ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว โลกนี้กำลังดีขึ้นอยู่ทุกวัน ชีวิตของเราทุกวันนี้ดีกว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ดีกว่าเมื่อ 1000 ปีที่แล้ว และดีกว่าเมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว ซึ่งลองไปหาหนังสืออย่าง Rational Opitmist, Abandunce The Futures is better than you think, More from Less หรือหนังสือประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของเทคโนโลยี ลองอ่านดูหลายๆ เล่ม แล้วคิดตามก็จะเห็นได้ว่า โลกเรากำลังดีขึ้นอยู่ทุกวัน
และมันจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนจะไปถึงจุดที่เกิด Universal Basic Income ซึ่งในพระไตรปิฎกเวลาพระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับความเจริญและความเสื่อมของโลก ก็มีพูดถึงในยุคสมัยที่โลกเจริญมากๆ เรามี AI ที่ฉลาดมาๆ และมีระบบ Universal Basic Income อยู่
ซึ่งนี่ก็จะเป็น Base Line หรือ Worst Case Scenario คือ ขอแค่ให้คุณรักษาใจในการอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุขไปเรื่อยๆ เถอะ โลกใบนี้จะดีขึ้นเอง คุณจะไม่จำเป็นต้องลงทุนเลยก็ได้ แค่คุณมีงานทำ คุณมีความสุขกับงานที่คุณทำ และได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม โลกใบนี้จะดีขึ้นเอง ขอแค่คุณรักษาชีวิตคุณผ่านช่วงเวลาต่างๆ ที่เลวร้ายที่จรมาชั่วคราวไปให้ได้ อนาคตที่ดี มีคนดีๆ เก่งๆ กำลังสร้างและจะนำมาแบ่งปันให้กับคุณเอง
ในหนังสือเรื่อง More from Less เพราะ โลกใบนี้ดีขึ้นอยู่ทุกวัน มาจากปัจจัยสำคัญ 4 อย่าง คือ 1) Technological Innovation 2) Capitalist Competition 3) Public Awareness และ 4) Resposive Government
ถ้าผมจำไม่ผิดที่เคยอ่าน A Rondom Walk Down Wall Street ในนั้นเหมือนจะบอกว่าการลงทุน Index โดยรวมดีที่สุด เพราะว่า เมื่อบริษัทเวลาทำธุรกิจประสบความสำเร็จ กำไรที่ได้จากบริษัทฯ นั้นๆ มันจะไปชดเชยขาดทุนจากกิจการที่ไม่ประสบความสำเร็จ โลกใบนี้ คือ Winner Take Most พอคนที่หา Business Model วิธีบริหาร นำเสนอสินค้าและบริการที่ โดนใจลูกค้า ช่วยลูกค้าลดต้นทุนได้ หรือนำเสนอสิ่งที่ดีขึ้น Economies of Scale ของคนที่ชนะจะทำให้กำไรที่ได้มากเกิดความคนที่แพ้ออกไป
ผมแค่คิดว่าในเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่ำ และมีปัญหาในเชิงโครงสร้างเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ลักษณะตลาดมันจะเป็น zero sum game ซึ่งนักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีข้อมูลในเชิงลึก มีเพื่อนๆ ที่ช่วยวิเคราะห์ เรียกว่ามีแต้มต่อในการลงทุน (competitive edge) ในสภาพตลาดแบบนี้ น่าจะดีกว่าไปลงทุนต่างประเทศที่ปัจจัยรายล้อมมันดูไม่ค่อยดี
ผมแค่คิดว่าในเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่ำ และมีปัญหาในเชิงโครงสร้างเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ลักษณะตลาดมันจะเป็น zero sum game ซึ่งนักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีข้อมูลในเชิงลึก มีเพื่อนๆ ที่ช่วยวิเคราะห์ เรียกว่ามีแต้มต่อในการลงทุน (competitive edge) ในสภาพตลาดแบบนี้ น่าจะดีกว่าไปลงทุนต่างประเทศที่ปัจจัยรายล้อมมันดูไม่ค่อยดี
นักลงทุน VI พยายามหา Alpha โดยพัฒนา ข้อได้เปรียบ (Competitive Edge หรือ Edge ที่คนเค้าเรียกกัน) โดยการเข้าไปซื้อกิจการที่ตัวเองคิดว่า Under Value ที่มี Margin Of Safety มากเพียงพอ แล้วถือแบบ Passive รอให้วันหนึ่งตลาดเป็นความจริงที่เกิดขึ้น
ในขณะที่ Activist Investor อย่าง Carl Icahn เข้าไปลงทุนหุ้นที่เค้าคิดว่า Under Value ไม่พอ ก็เข้าไปการเรียกร้อง ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผลักดันให้ราคาเข้าสู่มูลค่า
เกมของพวกเราในช่วงนั้น ก็คือ ศึกษา เจาะลึก แล้วก็มานำเสนอหุ้นที่เราคิดว่ามัน Under Value ให้กับเพื่อนๆ ในเว็บบอร์ด ใน Meeting Group พยายามทำตัวเป็น Catalyst ที่จะทำให้ราคาที่มัน Under Value ขึ้นเร็วที่สุดแล้วหมุนเงินไปหาหุ้นตัวใหม่มาเชียร์
อย่าง Google สิ่งที่เป็นธุรกิจ UGC Platform จริงๆ คือ YouTube และ Google Map อย่าง Facebook, Instagram อันนี้ก็คงจะรู้ๆ กันอยู่ ว่า Social Media มันมีผลขนาดไหนกับชีวิตและสังคมในยุคนี้