สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์

กรุณารอสักครู่...

ลูกอิสาน
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 6511
ผู้ติดตาม: 1068

สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 1

โพสต์

(โพสต์ช้านิดนึงเพราะเพิ่งกลับจากต่างประเทศครับ)


กราบสวัสดีปีใหม่ปี 2568 พี่น้องชาวสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าทุกท่าน กราบสวัสดีอาจารย์ ดร.นิเวศน์ ดร.ไพบูลย์ พี่ปรัชญา พี่ครรชิต ลุงขวด เฮียคลายเครียด พี่กะละมัง พี่พี พี่วัฒน์ พี่หมอพงศ์ศักดิ์ พี่หลิน พี่หนิง พี่กุ๊ก พี่หมอสามัญชน พี่พรรณ พี่ไก่ พี่มน พี่บู พี่วิบูลย์ พี่นัน พี่ตี้ พี่จรัญ พี่แมว พี่สุบรรณ พี่บัวดิน หมอหนึ่ง พี่ WEB พี่ฉัตร พี่ชาย พีเจ๋ง พี่ไลท์ พี่นริศ พี่โดม พี่พอใจ พี่นุช พี่ปริญ พี่อมร พี่วรรณ พี่หน่อง พี่เล็ก พี่นา พี่ ๆ น้องๆ ชาวไทยวีไอทุกคน ขอคุณพระศรีรัตนตรัย คุ้มครองให้ทุกท่านปลอดภัย ร่างกายแข็งแรง ปลอดจากโรคภัย มีความสุขกาย สบายใจ ตลอดปี ตลอดไปครับ..


ตลาดหุ้นไทยปี 2567 ที่ผ่านไป มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นและแปรเปลี่ยนไป ต้นปีดัชนีเปิดที่ 1,416 จุด ก่อนที่จะค่อยๆไหลลงทุกเดือนจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ และทำจุดต่ำสุดที่ 1,270 จุดต้นตอนต้นเดือนสิงหาคม จากปัญหาอื้อฉาวของหุ้น EA หลังจากนั้นดัชนีฟื้นตัวขึ้นค่อนข้างแรงไปทำจุดสูงสุดประมาณ 1,500 จุด ต้นเดือนตุลาคม จากปัญหาการเมืองคลี่คลายทำให้ตลาดหุ้นมีความหวังมากขึ้น แต่ได้ไม่นาน ตลาดก็ค่อยๆปรับตัวลงสู่ความจริงอีกครั้งปลายปี ปิดที่ 1400.21 จุด ติดลบ 1.10 % แย่อันดับต้นๆของโลกอีกปีอย่างไม่น่าเชื่อ หากวัดที่ผลตอบแทนรวมปันผล ดัชนี SETTRI ให้ผลตอบแทน 2.81%...


สิ้นปีทั้งตลาด SET และ MAI มีบริษัทจดทะเบียนรวมกัน 838 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 17.7 ล้านๆ ใกล้เคียงปี 2566 ระดับ PE ตลาดประมาณ 19 เท่า กลุ่มหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมีเพียงหยิบมือคือกลุ่มเทคโนโลยี เทเลคอม กลุ่มการบิน อาหารสัตว์เลี้ยง แบงค์บางตัว กลุ่มที่เหลืออื่นๆ ซึ่งมากกว่า 90% ของบริษัทในตลาด ล้วนราคาหุ้นลดลงไม่มากก็น้อย บางตัวลงแบบสาหัส หากพิจารณาระดับดัชนีตลาดหุ้นที่ติดลบแค่เล็กน้อย แต่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดกลับราคาลดลงมาก ย่อมให้ภาพที่ขัดแย้งกัน เหตุผลนั่นคือ มีหุ้น 1 บริษัท + 1 กลุ่ม ที่มีน้ำหนักถ่วงในดัชนีสูงมาก ปรับตัวขึ้นอย่างผิดปกติ จนทำให้ดูเหมือนภาพดัชนีไม่ได้แย่มาก หากตัดการเคลื่อนไหวของหุ้น 1 บริษัท บวก 1 กลุ่มนี้ออกไป เพื่อสะท้อนภาพความจริง จะพบว่าดัชนีจะอยู่ต่ำกว่าปัจจุบันมากกว่าร้อยจุดเลยทีเดียว สอดคล้องกับสถาวะการซื้อขายของตลาดหุ้นที่ค่อนข้างซบเซา มีมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาทต่อวัน ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจาก 54,000 ล้านต่อวันในปี 2566 จากในอดีตหลายปีก่อนเคยมีการซื้อขายต่อวันถึง 7-8 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังทยอยขายหุ้นไทยอีกประมาณ 130,000 ล้านบาท สัดส่วนนักลงทุนแต่ละประเภทยังใกล้เคียงปีก่อนหน้า มีนักลงทุนต่างชาติประมาณ 50% นักลงทุนรายย่อย 36% ที่เหลือเป็นสถาบันในประเทศและ prop trade ...


