กราบสวัสดีปีใหม่ปี 2569 พี่น้องชาวสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าทุกท่าน กราบสวัสดีอาจารย์ ดร.นิเวศน์ ดร.ไพบูลย์ พี่ปรัชญา พี่ครรชิต ลุงขวด เฮียคลายเครียด พี่กะละมัง พี่พี พี่วัฒน์ พี่หมอพงศ์ศักดิ์ พี่หลิน พี่หนิง พี่กุ๊ก พี่หมอสามัญชน พี่พรรณ พี่ไก่ พี่มน พี่บู พี่วิบูลย์ พี่นัน พี่ตี้ พี่จรัญ พี่แมว พี่สุบรรณ พี่บัวดิน หมอหนึ่ง พี่ WEB พี่ฉัตร พี่ชาย พีเจ๋ง พี่ไลท์ พี่นริศ พี่โดม พี่พอใจ พี่นุช พี่ปริญ พี่อมร พี่วรรณ พี่หน่อง พี่เล็ก พี่นา พี่ ๆ น้องๆ ชาวไทยวีไอทุกคน ขอคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย ร่างกายแข็งแรง ปลอดจากโรคภัย มีความสุขกาย สบายใจ ตลอดปี พอร์ตโต ตลอดไปครับ..
ปี 2568 ที่ผ่านพ้นไป เป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนไทย สิ้นปี SET index ปิดที่ 1,259.67 จุด ลดลงจากสิ้นปีก่อนที่ 1,400.21 จุด หรือลดลงคิดเป็น -10.04% หากมองที่ผลตอบแทนรวมปันผลหรือ SET TRI ให้ผลตอบแทนติดลบที่ - 6.49 % นั่นบอกว่าปันผลเฉลี่ยทั้งปีของตลาดหุ้นคือ 3.55% ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงติดต่อกัน 3 ปี และมองย้อนหลัง 8 ปี ผลตอบแทนรวมปันผลแทบไม่ไปไหนหรืออาจขาดทุนเล็กน้อย หากไม่รวมหุ้นอย่าง Detla ที่บิดเบือนดัชนี ระดับ Set index ที่แท้จริงจะตกต่ำกว่านี้มาก (นักลงทุนที่ขาดทุนมากว่าดัชนีเป็นเรื่องปกติ
) ด้วยผลตอบแทนระดับนี้ ดัชนีหุ้นไทยน่าจะติดอันดับตลาดหุ้นแย่สุดของโลกในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา..
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยมีหุ้นประมาณ 850 บริษัท มูลค่าตลาดประมาณ 16 ล้านๆ P/E ประมาณ 15-16 เท่า แต่ PB เหลือแค่ประมาณ 1.1 เท่า นี่แสดงว่าความสามารถในการสร้างกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลงจากอดีตมาก (ในอดีต PE 18-19 เท่าแต่ PB 1.8-1.9 เท่า ) มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยปี 68 ประมาณ 42,000 ล้านบาทต่อวัน ลดลงจากประมาณ 47,000 ล้านต่อวันในปีก่อนหน้า สัดส่วนซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติยังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเป็น 53% สัดส่วนรายย่อยเหลือ 31% สถาบัน 10% นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นไทยต่อเนื่องอีกประมาณ 115,000 ล้านบาท มูลค่าระดมทุนผ่าน IPO ตลาดหุ้นไทยรั้งอันดับสุดท้ายในอาเซียน ผลพวงจากตลาดหุ้นที่ตกต่ำ ทำให้การระดมทุนทำได้ยาก และนี่จะส่งผลต่อเศรษกิจต่อไปในอนาคต เพราะเมื่อระดมทุนไม่ได้ การลงทุนก็ไม่เกิด เศรษกิจก็ไม่ขยายตัว กลุ่มหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกอย่างชัดเจนคือกลุ่มธนาคาร ซึ่งมีจุดเด่นที่การจ่ายเงินปันผลและความเสถียรของรายได้และกำไร กลุ่มที่โดดเด่นรองลงมาคือกลุ่มเทคโนโลยีสื่อสาร ที่เกี่ยวข้องกับการบูมของอุตสาหกรรม AI หุ้นนอกเหนือจากนี้ส่วนใหญ่คือ ”สาหัส”....สิ่งที่สังเกตได้บางประเด็นของตลาดปี 2568 คือการแห่ซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียน นี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าราคาหุ้นค่อนข้างถูก กับอีกประเด็นคือหลายบริษัทเริ่มมีปัญหากระแสเงินสด ทำให้จ่ายหนี้ไม่ได้ หรือต้องเลื่อนการชำระหนี้ อาทิ หุ้นกู้ ซึ่งเกิดถี่บ่อยขึ้นอย่างมีนัยยะ เป็นสัญญาณเตือนว่า เศรษกิจอาจเริ่มมีปัญหาแล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่งบดุลอ่อนแอ จะแสดงอาการก่อน...
