ถ้าตอบในมุมของ VI ที่ผมเข้าใจ คือ ถ้าหุ้นขึ้น เราจะซื้อเพิ่ม ก็ต่อเมื่อ เราไปศึกษาเหตุผลว่าทำไมมันถึงขึ้น แล้วพบว่ามีข้อมูลบางอย่างที่ออกมา ที่ทำให้มูลค่าของกิจการเปลี่ยนแปลง สูงขึ้น และทำให้มี upside มากขึ้น
แต่ถ้าไปประเมินมูลค่าแล้วมูลค่าเปลี่ยนจากเดิมไม่มากไปกว่าราคาที่เพิ่มขึ้น แสดงว่า upside น้อยลง การจะไปซื้อเพิ่ม หรือให้น้ำหนักเท่าเดิมหรือมากขึ้น ผมว่าไม่สมเหตุผลในมุมของ VI
ยกตัวอย่างเช่น ตอนแรกเราซื้อหุ้นไปโดยคาดว่ากิจการพยายามขยายตลาดใหม่ หรือมีโครงการอะไรบางอย่างที่ทำอยู่ แต่เรายังไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จไหม แล้วอยู่ๆ วันดีคืนดีหุ้นก็พุ่งขึ้น จากเหตุผลว่ามีคนไปเจาะมาว่า ผลตอบรับดีมากกว่าที่คิด หรือโครงการประสบความสำเร็จ แล้วทำให้มูลค่ากิจการสูงขึ้น แบบนี้ก็อาจซื้อเพิ่มได้ เพราะ upside มีมากขึ้น
ถ้าศึกษาวิธีการประเมินมูลค่ากิจการด้วย DCF จะพบว่ามูลค่ากิจการมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน แม้ปัจจัยต่างๆ จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ดอกเบี้ยเท่าเดิม outlook เหมือนเดิม แค่วันที่ขยับไป 1 วัน ก็ทำให้กระแสเงินสดขยับเข้ามาใกล้ 1 วัน และทำให้มูลค่าสูงขึ้นแล้ว
ดังนั้นถ้าหากเราเป็น vi ตัวจริง ต้องมีความเข้าใจครับ ว่ามูลค่ากิจการไม่ใช่อะไรที่ นิ่งสนิท ตายตัว มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และผลของมูลค่าที่เปลี่ยนแปลง เมื่อมีส่วนต่างที่มากกว่าราคาที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ทางถึง จะเป็นผลที่ผลักดันให้เราตัดสินใจ ซื้อ/ขาย เพิ่ม/ลด switch หุ้น
ผมคิดว่าการที่จะทะยอยซื้อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจราคา ใช้ได้ในระดับการลงทุนในกองทุน หรือ index fund สำหรับการลงทุนหุ้นรายตัว ที่มีการกระจายการลงทุนน้อยกว่า 20 ตัวไม่ควรทำการซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆ แบบไม่สนใจราคา
โดยส่วนตัวในการบริหารพอร์ต ผมจะมีทำ valuation ออกมา 3 ค่าใส่เอาไปด้วย คือ worst case, base case และ best case โดยทำการ standardize ออกมาดูเป็น % เพื่อใช้เทียบหุ้นแต่ละตัว ว่ามี upside และ downside ขนาดไหนอยู่ตลอด
เมื่อทำแบบนี้ เวลาเราถือหุ้นตัวหนึ่งเยอะกว่าอีกตัวทั้งๆ ที่ upside เหลือน้อยกว่าอีกตัว เราจะต้องตอบตัวเองเสมอว่า เพราะอะไร ทำไมเราถึงตัดสินใจแบบนี้ แล้วเราจะวางแผนเพิ่มหรือลดสัดส่วนหุ้นตัวนั้นเมื่อไร เรารอดูอะไร เรากังวลเรื่องอะไร เราติดปัญหาอะไร คำถามที่ตามมาเหล่านี้ จะถูกเปลี่ยนเป็นแผนปฏิบัติการต่อไปในที่สุด