สำหรับสภาวะตลาดหุ้นต่างประเทศปี 2024 ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี ตลาดสหรัฐอเมริกา ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทน 24 % ดัชนีหุ้นเทคโนโลยี NASDAQ ให้ผลตอบแทนดีมากที่ 30 %. ตลาดหุ้นยุโรปผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 10% ส่วนตลาดหุ้นเอเชียมีเพียง 2 ประเทศที่ผลตอบแทนติดลบแย่กว่าไทย คือเกาหลีใต้ที่มีปัญหาการเมือง และอินโดนีเซีย ประเทศที่เหลือในเอเชียล้วนผลตอบแทนเป็นบวก โดยมีไต้หวันเป็นบวกมากที่สุดจากกระแส AI และอุตสาหกรรมการผลิตชิป ตลาดฮ่องกงให้ผลตอบแทนเป็นบวก 18 % จากที่ติดลบมาหลายปี ส่วนประเทศเวียดนามให้ผลตอบแทน 12 % ทั้งนี้ผลตอบแทนที่กล่าวมาไม่รวมปันผลและผลของค่าเงิน (อย่างกรณีปีที่ผ่านมาเงินด่องเวียดนามแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับเงินบาท ผลตอบแทนจริงในรูปเงินบาทของนักลงทุนไทย จะลดลงค่อนข้างมาก)


ผลตอบแทนพอร์ตส่วนตัวของผม เป็นบวกเล็กน้อย โดยที่หุ้นไทย perform ได้แย่ที่สุด จากการเลือกหุ้นผิดพลาดหลายๆตัว บวกกับสภาวะตลาดที่ไม่ดี รวมถึงมีอุบัติเหตุกับหุ้นที่ถือสัดส่วนเยอะสองตัว หุ้นตัวที่ให้กำไรมีแค่น้อยนิด และถือในสัดส่วนไม่เยอะ แต่ผลของการกระจายไปลงทุนต่างประเทศ เริ่มส่งผลด้านดี โดยเฉพาะหุ้นฮ่องกง ที่เป็นสัดส่วนหลัก ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนดีหลายตัว ส่วนที่เวียดนามที่เน้นถือหุ้นแบบโฟคัส แต่ไม่เป็นไปตามที่คาด ทำให้ขาดทุน ทั้งที่ตลาดรวมเป็นบวก ส่วนฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ยังขาดทุนต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่มีสัดส่วนน้อยลงมากแล้ว โดยรวมตลาดฮ่องกงช่วยชดเชยประเทศอื่นๆที่แย่ ได้ทั้งหมด ในอนาคตจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในต่างประเทศให้สูงขึ้นอีก ถึงแม้ว่ามีภาระเรื่องภาษีเงินได้ก็ตาม คงดีกว่าตลาดหุ้นไทยที่แม้ดัชนีลดลงมาต่อเนื่องหลายปี valuation ยังค่อนข้างแพงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั้งที่การเติบโตของกำไรบริษัทต่ำกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่นักลงทุนต่างชาติทยอยขายหุ้นไทยต่อเนื่องหลายปี เพราะมีตลาดประเทศอื่นที่น่าสนใจกว่าให้เลือกลงทุน.. ปัจจุบันน้ำหนักการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ 45: 55 มีหุ้นที่ถือประมาณ 110 บริษัท โดยมีหุ้นฮ่องกงประมาณ 65 บริษัท เวียดนาม 3 ฟิลิปปินส์ 2 อินโด 1 ไทย 43 บริษัท...


