เห็นด้วยกับหลายๆท่านนะครับ
อะไรที่สุดโต่งเกินไปมักจะไม่ดี
พระพุทธเจ้าท่านเองก็เคยทำมาหมดแล้วในเรื่องสุดโต่ง
ต่อมาท่านเลิกวิธีนั้น จนปัญจวัคคีถึงกับเสื่อมศรัทธาและทิ้งท่านไป
แต่ท่านก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า
ทางสายกลางนั้น เป็นทางที่เหมาะสม
ท่านถึงตรัสรู้ได้ด้วยทางสายนี้
ปัญจวัคคีถึงได้กลับมานับถือท่าน
และสามารถบรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้า
เมื่อได้ละวางทางสายสุดโต่งเดิม
ที่จริงเราๆท่านๆก็ทราบดี แต่บางครั้งก็อาจจะลืม
เรื่องพินสามสายที่เราเรียนตั้งแต่เด็ก
เราก็ทราบดี แต่บ่อยครั้งที่เรามักจะลืม
เรื่องทางสายกลางข้างต้นมีใครไม่เคยรู้บ้าง
แต่บ่อยครั้งที่เรามักจะลืม
พอเรื่องหุ้นเราก็เลยสงสัยกันอีกว่า
ซื้อหุ้นที่ฆ่าสัตว์บาปไหม
ผิดศีลไหม ควรซื้อไหม
แฮ่ ๆ ๆ
แต่ก็ขอบคุณ จขกท.ที่ยกประเด็นนี้มาวิเคราะห์กัน
ทำให้ได้ลับสมองบ่อยๆ
ผมคิดว่า
คำตอบของกระทู้ก็ยังคงเป็นคำตอบเดิมๆ
เหมือนที่สมาชิกหลายๆท่านได้ตอบไปแล้ว
ก็คือ อะไรที่สุดโต่งเกินไปมักจะไม่ดีนั่นเอง
ละวางบางเรื่องบางอย่างเสียบ้าง
อย่างที่พี่ฉัตรชัยพูดก็น่าจะดีเหมือนกัน
พระพุทธเจ้านั้นหลังจากท่านตรัสรู้แล้ว
ท่านก็ยังฉันเนื้อสัตว์
เอ๊ะ...ทำไมท่านไม่งดเว้นเสียเล่า
ท่านสอนศีลข้อ 1. ว่าห้ามฆ่าสัตว์
แล้วท่านไปทานเนื้อสัตว์
จะไม่เป็นการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้คนฆ่าสัตว์หรอกหรือ
อย่างนี้ท่านจะไม่บาปหรือ
ไม่บาปหรอกครับ
เพราะท่านต้องรับอาหารจากผู้อื่น
ท่านจะเลือกอย่างโน้นอย่างนี้ได้อย่างไร
ใครถวายอะไรท่านก็ต้องรับ
จะเกี่ยงงอนเอาแต่มังสวิรัติ
เอาแต่อาหารที่บริสุทธ์ได้อย่างไร
เอาแต่อาหารทิพย์สะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างไร
ท่านฉันเพื่อให้ร่างกายอยู่รอด
เพราะธรรมชาติเป็นอย่างนั้น
ธรรมชาตินั้นมีห่วงโซ่อาหาร
สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็กเป็นเรื่องโหดร้าย
แต่ธรรมชาติเป็นอย่างนั้นนี่
ถ้าไปฝืนกฏธรรมชาติเสีย
สัตว์ทั้งหลายจะไม่สูญพันธ์กันหมดหรือ
ธรรมชาติมนุษย์นั้น
เป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชและเนื้อ
เพราะเรามีทั้งฟันกรามสำหรับบดพืช
และมีเขี้ยวสำหรับฉีกเนื้อ
เราไม่ได้มีโปรโตซัวในลำไส้เหมือนวัวควาย ช้างม้า กวางละมั่ง
ถึงจะสามารถย่อยพืชให้เป็นโปรตีนได้ครบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ
แฮ่ ๆ ๆ
เขียนมายืดยาว
เพราะต้องการยืนยันว่า
ทางสายกลางนั้นเหมาะกับทุกสิ่งทุกอย่าง
สุดโต่งไม่ว่าทางไหนก็ไม่ดีทั้งนั้นแหละครับ :lol: