OR

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
DonaldduckVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 310
Joined: Mon Jul 16, 2012 3:34 pm

Re: OR

Posts by DonaldduckVI » Fri Dec 25, 2020 10:42 pm

Credit: Marketeer Online
แบรนด์ไทยในต่างแดน! ทำความรู้จักเมนูพิเศษจาก Café Amazon ในสาขาต่างประเทศ ที่แฟนพันธุ์แท้ ไม่ควรพลาด!
.
ต่อยอดความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยม กับร้านกาแฟที่ปัจจุบันมีสาขามากที่สุดในประเทศไทยอย่าง Café Amazon ที่เปิดให้บริการไปแล้วกว่า 3,500 สาขา ทั่วประเทศไทย
.
และยังขยายสาขาออกไปต่างประเทศถึง 10 ประเทศ ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โอมาน จีน และญี่ปุ่น
.
ซึ่งนอกจากจะให้บริการเมนูเครื่องดื่ม Standard คุณภาพมาตรฐานแล้ว ยังมี “เมนู Signature และเมนูพิเศษ” รังสรรค์เฉพาะเทศกาลสำคัญของประเทศนั้น ๆ เพื่อชูเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สร้างความตื่นเต้นให้ตลาด และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายในแต่ละประเทศอีกด้วย
Marketeer พาเปิดลายแทงความอร่อยกับ “เมนู Café Amazon ในต่างแดน” จะมีเมนูอะไร โดดเด่นแตกต่างแค่ไหน ไปดูกัน!
.
🇸🇬🇸🇬 สิงคโปร์ 🇸🇬🇸🇬
นำเสน่ห์ของใบเตยหอม ๆ และมะพร้าว ที่มีทั้งความสดชื่นของน้ำและเนื้อให้เคี้ยวเพลิน ๆ มานำเสนอเป็น เมนู “Iced Bai-toey Coffee Latte” และ “Coconut Bai-toey Frappe” 2 เมนู Signature ที่ไม่สามารถหาทานได้ที่ไหน
.
🇨🇳🇨🇳 จีน 🇨🇳🇨🇳
มาเยือนแผ่นดินมังกร ไม่ควรพลาดเมนู 3 Signature อย่าง Coconut Caramel Latte, Thai Tea with a Twist และ Durian Golden Cup ที่รวมเอกลักษณ์ของวัตถุดิบคุณภาพและความละมุนของ Café Amazon เอาไว้ด้วยกัน และยังมีเมนู Yellow Banana Latte เครื่องดื่มพิเศษต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย
.
🇲🇾🇲🇾 มาเลเซีย 🇲🇾🇲🇾
Orange Mochaccino เครื่องดื่มมอคค่าผสมส้ม เมนูพิเศษเฉลิมฉลองวันตรุษจีน เต็มรสชาติกาแฟและโกโก้ของมอคค่า พร้อมด้วยความสดชื่นของส้ม เสริมสิริมงคลให้ “เฮงๆ รวยๆ” กันถ้วนทั่ว
.
🇴🇲🇴🇲 โอมาน 🇴🇲🇴🇲
ดินแดนแห่งอินทผลัม สุดยอดผลไม้มากประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าเมนูเครื่องดื่มพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติของที่นี่ จะมีส่วนผสมของอินทผลัมมาชูรสหอมหวาน ให้รสชาติความอร่อยที่แตกต่าง ถ่ายทอกลิ่นอายโอมานได้อย่างลงตัว
🇰🇭🇰🇭 กัมพูชา 🇰🇭🇰🇭
ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของ PTT (Cambodia) Limited ด้วย White Malt Mocha Delight และ White Malt Caramel Cookies เมนูเครื่องดื่มผสมไวท์มอลต์ 2 แบบ ที่ได้รับเสียงตอบรับจากแฟน ๆ เป็นอย่างดี
.
ท่านใดมีโอกาสเดินทางไปเยือนประเทศเหล่านี้ อย่าลืมแวะชิมเมนูพิเศษจาก Café Amazon กันนะ รับรองว่ารสชาติอร่อยเด็ด พิเศษไม่เหมือนใครแน่นอน !
.
#CaféAmazon #MarketeerOnlineแบรนด์ไทยในต่างแดน! ทำความรู้จักเมนูพิเศษจาก Café Amazon ในสาขาต่างประเทศ ที่แฟนพันธุ์แท้ ไม่ควรพลาด!
.
ต่อยอดความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยม กับร้านกาแฟที่ปัจจุบันมีสาขามากที่สุดในประเทศไทยอย่าง Café Amazon ที่เปิดให้บริการไปแล้วกว่า 3,500 สาขา ทั่วประเทศไทย
.
และยังขยายสาขาออกไปต่างประเทศถึง 10 ประเทศ ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โอมาน จีน และญี่ปุ่น
.
ซึ่งนอกจากจะให้บริการเมนูเครื่องดื่ม Standard คุณภาพมาตรฐานแล้ว ยังมี “เมนู Signature และเมนูพิเศษ” รังสรรค์เฉพาะเทศกาลสำคัญของประเทศนั้น ๆ เพื่อชูเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สร้างความตื่นเต้นให้ตลาด และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายในแต่ละประเทศอีกด้วย
Marketeer พาเปิดลายแทงความอร่อยกับ “เมนู Café Amazon ในต่างแดน” จะมีเมนูอะไร โดดเด่นแตกต่างแค่ไหน ไปดูกัน!
.
🇸🇬🇸🇬 สิงคโปร์ 🇸🇬🇸🇬
นำเสน่ห์ของใบเตยหอม ๆ และมะพร้าว ที่มีทั้งความสดชื่นของน้ำและเนื้อให้เคี้ยวเพลิน ๆ มานำเสนอเป็น เมนู “Iced Bai-toey Coffee Latte” และ “Coconut Bai-toey Frappe” 2 เมนู Signature ที่ไม่สามารถหาทานได้ที่ไหน
.
🇨🇳🇨🇳 จีน 🇨🇳🇨🇳
มาเยือนแผ่นดินมังกร ไม่ควรพลาดเมนู 3 Signature อย่าง Coconut Caramel Latte, Thai Tea with a Twist และ Durian Golden Cup ที่รวมเอกลักษณ์ของวัตถุดิบคุณภาพและความละมุนของ Café Amazon เอาไว้ด้วยกัน และยังมีเมนู Yellow Banana Latte เครื่องดื่มพิเศษต้อนรับฤดูใบไม้ร่วงให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย
.
🇲🇾🇲🇾 มาเลเซีย 🇲🇾🇲🇾
Orange Mochaccino เครื่องดื่มมอคค่าผสมส้ม เมนูพิเศษเฉลิมฉลองวันตรุษจีน เต็มรสชาติกาแฟและโกโก้ของมอคค่า พร้อมด้วยความสดชื่นของส้ม เสริมสิริมงคลให้ “เฮงๆ รวยๆ” กันถ้วนทั่ว
.
🇴🇲🇴🇲 โอมาน 🇴🇲🇴🇲
ดินแดนแห่งอินทผลัม สุดยอดผลไม้มากประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าเมนูเครื่องดื่มพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติของที่นี่ จะมีส่วนผสมของอินทผลัมมาชูรสหอมหวาน ให้รสชาติความอร่อยที่แตกต่าง ถ่ายทอกลิ่นอายโอมานได้อย่างลงตัว
🇰🇭🇰🇭 กัมพูชา 🇰🇭🇰🇭
ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของ PTT (Cambodia) Limited ด้วย White Malt Mocha Delight และ White Malt Caramel Cookies เมนูเครื่องดื่มผสมไวท์มอลต์ 2 แบบ ที่ได้รับเสียงตอบรับจากแฟน ๆ เป็นอย่างดี
.
ท่านใดมีโอกาสเดินทางไปเยือนประเทศเหล่านี้ อย่าลืมแวะชิมเมนูพิเศษจาก Café Amazon กันนะ รับรองว่ารสชาติอร่อยเด็ด พิเศษไม่เหมือนใครแน่นอน !
.
#CaféAmazon #MarketeerOnline



