อาทิตย์ ต.ค. 12, 2008 12:56 am
คำถามแต่ละข้อสุดยอดหินทั้งนั้น :shock:
สำหรับผมคำถามเรื่องราคาบ้านนี่อาจจะตอบได้ง่ายกว่าข้อ 2 แฮะเพราะได้มีโอกาสอ่านเยอะมากเมื่อเดือนก่อน
เอาข้อ 2 ก่อนเท่าที่รู้นะครับ ผมเองคงตอบได้ไม่หมด เรื่อง stagflation crisis ผมเองไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ คิดว่าอย่างน้อยต้องมี 2 ปัจจัยนี้แน่เพราะเกิดช่วงนั้นพอดี
1. การเปลี่ยนระบบเงินตราของโลก จากระบบมาตรฐานทองคำ/ดอลลาร์สหรัฐ เป็นแบบลอยตัว
2. วิกฤตการน้ำมัน (บ้านเราตรงกับสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ มั๊ง ถ้าจำไม่ผิด)
เรื่องระบบเงินตราโลก สมัยอดีตทุกคนรู้จักกันดีคือการกำหนดและรักษาค่าเงินด้วยมาตรฐานทองคำ (ที่มาของคำว่า Gold standard อันมีความหมายถึงมาตรฐานกลาง) คือมีการตกลงกันในระหว่างชาติมหาอำนาจว่าสกุลเงินของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่น USD, ปอนด์, ดอยช์มาร์ค, ฟรังก์ฝรั่งเศส ฯลฯ ควรจะมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ชัดเจนเพื่อความสะดวกในการค้าขายระหว่างประเทศ โดยใช้ค่าเงินที่ประกาศโดยแต่ละประเทศว่าต้องการให้หน่วยของค่าเงินตัวเอง เท่ากับทองคำน้ำหนักเท่าไหร่
ปัญหาเรื่องมาตรฐานทองคำปรากฏขึ้นเมื่อเกิดสงครามโลก เพราะมีการนำทองคำไปใช้จ่ายในการทำสงครามอย่างมหาศาล ทำให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกไม่มีทองมากพอที่จะมาหนุนหลังค่าเงินตัวเองทำให้ค่าเงินตกต่ำลง การแก้ไขในตอนนั้นคือการจัดตั้ง IMF ขึ้นมาพร้อมกับระบบค่าเงินมาตรฐานดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดค่าเงิน USD ผูกติดกับทองคำ (ที่ประมาณ $35/ออนซ์ - ถูกโคตร ๆ) และให้เงินสกุลอื่นผูกค่าเงินติดกับ USD แทน
หน้าที่ของสหรัฐก็คือการสำรองทองคำไว้ในคลัง (US Bullion - เพราะอเมริกาสมัยนั้นมีทองมากที่สุด ประมาณ 26 พันล้านเหรียญ) แล้วพิมพ์แบงค์ USD ออกมาใช้เป็นเงินมาตรฐานในการค้าขายระหว่างประเทศ ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็ใช้เงิน USD เป็นกองทุนสำรองหนุนหลังค่าเงินตัวเอง นี่เป็นที่มาของทุนสำรองเงินตราของทุกประเทศทั่วโลก
การใช้มาตรฐานทองคำ/ดอลลาร์มีจุดอ่อน และเห็นชัดขึ้นเมื่อใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศไประยะหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจโลกโตขึ้นเรื่อย ๆ ความต้องการ USD จะมากขึ้น เนื่องจากการที่จะมี USD หมุนเวียนในตลาด และกลายเป็นกองทุนสำรองของแต่ละประเทศได้ ก็ต้องเกิดจากการขาดดุลการค้าของอเมริกาเท่านั้น การขาดดุลทำให้เงินไหลออกจากประเทศตลอดเวลา ซึ่งอเมริกาจะอยู่ได้ก็ต้องพิมพ์แบงค์เพิ่มอยู่ตลอด