บทเรียนชีวิตการลงทุนปี 2567 ....


สภาพตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน ช่างดูเหมือนคนที่ค่อยๆตายอย่างช้าๆ ระยะสิบปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นแทบไม่ขยับไปไหน หากนักลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นไทย จะเสียเวลาเปล่า ได้รับแค่ปันผลเล็กน้อยหลังหักค่าธรรมเนียม นี่ย่อมสั่นคลอนความเชื่อที่ว่าหุ้นเป็นทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว สาเหตุที่สภาพตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างนี้ ผมก็ไม่รู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งที่เห็นและสังเกตในช่วงที่ผ่านมา คือสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยลดลง การเก็งกำไรลดลง ตลาดหุ้นไทยดูเหมือนถูกปรับลด PE เพราะการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนแทบไม่มี หรือแค่ให้กำไรไม่ลดลงก็เก่งมากแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ กำไรลดลงอย่างมาก ธุรกิจยานยนต์เริ่มถดถอยจากกระแสรถไฟฟ้า ธุรกิจที่ยังดีคือธุรกิจท่องเที่ยว แต่มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นค่อนข้างน้อย อีกสาเหตุหนึ่งคือความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้นไทย ที่มีการปั่นหุ้นขนาดใหญ่อย่างโจ่งครึ่ม แต่ผู้บังคับใช้กฎหมาย ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่มองตาปริบๆ นี่ย่อมส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือ ผลจากหลายเหตุปัจจัยข้างต้น ทำให้เกิดการเทขายของนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างมากตลอดหลายปี และนี่เองทำให้ดัชนีหุ้นไทยไม่ไปไหน แม้มีการพยายามจากภาครัฐ โดยออกกองทุน ESG เพื่อกระตุ้นตลาด แต่แทบไม่มีผลอะไร เมื่อเปรียบเทียบกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ..


แต่ข้อดีของการที่หุ้นไทยไม่ขยับไปไหนมาหลายปี ทำให้แวลูชั่น น่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่กำไรยังเติบโตได้ ซึ่งนั่นคืองานของนักลงทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะบริษัทที่ว่า หาได้ยากเย็น ในขณะที่นักลงทุนเก่งๆมีเป็นจำนวนมาก..


สภาวะตลาดในช่วงตกต่ำ น้ำลด ตอก็เริ่มผุด ปี 2567 เกิดปรากฏการณ์ผู้บริหารถูก force sale มากอย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนได้รู้ว่า หุ้นบางตัวที่ราคาหวือหวา ราคาเกินพื้นฐานได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากเม็ดเงินของผู้บริหาร ที่ไปกู้เงินโบรคเกอร์มาดันราคาหุ้นตัวเอง เมื่อประสบกับตลาดตกต่ำ มูลค่าหุ้นที่นำไปค้ำประกันลดลง แล้วไม่มีเงินไปชดเชย จึงถูกบังคับให้ขายหุ้นที่นำไปประกัน ไม่ว่าจะเป็น EA JMART SABUY YGG NRF AS NEX SBNEXT SCM อาจจะเป็นโอกาสของนักลงทุนซื้อหุ้นเหล่านี้ได้ในราคาถูก แต่จะคุ้มหรือเปล่ากับความเสี่ยงที่ว่า แรงจูงใจที่ลดลงของผู้บริหาร เมื่อต้องเสียสัดส่วนความเป็นเจ้าของไป บางบริษัทจากผู้ถือหุ้นใหญ่ กลายเป็นแค่ผู้บริหารที่กินเงินเดือนเท่านั้น..


