โดยทั่วไป โบรกเกอร์ต่างๆ จะออกบทวิเคราะห์เฉพาะกับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ มูลค่าการซื้อขายมากเพราะนั่นเป็นช่องทางรายได้ของเขาซึ่งนักลงทุนปกติก็ทราบและพร้อมที่จะไม่ว่าอะไร กลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ก็กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธนาคารและพลังงานเป็นผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แกว่งตัวขึ้นลงได้รุนแรงตามการแกว่งตัวของราคาหลักทรัพย์ในกลุ่มเหล่านี้ บริษัทยิบย่อยขนาดเล็กนั้นแทบไม่มีผลกับดัชนีตลาด
ผมนำเสนอการศึกษานี้โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนของพอร์ตรวม แต่ละหลักทรัพย์ถ่วงน้ำหนักเท่ากัน ผลที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนเบี่ยงเบนไปตามการถ่วงน้ำหนักของบริษัทขนาดใหญ่อย่างดัชนีตลาดนั้นจึงไม่มี โอกาสที่อัตราผลตอบแทนของแต่ละพอร์ตจะเบี่ยงเบนไปจากดัชนีตลาดย่อมมีมากขึ้น นอกจากนั้นมันยังเป็นการให้น้ำหนักบทวิเคราะห์แต่ละฉบับเท่ากันอีกด้วย เพราะถือว่านักลงทุนใดๆ อาจตัดสินใจลงทุนตามบทวิเคราะห์แต่ละฉบับด้วยโอกาสที่เท่ากัน
สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากผลการศึกษาก็คือ อัตราผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนโดยเฉลี่ยแล้ว ล้วนให้อัตราผลตอบแทนที่แพ้ตลาด
ความไม่สมดุลกันของคำแนะนำก็นับเป็นอีกประการหนึ่ง จัดเป็นเรื่องปกติที่บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ จะมีคำแนะนำ "ซื้อ" มากกว่าการแนะนำ "ขาย" หลายช่วงตัว ไม่ว่าเราจะสุ่มเก็บข้อมูล ณ เวลาใดๆ ของปี หากดัชนีตลาดพุ่งขึ้นมากๆ โบรกทั้งหลายก็จะกลืนน้ำลายตัวเองแล้วปรับเป้าปรับประมาณการณ์ใหม่เพิ่มขึ้นกันเป็นแถวเพื่อที่จะบอกว่าหุ้นมันจะขึ้นไปอีก คำแนะนำ "ซื้อ" ย่อมมีมากกว่า "ขาย" ในทางกลับกัน หากดัชนีตลาดร่วงลงมามากๆ บ้าง เขาก็จะบอกว่าหุ้นในตลาดขณะนี้ราคาถูกเหลือเกิน อัตราปันผลสูงขึ้น P/E ต่ำ ฯลฯ ซึ่งเขาก็จะแนะ "ซื้อ" มากกว่า "ขาย" อยู่ดี
การมองง่ายๆ ตามหลักความน่าจะเป็นย่อมยังให้เกิดความฉงนสนเท่ห์เป็นอันมากว่า หากหุ้นของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ของตลาดที่มีมูลค่าตลาดสูงสามารถขึ้นไปได้อย่างมากภายใน 12 เดือน อย่างที่เขานำเสนอมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็คงจะวิ่งทะลุ 1,000 จุดไปนานแล้ว และที่ยิ่งกว่านั้นมันควรจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในอัตราทบต้นปีละ 15-20% ตลอดไปเสียด้วยซ้ำ ซึ่งความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เขาอาจจะแก้ตัวว่าเป้าหมาย 12 เดือน ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นนั้นๆ มันจะขึ้นไปที่นั่น ณ สิ้นเดือนที่ 12 มันอาจจะขึ้นไปก่อนหน้านั้นแล้วจนเกินมูลค่าและเขาก็ได้ปรับประมาณการณ์ใหม่ตามที่ได้ออกบทวิเคราะห์ใหม่มาแล้วไม่ว่าจะแนะขายหรือถือหรือไม่แนะอะไรเลยก็แล้วแต่