สำหรับตลาดต่างประเทศ ตลาดอเมริกา S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกแรง ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 บวกเพิ่มอีกประมาณ 16% ตลาดยุโรปบวก 19 % ตลาดฮ่องกงบวกเป็นปีที่สองค่อนข้างแรงที่ 28 % อานิสงค์จากหุ้นกลุ่ม AI ,Bio-Pharma และตลาดเวียดนามบวกแรง 41% จากหุ้นกลุ่มธนาคารและเครือ Vingroup และมีเพียงดัชนีตลาดหุ้นเพียง 3-4 ประเทศในโลกเท่านั้นที่ลดลง โดยเดนมาร์กลดลงมากสุดประมาณ 24% รองลงมาคือ “ไทย”
สำหรับพอร์ตส่วนตัวผม ได้ปรับเปลี่ยน ลดประเทศที่ลงทุนเหลือแค่ในไทยและฮ่องกง โดยลดสัดส่วนในเวียดนามลงเกือบทั้งหมด ขายหุ้นฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียทิ้งทั้งหมด เหตุผลเพื่อโฟคัสในตลาดที่มีความรู้ ความเข้าใจและมีโอกาสดีที่สุด การลงทุนในเวียดนามที่ผ่านมา มีผลกำไรค่อนข้างดี แต่ด้วยราคาหุ้นที่ตึงตัว การหาข้อมูลค่อนข้างยากสำหรับรายย่อยต่างชาติ ทำให้ต้องตัดใจเช่นนี้ ส่วนตลาด Php Idn ขายคัทลอสขาดทุนไปถึง 80-95%
ผลจากความผิดพลาดในการวิเคราะห์โมเดลธุรกิจ และยอมรับความผิดพลาดช้าเกินไป เป็นบทเรียนราคาแสนแพง แต่อย่างน้อยทำให้อัตตาในการลงทุนลดลง... ณ.สิ้นปีถือหุ้นไทย 46 บริษัท ฮ่องกง 87 เวียดนาม 2 รวมเป็น 135 บริษัท (คล้ายกองทุนเข้าไปทุกที) ผลตอบแทนพอร์ตเป็นบวกระดับหนึ่ง โดยหุ้นไทย ขาดทุนหนัก แต่ชดเชยด้วยหุ้นฮ่องกง ที่แม้ตัวถือสัดส่วนเยอะยังไม่ perform แต่ตัวที่ถือระดับปานกลาง ทำให้ดีหลายตัว.. แต่ในปี 2568 คนที่ไปลงทุนต่างประเทศจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่มากก็น้อย ดอลลาร์ฮ่องกงอ่อนค่าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินบาทประมาณ 8% หวังว่าปีต่อไปคงมีบางปีที่จะกลับเป็นกำไรอัตราแลกเปลี่ยนบ้าง สัดส่วนหุ้นต่างประเทศประมาณ 57% ที่เหลือเป็นหุ้นไทย ปี 2569 ตลาดไทยจะเน้นหุ้นปันผลและหุ้นที่มีรายได้จากต่างประเทศเป็นหลักให้มากขึ้น ส่วนตลาดฮ่องกงยังลงทุนหุ้น small cap ที่มีความถนัดเช่นเดิม ถึงแม้หุ้นไทยราคาลดลงมาก แต่ยังไม่มีหุ้นถูกมากๆเมื่อเปรียบเทียบกับในตลาดฮ่องกง...
สำหรับตลาดหุ้นไทย วันชื่นคืนสุข วันที่หุ้นพื้นฐานดีเทรดที่ PE 30 เท่า คงเป็นแค่เพียงอดีตที่ผ่านพ้น เมื่อพื้นฐานเศรษกิจของประเทศด้อยลง กำไรบริษัทจดทะเบียนลดลง ราคาหุ้น ระดับ PE ก็ต้องปรับลดลงให้สอดคล้องกัน นักลงทุนต่างชาติที่มีทางเลือกการลงทุนทั่วโลก ไม่ได้ถูกบังคับให้ลงทุนเฉพาะไทย ประเทศใดมีเศรษกิจเติบโต หุ้นดี ราคาไม่แพง เงินทุนก็ไหลไปที่นั่น นี่คือความจริงที่นักลงทุนต้องยอมรับ แต่หากมองอีกด้าน ทำไมเราไม่ปรับตัวเป็นนักลงทุนต่างชาติเสียเอง ไปลงทุนในประเทศที่มีโอกาสดีกว่า ราคาคุ้มค่ากว่า ทำไม่ต้องยึดติดกับตลาดหุ้นไทย?