ด้านมืดของกองทุนดัชนี - Index fund


มองย้อนกลับไป 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่ากองทุนที่เรียบง่ายอย่างกองทุนดัชนี จะได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของกองทุนรวมทั้งหมดเ เหตุผลนั้นชัดเจน กองทุนประเภทนี้ไม่มีความจำเป็นต้องจ้างผู้จัดการกองทุนเก่งๆ เงินเดือนสูงๆมาคัดเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ ทำให้มีต้นทุนดำเนินงานต่ำ ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดต่ำหน่วย มากกว่ากองทุนประเภทอื่นๆ ข้อดีนี้ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเพราะมันได้พิสูจน์เป็นที่ประจักษ์ตลอดช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตสุดยอดนักลงทุน ยังแนะนำให้คนทั่วไปลงทุนในกองทุนดัชนี แม้กองทุนประเภทนี้จะมีข้อดีหลายอย่างแต่มันได้ซ่อนด้านมืดบางอย่างเอาไว้ และคนชั่วย่อมมองเห็น และนำมาหาประโยชน์จากมัน เนื่องจากกองทุนประเภทนี้ เน้น คัดเลือกหุ้นจากมูลค่าตลาด โดยแทบไม่ได้สนใจปัจจัยคุณภาพอื่นเลย จะเป็นอย่างไร หากมีคนใช้ช่องโหว่ตรงนี้ ผลักดันราคาหุ้นบริษัทเน่าๆหรือบริษัทธรรมดาๆให้มีมูลค่ามากๆ มากจนกระทั่งถึงเกณฑ์ที่กองทุนต้องเข้ามาซื้อ นั่นหมายความว่าต่อให้ผู้จัดการกองทุนรู้ว่าเป็นหุ้นปั่น ที่แทบไม่มีค่าหรือแพงสุดกู่ แต่หากเข้าเกณฑ์ก็ต้องซื้อ เมื่อถึงจุดนั้น เงินออมของผู้ถือหน่วยลงทุนก็ต้องมารับซื้อหุ้นเน่าๆที่ถูกดันขึ้นไป ส่วนคนปั่นก็ทำกำไรก้อนโต ไม่มีอะไรจะดีกว่า การปั่นหุ้นที่ยิ่งปั่น คนซื้อก็ยังเต็มใจซื้อ เราลองมองในตลาดหุ้นไทย ทุกวันนี้มีเหตุการณ์ ทำนองนี้ เกิดขึ้นอยู่หรือไม่ แล้วจุดจบมันจะเป็นอย่างไร รอติดตาม...


โอกาสในน่านฟ้าใหม่..


หากประชาชนชน ชนชั้นกลางคนหนึ่ง จะวาดฝันว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนอนาคตเขาได้คำพูดนี้ไม่เกินจริง เมื่อมองย้อนไป 10- 20 ปีที่ผ่านมา แต่ทุกวันนี้ ตลาดหุ้นไทยแทบไม่ขยับไปไหนมาร่วม 10 ปีแล้วมองไปในอนาคต ก็ยังไม่เห็นความหวัง ว่าจะมีปัจจัยอะไร ที่จะมาเปลี่ยนภาพใหญ่ของตลาดได้ ทั้งในเรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และแนวโน้มประชากรที่แก่ตัวลง แต่ยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ทุกวันนี้เงินลงทุนไม่มีพรมแดน เราสามารถไปลงทุนต่างประเทศได้แทบทุกประเทศในโลกนี้ แม้จะมีอุปสรรคบางอย่าง ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจประเทศนั้นๆ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และภาษีกำไรจากการลงทุน แต่ก็ยังดูคุ้มค่ากว่าการลงทุนในประเทศที่ย่ำอยู่กับที่..


