระหว่างวันทำงาไนปก็พยายามคิดทบทวนว่าอะไรดี ไม่ดี ถ้าอะไรที่ไม่เข้าใจก็โทรไปสอบถาม IR เลยหาเบอร์จากเวปบริษัท ก็จะได้คำตอบมา VI หลายๆท่านก็ทำเช่นกันครับ ตอนนี้หุ้นที่ติดตามก็มีประมาณ 100 ตัว โดยแบงเป้นดฟเดอร์เอาไว้ เวลามีข่าวสารก็ไปรวบรวมเอาไว้ วันไหนสนใจจริงจังก้เอากลับมาดูจะทำให้เราไม่ต้องไปวุ่นวายหาข้อมูลใหม่ อาศัยได้คุยกบคนเก่งๆแล้วเอาหุ้นเค้ากลับมาศึกษา ช่วงที่เข้ามาลงทุนใหม่ๆอะไรที่ไม่เข้าใจก็พยายามซักถามจนเข้าใจไม่เอาแต่เก้บไว้เรียกว่าไม่มีการอายที่จะถามในสิ่งที่ไม่รู้ ก่อนการลงทุนจะทำการศึกษาทบทวนซ้ำอีกประมาณ 3-4 เดือนก่อน ตอนนี้ในพอตมีหุ้น 13 ตัวแต่ที่ถือเยอะๆมีผลกับพอตจริงๆก็มี 3-4 ตัวครับ
พี่พรชัย : ตอนนี้มีหุ้น 4 ตัวในพอต โดยจริงๆก้ไมได้ทำอะไรละเอียดมากอาศัยกดเครื่องคิดเลขเอา จริงก้ก็มองหุ้นอยุ่เยอะประมาณ 500 ตัว(แทบหมดตลาด) แล้วก็ทำการคัดกรองหุ้น โดยวิธีคัดกรอง ก็มีหลายแบบเช่น คัดเอาจากหุ้นที่ pe ต่ำๆ หรือ ดูหุ้นที่ roe สูงๆเป้นต้น อีกวิธีก็ใช้การตามสถานการณ์ ว่าผลประกอบการน่าจะดีเติบโต ก็เอามาลงทุนได้ โดยส่วนตัวไม่ได้ทำสเปสชีทแบบพี่บลุบัลด การดูข่าวเป้นตัวกรองก็เช่น บริษัทมีการขายสินทรัพยืออกไป มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็คัดๆออกมา เป้นต้น พอไดแล้วก็มาดูให้ละเอียดอีกทีซึ่งไอ้ระหว่างที่กรองๆหุ้นมันจะรุ้แล้วว่าอะไรเป้นไอเดียร์ที่เราจะซื้อหุ้นตัวนี้ โดยดูว่าบรัททำกำไรได้เปนกำไรที่แท้จริงไหม ถ้ากำไรชั่วคราวอาจต้องตัดทิ้ง พอดูว่าเปเนกำไรจริงก็มาดูว่าแล้วมันจะเกิดขึ้นต่อเนื้อหรือไม่ถ้ามีโอกาสก็เก็บไว้ลงทุน เรื่องของธรรมภิบาลผู้บริหารก็ดุด้วยว่าให้ข่าวแล้วทำได้จริงไหมแก้ข่าวแก้ตัวไปเรื่อยก็ไม่ดี
พี่ฉัตรชัย : เลือกหุ้นจากงบการเงิน โดยจะตัดอุตสหกรรมที่ตัวเองอ่านงบการเงินแล้วไม่เข้าใจออกไปก็เช่นพวก ธนาคารหรือบริษัทที่เป็นโฮลดิ้งคอมปานีเพราะงบซับซ้อน จากนั้นก็เอาพวกบริษัทที่งบไม่ค่อยดี ชือ่เสียงด้านธรรมภิบาลแย่ๆออกไป จากนั้นก็มีดุเรื่องของหนี้สินว่ามีเยอะไหม ฐานะการเงินเปนไง งบกระแสเงินสดที่ทำขึ้นเองเป้นยังไง งบดุลโครงสร้างเป้นยังไงเช่นพวกโรงงาน มันก็น่าจะต้องมีสินทรัพย์ถาวรเยอๆ ถ้าบริษัทเทรดดิ้งก็มน้อยหน่อย สินทรัพย์ที่มีมันซ่อนอะไรไว้หรือเปล่า โดยปกติก็ดูประมาณ 100 บริษัททุกไตรมาส ถ้าดูแล้วว่ามันโอเคก็สอบผ่านมาดูรายละเอียดอีกที งบที่พี่ฉัตรให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คือ กระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงาน กระแสเงินสดต้องมาจากกำไรก่อนปรับปรุงต่างๆเพราะเป็นกำไรที่แท้จริง แล้วเงินไหนอกไปทางไหน ถ้าออกไปทางลงทุนเยอะๆก้ไม่ค่อยสอบเพราะมันจะไม่ตกถึงผู้ถือหุ้น ไหลไปทางใช้หนี้ก็พอทนเพราะลดดอกเบี้ยจ่าย แต่ไหลมาทางปันผลเลยจะดีมากๆ ที่สนใจดูงบการเงินเพรางบการเงินมันสามารถบอกวงจรธุระกิจได้ เช่นบริษัทตั้งใหม่ๆงบลงทุนก็จะเยอะ พอเริ่มดีตัวเงินจะมาจากการดำเนินงาน งบลงทุนต่างๆจะลดลง พออิ่มตัวจะไม่มีการลงทุนใหม่ๆเงินสดก็ยังไหลเข้ามาตามปกติ จนสุดท้ายกลายเป็นห่านทองคำอย่างที่ชอบ
พักเบรก