ความไม่คุ้นเคย ชดเชยได้กับการศึกษาเรียนรู้ ภาษาไม่ใช่อุปสรรคอีกแล้วในยุค AI ...ดูเหมือนไม่มีข้ออ้างใดๆในการไม่ลงทุนในต่างประเทศอีกแล้ว ยกเว้นเรื่องภาษีอีกเพียงเล็กน้อย..แต่อย่างไรก็ตาม พึงระลึกว่า ตลาดหุ้นทุกประเทศ ย่อมมีจุดเด่น จุดด้อย มีปัญหาของตัวเองในแต่ประเทศ เราหนีปัญหาจากไทย ก็ต้องไปเจอปัญหาอื่นในประเทศนั้น การกระจายความเสี่ยงไว้บ้าง ย่อมดีกว่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าใบเดียว..
Black swan & Margin of Safety
ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ผมเจอเหตุการณ์ Black swan ไม่ใช่ในการลงทุน แต่ในชีวิตจริง เหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ที่ผมอยู่อาศัย ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชั่วชีวิตคนๆหนึ่ง ก่อน การวางแผนสร้างบ้าน ผมเลือกทำเลสูง น้ำไม่เคยท่วม เป็น margin of safety ชั้นที่ 1.. เลือกหมู่บ้านที่ถมสูงขึ้นจากถนน 1เมตร และตัวบ้านยกสูงขึ้นอีก 80 เซ็น รวม 180 เซ็น เป็น margin of safety ชั้นที่ 2 ...ปรากฏว่าน้ำท่วมเท่ากับตัวบ้านพอดิบพอดี เหลืออีกแค่ 1-2 มิล.จะเข้าบ้าน แต่รถและข้าวของรอบบ้านจมน้ำหมด ส่วนอาหาร น้ำ ไม่ขาดแคลน เพราะ “เผื่อ” ไว้ตลอด ถือว่ายังโชคดีกว่าคนอื่นอีก 99% ที่ถูกน้ำท่วม. .. เรื่องนี้พอจะเป็นบทเรียน ไม่ว่าจะในชีวิตจริง หรือชีวิตการลงทุน เมื่อเจอ Black swan..margin of safety ชั้นเดียว อาจเอาไม่อยู่ เราอาจเผื่อ MOS สองถึงสามชั้น...มองในตลาดหุ้น ตลอดปีเราเห็นนักลงทุนที่พอร์ตเสียหายหนัก เพราะเผื่อ MOS น้อยเกินไป อาทิเช่น ถือหุ้น PEสูงลิ่ว – ถือหุ้นแบบall in จนถอยไม่ได้ - ใช้เงิน margin ซื้อหุ้น เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ตลาดตกต่ำอย่างต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน ไม่ฟื้นตัว ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ หุ้นเกือบทั้งหมดถูกปรับลด PE อย่างมาก โดยเฉพาะหุ้น PE สูง - บางตัว จะขายก็ขายไม่ได้ เพราะไม่มีสภาพคล่อง - หุ้นหลายตัวลงต่อเนื่องจนถูก force sell ...เหล่านี้ล้วนสร้างความเสียหายหนักให้กับนักลงทุน....พึงระลึกว่า MOS อาจดูเหมือนไม่สำคัญอะไรในยามปกติ แต่เป็นสิ่งจำเป็นสุดๆในยามที่ไม่ปกติ..![]()
อนาคตของประเทศ..
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ครั้งนี้เสียงของคนไทยจะมีความหมายมากกว่าทุกครั้ง ผมคิดว่าประเทศเราอยู่ในสภาพป่วยเรื้อรัง ที่ต้องการแก้ไข ปฎิรูปอย่างเร่งด่วน เราไม่อาจหวังความเจริญก้าวหน้า กับประเทศที่ระบบยุติธรรมดูผิดเพี้ยน ทำให้คนดีต้องอยู่ในคุก คนชั่วลอยหน้าลอยตาเสวยสุขเป็นเสนาบดี หวังว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเห็นความจริง ไม่เป็นแก่อามิจสินจ้างเล็กๆน้อยๆ ที่เอามาหลอกล่อ ไม่เชื่อวาทะโวหารเล่นลิ้น ไม่ใช้อคติ เลือกนักการเมืองที่ทำเพื่อคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ใครจะรู้ว่าหนึ่งเสียงของเรา อาจเปลี่ยนแปลงประเทศที่เรารักแห่งนี้ได้..ในฐานะนักลงทุน ที่พอจะมีกำลังมากกว่าคนส่วนใหญ่ในสังคม ผมจะสนับสนุนพรรคที่จะเปลี่ยนเปลี่ยงประเทศของเราให้ดีขึ้น ตามกำลังความสามารถ น่าดีใจที่มีเพื่อนนักลงทุนบางท่าน ยอมเสียสละความสุขสบายส่วนตัว เพราะทนเห็นประเทศเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ได้ลงมือทำงานการเมือง ผมขอส่งคำอวยพรความปรารถนาดี ขอให้ท่านประสบความสำเร็จตามที่หวังครับ...