ผมออกไปลงทุนต่างประเทศหลายปีก่อน มีหลายประเทศที่น่าสนใจ แต่ในที่สุด ผมตัดสินใจเลือกตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นบ้านหลังที่สอง ผมได้รู้จักตลาดหุ้นแห่งนี้ผ่านการตั้งกระทู้แนะนำของสมาชิกเวปคุณ wj หรือ อ.หนุ่ม เจ้าของเฟส “ลงทุนให้มีอิสระ” เมื่อสามถึงสี่ปีก่อน โชคไม่ดีหลังจากเข้าไปลงทุน ตลาดฮ่องกงตกหนักติดต่อกันสามปีทำให้ขาดทุนประกอบกับการเลือกหุ้นที่ผิดพลาด โดยยังไม่ได้เข้าใจตลาดและธุรกิจอย่างแท้จริง แต่ด้วยแวลูชั่นที่ถูกมากๆของตลาด ในที่สุดผมก็เริ่มทำกำไรจากตลาดแห่งนี้ทั้งที่ดัชนียังต่ำกว่าตอนที่เข้าไปซื้อกว่า 30% ผมเชื่อว่าตลาดแห่งนี้จะเป็นตลาดหนึ่ง ที่อาจเปลี่ยนชีวิตนักลงทุนที่มุ่งมั่นได้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของตลาดหุ้นฮ่องกงทุกวันนี้คือ มูลค่าหุ้นที่ถูกมาก สามารถหาหุ้นปันผล 10% ได้อย่างไม่ยากเย็นในยุคที่ดอกเบี้ยเงินฝากไม่ถึง 2% นอกจากนั้นการเข้าถึงข้อมูลก็ค่อนข้างดีเพราะเป็นภาษาอังกฤษ แม้จะเป็นตลาดหุ้นฮ่องกง แต่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งทำธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทที่ทำธุรกิจในระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับมณฑล หรือระดับเมือง นั่นทำให้การเติบโตของธุรกิจแทบไม่มีขีดจำกัด หนึ่งมณฑลของจีนก็เท่ากับหนึ่งประเทศไทยแล้ว จุดเปลี่ยนอีกอย่างของการลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงในปีที่ผ่านมาคือ ผมได้พบกับเว็บบอร์ดหุ้นวีไอประเทศจีนนั่นคือเว็บ xueqiu.com มีฟอรั่มแบบร้อยคนร้อยหุ้น มีนักลงทุนจีนที่เก่งๆมากมาย ทำให้รู้และเข้าใจข้อมูลเชิงลึก เชิงคุณภาพของบริษัทในจีนได้ดีขึ้นอย่างมาก นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพื่อนนักลงทุนสามารถเข้าอ่านเว็บนี้ได้โดยต้องใช้ Google translate และล็อกอินด้วยโปรแกรม WeChat ครับ...


นักลงทุนต้องระลึกไว้ว่า ที่ตลาดให้แวลูชั่นที่ต่ำกว่าปกติกับตลาดหุ้นฮ่องกง นั่นเพราะความเสี่ยงเรื่อง trade war กับสหรัฐอเมริกา ที่ไม่แน่ว่าอนาคตจะรุนแรงหรือกลายเป็น war จริงหรือไม่ หากนักลงทุนไม่สามารถรับความเสี่ยงประเด็นนี้ได้ ตลาดแห่งนี้ก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับท่าน แต่สำหรับคนที่รับได้ ตลาดแห่งนี้อาจเปลี่ยนชีวิตท่านได้อย่างไม่น่าเชื่อ ..


เสียงของผม ของคุณหนุ่ม อาจเป็นเสียงเล็ก เสียงน้อย แต่ในวันที่ทุกอย่างเงียบงัน ยังหวังว่า อาจนำทาง ให้กับคนที่รับฟัง ได้เดินไปสู่จุดหมายได้..

โควท
การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
ภาพประจำตัวสมาชิก
asakuranote
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 207
ผู้ติดตาม: 99

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 2

โพสต์

สวัสดีปีใหม่ครับ (อาจารย์) พี่โจ ขอบคุณสำหรับบทเรียนและความรู้ดีๆค้าบ


.


หุ้นไทยฟังจากทางไหน มองจากมุมไหน ก็ดูมืดมนได้ใจจริงๆเลยนะครับ นอกจากจะพัฒนาไม่ทันเพื่อนแล้ว ยังโดนการลงทุนต่างประเทศเข้ามาแย่งเม็ดเงินจากการลงทุนไปอีก ปัจจัยกกดดันช่างเยอะเหลือเกิน

โควท
"ข้าตวัดกระบี่ครั้งเดียวก็จริงแต่รู้ไหมว่าลับกระบี่มาสิบกว่าปีแล้ว " สุมาอี้

"เวลาขึ้นบันใดให้ก้าวทีละขั้น"ป้าฟู
ภาพประจำตัวสมาชิก
newbie_12
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2921
ผู้ติดตาม: 10

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 3

โพสต์

สวัสดีปีใหม่ครับ


ผมล้มลุกคลุกคลานกับหุ้นต่างประเทศมาหลายปี แต่ 2-3 ปีหลังนี่เริ่มจับจุดถูกแล้วเหมือนกันครับ

