พุธ พ.ค. 21, 2008 11:27 pm
หาเจอแล้วครับ :D
การบริหารเงินหลังพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551
สืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 รัฐบาลไทยได้ค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวน แต่ พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 และจะมีผลบังคับใช้กลางปีนี้ จะทำให้การคุ้มครองวงเงินฝากโดยรัฐบาลลดลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด จะคุ้มครองเพียง 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงินใน 5 ปีข้างหน้า
ในฐานะผู้ฝากเงิน ท่านจะได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน หาก
1.ท่านมีเงินฝาก 1 ล้านบาทหรือน้อยกว่า
2. ท่านกระจายเงินฝากไปในแต่ละสถาบันการเงินที่มีอยู่ประมาณ 30 แห่งในขณะนี้ โดยมีเงินฝากในแต่ละแห่งไม่เกิน 1 ล้านบาท
ปัจจุบัน จำนวนบัญชีที่มียอดเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท มีจำนวนประมาณ 8.8 แสนบัญชี โดยมียอดเงินฝากรวมกันมากกว่า 5 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 74% ของจำนวนเงินฝากทั้งระบบ) แปลว่า บุคคลกลุ่มนี้จะต้องกระจายเงินฝาก ออกไปในสถาบันการเงินอื่นๆ หรือประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ตนฝากเงินอยู่ นอกเหนือจากที่เคยพิจารณาเพียงดอกเบี้ย ดังนั้น เจ้าของบัญชีเงินฝากจึงควรใช้โอกาสนี้แสวงหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจกับทางเลือกอื่นในการออมเงินของตน
นอกจากการกระจายเงินฝากไปตามสถาบันการเงินต่างๆ แล้ว ทางเลือกอีกทางหนึ่ง คือ การพิจารณาลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งมีการเสนอขายอยู่มากมายในปัจจุบัน อาทิเช่น ตราสารหนี้และหุ้นในประเทศไทย ตราสารหนี้และหุ้นในต่างประเทศ หรือตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) ประเภทต่างๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกลงทุนโดยตรง หรือลงทุนผ่านกองทุนรวมได้อีกด้วย
หลายคนอาจจะเข้าใจว่า การลงทุนที่ชาญฉลาด คือ การเลือก "หุ้นเด็ด" หรือลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง ที่คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง เช่น ซื้อหุ้น หรือพันธบัตร อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงนั้น หัวใจของการลงทุนที่ถูกต้อง คือการจัดสรรสัดส่วนสินทรัพย์ลงทุนให้เหมาะสม หรือ asset allocation ทั้งนี้ เพราะนอกจากผลตอบแทนแล้ว ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของสินทรัพย์ และความผันผวนของผลตอบแทนด้วย
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรานำเงินออมไปฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย จะได้ดอกเบี้ยหลังหักภาษี 2.66% ต่อปีในช่วง 2542-2550 แต่ถ้าหากเรานำเงินจำนวนเดียวกันไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เช่น หุ้น หรือทอง จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 12.4% ซื้อพันธบัตรได้ผลตอบแทน 5.69% เป็นต้น ดูเหมือนว่าลงทุนในหุ้นหรือทองได้รับผลตอบแทนสูงสุด
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือทองนั้น ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยง (ที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาด เพราะราคาจะปรับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา) เช่น การลงทุนในหุ้นในระหว่างปี 2542-2550 ปรากฏว่าผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับ 12.4% ก็จริง แต่ราคาหุ้นก็มีความผันผวนสูง ทำให้บางปีได้ผลตอบแทนหรือกำไรถึง 40% แต่บางปีขาดทุนถึง 15% ก็ได้ หรือในกรณีของการลงทุนในพันธบัตรก็เช่นกัน บางปีอาจได้กำไรกว่า 10% แต่บางปีก็อาจจะกำไรไม่ถึง 1% ก็ได้ (ดูตารางประกอบ)
ตารางผลตอบแทนสุทธิและความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารการเงิน (เฉลี่ย 2542-2550)
หุ้น พันธบัตร เงินสด/
ตราสารการเงินระยะสั้น ทอง หุ้นต่างประเทศ เงินฝาก
ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 12.42% 5.69% 3.78% 12.41% 11.63% 2.66%
ความเสี่ยง
(1 standard deviation) 27.57% 5.24% 0.69% 14.78% 19.41% 0%
ดังนั้น การเลือกลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่สูง และมีความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสมกับผู้ลงทุน จึงเป็นวัตถุประสงค์หลักของการลงทุนที่ชาญฉลาด ทั้งนี้ หากผู้ลงทุนอายุน้อยและมีอายุทำงานอีกหลาย 10 ปี ก็จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนและรับความเสี่ยงสูงได้ แต่หากเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนมาใช้จ่ายก็จะต้องการผลตอบแทนที่มีเสถียรภาพมากกว่าผลตอบแทนสูง
กล่าวคือ ผลตอบแทนที่สูงจะนำมาซึ่งความผันผวนที่สูงขึ้น แต่หากจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมแล้ว จะสามารถรักษาผลตอบแทนในระดับสูงโดยความเสี่ยงลดลงได้ ตัวอย่างเช่น เราสามารถที่จะลงทุนให้ได้ผลตอบแทน เฉลี่ยสูงกว่าการฝากเงิน 2-3 เท่า โดยที่มีระดับความเสี่ยงไม่สูงมากนัก ถ้าเราเลือกกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร เงินสด ทอง และหุ้นต่างประเทศ (ตารางประกอบ)
ตารางการจัดสรรเงินลงทุนในตราสารประเภทต่างๆ (ข้อมูลปี 2542-2550)
หุ้น พันธบัตร เงินสด/ ตราสารการเงินระยะสั้น ทอง หุ้นต่างประเทศ ผลตอบแทนเฉลี่ย ความเสี่ยง
(1 standard
deviation)
แบบที่ 1 3% 18% 65% 12% 2% 5.57% 2.5%
แบบที่ 2 5% 39% 27% 24% 6% 7.43% 5.0%
จากตารางจะเห็นว่า ถ้าเราเลือกกระจายการลงทุนแบบที่ 1 ซึ่งเป็นการลงทุนที่จะถือตราสารการเงินระยะสั้นมากถึง 65% และที่เหลือลงทุนในพันธบัตร หุ้น ทอง และหุ้นต่างประเทศ จะทำให้ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 5.57% แต่ทั้งนี้ บางปีอาจได้รับผลตอบแทนสูงถึง 8% (5.57+2.5%) และบางปีก็อาจได้รับผลตอบแทนเพียง 3% (5.57-2.5%) อย่างไรก็ตาม ถ้ากระจายเงินลงทุนตามแบบที่ 1 แม้ในปีที่มีความผันผวน ก็ยังมีโอกาสสูงที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร (2.66%)
ในขณะที่ ถ้าจัดสัดส่วนการลงทุนแบบที่ 2 คือ เพิ่มสัดส่วนการถือ พันธบัตร ทอง หุ้น และลดการถือตราสารระยะสั้น ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าของการฝากเงิน หรือเท่ากับ 7.43% และถ้ารวมเอาความเสี่ยงหรือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ ผลตอบแทนจะอยู่ระหว่าง 2.43% ถึง 12.43% ดังนั้น ถ้าสามารถรับความเสี่ยงได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้จะเห็นอย่างชัดเจน ว่า ยิ่งสามารถลงทุนระยะยาวมากเท่าไร ผู้ลงทุนก็จะได้ผลประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน
สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับประเภทของตราสารการเงินที่มีให้เลือกลงทุนนั้น รอติดตามอาทิตย์หน้าครับ