การพิมพ์แบงค์เพิ่มเพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในตลาดโลก ส่งผลให้ทองคำหนุนหลังลดลงเรื่อย ๆ จนถึงระดับประมาณครึ่งเดียวของเงิน USD ที่หมุนเวียนทั้งหมด ในปีทศวรรษ 70 (1960+ ปลาย ๆ) ถึงตอนนั้นเริ่มมีคนสงสัยระแคะระคาย เกิดความไม่มั่นใจและต้องการหันมาถือทองคำแทน (อุ่นใจกว่า) โดยการเข้าซื้อทองคำในตลาดอังกฤษ (London Metal Exchange ถือเป็นตลาดซื้อขายโลหะกลาง) จนราคาสูงขึ้นไปมาก (เช่น $40-45 ต่อออนซ์) ทีนี้คนในอเมริกาเองบางคนก็เริ่มมีไอเดียทำ arbitrage โดยเอาเงิน $35 ไปแลกทองจาก Federal Reserve แล้วส่งไปขายที่ LME ได้ส่วนต่างเหนาะ ๆ $5-10
ด้วยแรงสองเด้ง ทำให้หน้าตักของพี่ใหญ่ลดลงอย่างรวดเร็ว ลงท้ายก็ทนไม่ไหว อเมริกาประกาศลอยตัวค่าเงินของตัวเองโดยไม่ผูกติดกับทองคำอีกในปี 1971 ผลก็คือราคาทองคำกระฉูดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเกือบ $200/ออนซ์ในปี 1975 ส่วนสกุลเงินหลักที่เหลือก็ประกาศลอยตัวจาก USD ในทันทีเหมือนกัน
2. เรื่องวิกฤตน้ำมันสมัยปี 1973 มีสาเหตุมาจากสงครามระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน สมัยนั้นเพิ่งตั้ง OPEC ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นการรวมตัวติดเป็นครั้งแรก และเปลี่ยนการกำหนดราคาน้ำมันดิบจากบริษัทน้ำมัน (เช่น Shell, Esso) มาเป็นประเทศผู้ผลิตโดยตรง และขึ้นราคาตามการลอยตัวของ USD (หันไปอิงกับราคาทองคำมากกว่า) และยังจำกัดการส่งออกไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล (รู้ ๆ กันอยู่ว่าใคร)
การขึ้นราคาน้ำมันแบบฉับพลัน แถมยังไม่มีน้ำมันให้ใช้ ทำให้อเมริกาปรับตัวไม่ทันจากราคา $2-3 ต่อบาร์เรลซึ่งเป็นมานานหลายสิบปี กลายเป็น $12-13 ในเวลาไม่ถึงปี
1. ตอนนั้นประเทศอเมริกาโดย Nixon และ Carter ตัดสินใจลดดอกเบี้ย เพื่อป้องกันเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็พยายามป้องกันเงินเฟ้อโดยการควบคุมราคาสินค้า ผลที่ตามมาคือไม่มีของขาย โดยเฉพาะน้ำมัน คนต่อแถวซื้อของด้วยราคาแพงอยู่ดี เงินเฟ้อสูงมาก และเศรษฐกิจก็ถดถอย (เขาว่าเป็นแบบ classical economic shock คือเกิดเร็ว แรง พรวดเดียว) กลายเป็น stagflation
2. ผลที่ตามมาของวิกฤตนี้ทำให้ Carter สอบตก และอัศวินม้าขาวที่เข้ามาใหม่คือ Reagan ชูนโยบายลดภาษีมโหฬารเพื่อกระตุ้นการผลิตและใช้จ่าย (Reaganomics) เหตุที่หุ้นตกน้อยอันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน เข้าใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมี bounce 1974-76 จากสงครามเวียดนามสิ้นสุดหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ (เดาเอาเอง)
สรุปง่าย ๆ ตอนท้ายว่า ผมไม่รู้เหมือนกันว่าที่ว่ามาเป็นสาเหตุสำคัญของ stagflation ช่วงนั้นหรือเปล่า และนอกจากการลดภาษีมโหฬารแล้ว อะไรทำให้ stagflation ดีขึ้นอีก (ถ้ารู้สงสัยจะต้องเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนายแบงค์แทน )
วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ ง่วงแล้ว... เช้าต้องทำงานอีก
ไม่สน return rate เยอะ, ขอแค่ financial freedom ภายใน 14 ปีก็พอ..
------------------------