โควท
.
.
อดีตอันรุ่งโรจน์ ไม่ได้การันตีอนาคตจะรุ่งเรือง

----------------------------
ภาพประจำตัวสมาชิก
RogersX
Verified User
โพสต์: 457
ผู้ติดตาม: 151

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 4

โพสต์

สวัสดีปีใหม่อาจารย์พี่โจ อาจารย์ในดวงใจอีกหนึ่งท่านของผมเสมอมาครับ ^^

โควท
Invest like a pro.
ภาพประจำตัวสมาชิก
yutthani
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 6
ผู้ติดตาม: 1

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 5

โพสต์

สวัสดีปีใหม่ครับพี่โจ ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะครับ

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Qwerty01
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 184
ผู้ติดตาม: 85

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 6

โพสต์

สวัสดีปีใหม่พี่โจ และพี่ๆthaivi ทุกท่านครับ

โควท
นักลงทุนเฉือนกันที่รายละเอียด
~พี่ชาย มโนภาส~
เดอะหลง
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 20
ผู้ติดตาม: 1

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 7

โพสต์

ขอบคุณมากครับคุณโจ

โควท
ISHIBLUE
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 75
ผู้ติดตาม: 3

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 8

โพสต์

สวัสดีปีใหม่ครับ อาจารย์โจ


ขอให้อาจารย์ สุขการ สุขใจ สุขภาพแข็งแรง


ขอขอบคุณในทุกๆความรู้ที่อาจารย์มอบให้ ในทุกๆ class ทุกๆ seminar ทุกๆตัวอักษร โดยมิได้หวังผลตอบแทนเลย


ขอขอบพระคุณที่ให้แสงสว่าง แก่ นลท ความรู้น้อยๆอย่างผม นะครับ


ลูกศิษย์ VI 7

โควท
= มีเงินพันล้าน ก็ซื้อวันวานกลับมาไม่ได้ =
Apiwatyap
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 23
ผู้ติดตาม: 4

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 9

โพสต์

สวัสดีปีใหม่ครับ อ.โจ ไม่ทราบสะดวกไหมครับถ้าผมขอสอบถามว่า


อาจารย์มี มุมมองเวียดนามต่างจาก มุมมองฮ่องกงอย่างไรครับ


หรือว่ามองว่าเวียดนามตอนนี้แพงไปแล้วครับ


ขอบคุณครับ 🙏🏻😊

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
killyX
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 651
ผู้ติดตาม: 287

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 10

โพสต์

สวัสดีปีใหม่ อ.โจ ขอให้สุขภาพแข็งแรงและขอบคุณสำหรับการแบ่งปันความรู้คับ

โควท
การลงทุนมีความเสียว โปรดใช้วิจารณญาณในการลอก
ภาพประจำตัวสมาชิก
warrant_buffer
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 289
ผู้ติดตาม: 4

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 11

โพสต์

สวัสดีปีใหม่ครับพี่โจ

โควท
Good investing habits lead to Great return opportunities
ภาพประจำตัวสมาชิก
Bird.Songwut
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 286
ผู้ติดตาม: 185

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 12

โพสต์

ขอบคุณครับ

โควท
"มีกระแสน้ำสายหนึ่งในกิจกรรมของคน ซึ่งเมื่อมันไหลบ่าท่วมท้นจะนำไปสู่ความมั่งคั่งมหาศาล"
Investor hub : ห้องลับนักลงทุน https://www.youtube.com/@Investor_hub
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHATHANIS
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 97
ผู้ติดตาม: 22

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 13

โพสต์

ขอบคุณมากครับ

โควท
ภาพประจำตัวสมาชิก
Jimmy888
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 101
ผู้ติดตาม: 27

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 14

โพสต์

ขอบคุณครับ

โควท
ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ
AlphaBkk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 162
ผู้ติดตาม: 42

Re: สวัสดีปีใหม่และตลาดหุ้นปี 2567 ในมุมมองของผม

โพสต์ที่ 15

โพสต์

ขอบคุณมากครับคุณโจ สวัสดีปีใหม่ครับ

โควท
โพสต์โพสต์