ในความเป็นจริง สถานการณ์อย่างที่เขาว่ามันก็เป็นไปได้แต่นั่นไม่ใช่สิ่งเดียวที่เกิดขึ้น สถานการณ์อื่นๆ ที่เป็นไปได้เช่นว่าราคาหุ้นได้เพิ่มสูงขึ้นจนทะลุเป้าหมายของเขา ทางโบรกจึงได้ปรับมุมมองใหม่ มองหาข่าวดีใหม่ๆ เพื่อที่จะบอกว่าหุ้นมันจะต้องขึ้นไปอีก อาจมีหลายๆ โบรกที่ปรับมุมมองเปลี่ยนเป็นถือหรือขาย แต่มันก็อาจมาพร้อมๆ กับที่เขาเกิดไปได้ลูกรักคนใหม่มาพะเน้าพะนอเพื่อที่จะบอกว่าเจ้าหุ้นใหม่นี้แหละที่จะขึ้นไปมากๆ ในอีก 12 เดือนจากนี้ แล้ววัฏจักรก็จะซ้ำรอยเดิม การเก็บข้อมูล ณ ช่วงเวลาใหม่ ภาพรวมของโบรกทั้งหมดก็ยังคง แนะ "ซื้อ" มากกว่า "ขาย" ไม่เปลี่ยนแปลง
บริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่ง นักวิเคราะห์แต่ละท่าน อาศัยปัจจัยใดในการให้คำแนะนำเหล่านี้ เราก็คงจะต้องไปดูให้ละเอียดในบทวิเคราะห์แต่ละชิ้นนั้นเอง แต่การแนะขายปกติแล้วมักจะไม่ออกจากปากพวกเขาง่ายนัก ไม่ว่าจะเพราะกลัวโดนเจ้านายด่า/ลูกค้าด่าถ้าหุ้นมันขึ้นสวน หรือเพราะเกรงจะเสียสัมพันธภาพอันดีกับบริษัทที่เป็นเจ้าของหุ้นก็แล้วแต่ การสงวนถ้อยสงวนคำของเขาในการแนะขาย มันน่าจะแสดงให้เห็นว่าหุ้นของบริษัทจดทะเบียนแห่งนั้นจะต้องแย่จริงๆ หรือมีราคาตลาดที่สูงจนไม่น่าจะถือเอาไว้อีกต่อไป แต่ข้อมูลที่ปรากฏกลับไม่เป็นเช่นนั้น
การที่โบรกแนะ "ขาย" น้อยกว่าการแนะ "ซื้อ" ก็ย่อมมีการกระจายความเสี่ยงน้อยกว่า ซึ่งผลก็ออกมาค่อนข้างชัดเจนว่าความผันผวนของอัตราผลตอบแทนของพอร์ตแนะ "ขาย" สูงกว่าแนะ "ซื้อ" แต่แม้อย่างนั้นก็ยังให้ผลออกมาดังข้างต้น ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา SET บวก 23.42% หลักทรัพย์ที่แพ้ SET มีมากกว่า 300 หลักทรัพย์และมีมากกว่า 260 หลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนติดลบ บริษัทหลักทรัพย์ที่มีพอร์ตแนะขายชนะแนะซื้อนั้น ผมขอกล่าวตามตรงว่าพวกเขาควรที่จะละอายและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาตัวเอง
คำแนะนำเหล่านี้อาจสะท้อนความเป็นมนุษย์ มากกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามการวิเคราะห์ด้วยความสามารถเท่าที่มีของมนุษย์
แม้ข้อมูลตามการทดลองนี้จะเก็บจาก SAA Consensus ของ settrade แต่จำนวนบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกและส่งบทวิเคราะห์เข้าไป ตลอดจนจำนวนบทวิเคราะห์ที่ส่งเข้าไปทั้งหมดนั้น นับว่ามากพอที่จะสะท้อนภาพของบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหลายในภาพรวม ฉะนั้น