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Sat Dec 26, 2020 10:25 am

อนาคต โออาร์ ในฐานะ Flagship ของกลุ่ม ปตท. ด้านการค้าน้ำมัน-ค้าปลีก
นาทีนี้นักลงทุนคงตั้งตารอ IPO ที่ถือเป็นอีกบิ๊กดีลที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ นั่นคือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ซึ่งดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 40 ปี ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี รวมทั้งแบรนด์ “PTT Station” ของบริษัท สื่อถึงความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพ และความสะดวกครบครันในที่เดียว โดยขณะนี้ โออาร์ ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) กับสำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ของ โออาร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย โออาร์ จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ไม่เกิน 3 พันล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO (บนสมมติฐานว่าจะมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) และวันนี้เราจะมาเปิดมุมมองและวิสัยทัศน์ในการขยายธุรกิจรวมไปถึงแผนงานของ โออาร์ จาก CEO กัน

ผ่าธุรกิจ

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์ เปิดเผยว่า สำหรับโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ประกอบไปด้วยสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีการค้าส่งในตลาดพาณิชย์ ซึ่งเป็นการจำหน่ายให้แก่ลูกค้าต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในประเทศและต่างประเทศ การจำหน่ายน้ำมันเตาสำหรับเรือขนส่ง และการจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ 2. ถือเป็นพระเอกของ โออาร์ คือกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ หรือ Retail อาจจะเรียกว่าอีกอย่างว่าธุรกิจ Non-Oil เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ ร้านกาแฟ “คาเฟ่อเมซอน” ซึ่งเป็นแบรนด์กาแฟชั้นนำของประเทศไทยที่ โออาร์ พัฒนาขึ้นเอง นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจ Non-Oil อื่นๆ เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์อื่นๆ และการให้เช่าพื้นที่ เป็นต้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ 3. คือกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ปัจจุบัน โออาร์ ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศรวม 10 ประเทศ

เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน และทำให้คนไทยมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอและทั่วถึง ที่ผ่านมาสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ก็ถือเป็นสถานีบริการน้ำมันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด เพราะเมื่อเข้ามาในสถานีบริการน้ำมัน ผู้บริโภคจะได้รับความสะดวกสบาย จึงทำให้โออาร์ มุ่งเน้นการขยายธุรกิจ Non-Oil จนเกิดแพลตฟอร์ม Oil และ Non-Oil ที่ผสมผสานกัน ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบัน โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station กว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)ขณะที่ร้านคาเฟ่อเมซอน มีกว่า 3,400 แห่งในประเทศไทยและต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ซึ่งถือว่ามีจำนวนสาขามากเป็นอันดับ 6 ของแบรนด์ร้านกาแฟทั่วโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) ขณะที่ตลาดต่างประเทศบริษัทก็เข้าไปดำเนินธุรกิจแล้วถึง 10 ประเทศ ดังนั้น ปตท. จึงเล็งเห็นว่าหากนำ โออาร์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นโอกาสที่จะเกิดความเข้มแข็งในการขยายธุรกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ปรับโครงสร้าง

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ทาง ปตท. จึงได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยการโอนธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-oil) ให้กับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ โดยรูปแบบธุรกิจของ โออาร์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะใช้หลักการในการดำเนินธุรกิจเพื่อ “เติบโตไปด้วยกัน” ดังนั้น โมเดลธุรกิจที่ โออาร์ เป็นเจ้าของ ลงทุนเอง และดำเนินการเอง (Company-Owned-Company-Operated หรือ COCO) จึงมีจำนวนประมาณ 20% และอีกราว 80% โออาร์จะเน้นให้เป็นการดำเนินการของทางดีลเลอร์ (Dealer-Owned-Dealer-Operated หรือ DODO) หรือในรูปแบบแฟรนไชส์

โดยหากเป็นสถานีบริการน้ำมันจะเรียกผู้ให้บริการว่า “ผู้แทนจำหน่าย” หรือ “ดีลเลอร์” ส่วนถ้าเป็นร้านคาเฟ่อเมซอนจะเรียกว่า “ผู้รับสิทธิแฟรนไชส์” โดย โออาร์ มีหน้าที่พัฒนาสินค้าและช่วยทำการตลาด พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) เข้ามามีส่วนในการ “เติบโตไปด้วยกัน” ซึ่งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station นั้น มีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อันดับ 1 เป็นระยะเวลากว่า 23 ปีต่อเนื่องกัน ขณะที่ก๊าซหุงต้ม ปตท. นั้นมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 เป็นระยะเวลากว่า 26 ปี ส่วนผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ก็มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 มากว่า 10 ปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) ซึ่งเป็นความสำเร็จจากการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการและการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผสมผสานธุรกิจ Oil และ Non-Oil เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ทั้งนี้ โออาร์ ถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจปลายน้ำของ ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ ภายใต้วิสัยทัศน์ที่จะเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสังคม รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสมดุล โดยภายหลังจากการปรับโครงสร้างแล้ว เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 โออาร์ จึงได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และได้รับการอนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ของ โออาร์ จากสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ส่วนระยะเวลาที่จะเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไข คือ สภาวะตลาดและการมีผลบังคับใช้ของแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวนของบริษัท

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากการ IPO นั้น ปตท. จะมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 75% จากเดิมที่ถือหุ้นอยู่ที่ประมาณ 100% ดังนั้น ภายหลังการ IPO สถานะของ โออาร์ ก็ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่ง โออาร์ สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าการเป็นรัฐวิสาหกิจจะไม่เป็นอุปสรรคกับการทำธุรกิจและการขยายธุรกิจ เพราะหากนับจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2561ที่มีการแยกจาก ปตท. โออาร์ ก็ยังคงขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแม้จะยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยดูได้จาก 3 เรื่องคือ ในแง่ยอดขาย ทางสถานีบริการน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และผลิตภัณฑ์หล่อลื่นยังมีมาร์เก็ตแชร์อันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง หากมองในเรื่องของการขยายการลงทุน นับว่ามีความคล่องตัวมากขึ้นเพราะมีพันธมิตรที่เข้ามาร่วมลงทุนกับ โออาร์ เช่น การเข้าลงทุนใน Flash Express และล่าสุดก็ได้เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟโดยไปเน้นที่ธุรกรรมต้นน้ำเป็นหลัก

นอกจากนี้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บริษัทมีการไปตั้งบริษัทย่อยที่ประเทศจีน โดยถือหุ้นทางตรงในสัดส่วน 100% เพื่อทำธุรกิจทางด้านน้ำมันหล่อลื่นและธุรกิจร้านคาเฟ่อเมซอน นอกจากนี้ ในประเทศเมียนมา โออาร์ เข้าไปร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อทำธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ และล่าสุดได้มีการร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัลเปิดบริษัทร่วมทุนเพื่อทำธุรกิจร้านคาเฟ่อเมซอน ที่ประเทศเวียดนาม ดังนั้น แม้หลังการ IPO โออาร์ จะยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจของ โออาร์ อย่างแน่นอน เพราะยังคงมีความสามารถในการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาจะเห็นว่า โออาร์ เป็นผู้นำในการพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมเกษตรกรไทยมาใช้ เช่น น้ำมันไบโอดีเซลชนิดต่าง ๆ จึงนับเป็นจุดแข็งของ โออาร์ ที่จะขยายธุรกิจต่อไป ซึ่งจะเน้นในการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสนับสนุนการเติบโตซึ่งกันและกัน

จุดเด่น

“จุดเด่นของเราเลยคือ เป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของสถานีบริการน้ำมัน เรามีสถานีบริการน้ำมัน PTT Stationเป็นแพลตฟอร์มทำให้มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจ Non-Oil ได้อีกมาก ส่วนที่เราประสบความสำเร็จแล้วอย่างร้านคาเฟ่อเมซอน อีกทั้งตลาดต่างประเทศของบริษัทก็มีการขยายและประสบความสำเร็จแล้วอย่างในประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว ดังนั้น สินค้าและบริการของ โออาร์ จึงมีโอกาสต่อยอดไปประเทศอื่นได้อีก ข้อสำคัญอีกเรื่อง คือ ทีมงานทั้งระดับบริหารและพนักงานของเรามีความชำนาญในธุรกิจนี้ และการเป็น Flagship ของกลุ่ม ปตท. ก็ทำให้ โออาร์ มีพาร์ทเนอร์ที่มีความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมครบวงจร และความน่าเชื่อถือทางการเงิน”

ขณะที่นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงินของ โออาร์กล่าวต่อว่า โออาร์ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับแผนการขยายธุรกิจ ทั้ง 3 กลุ่มหลัก โดยแผนธุรกิจใหม่นั้นจะมีการนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอีกครั้งในช่วงปลายปี เดิมบริษัทวางงบลงทุน 5 ปี (2564-2568) ไว้ที่ 7.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นงบลงทุนในส่วนธุรกิจน้ำมันประมาณ 34% ธุรกิจ Non-Oil ประมาณ 17% ธุรกิจต่างประเทศประมาณ 21% ขณะที่ธุรกิจอื่น S-curve รวมไปถึง M&A จำนวน 28% ทั้งนี้ หากจะเทียบในด้านกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย EBITDA (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 สัดส่วนกว่า 68.7% จะมาจากธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจ Non-Oil ประมาณ 25.1% และอีก 5.8% มาจากต่างประเทศ ซึ่งบริษัทจะให้ความสำคัญในการลงทุนในส่วนของ ธุรกิจ Non-Oil และธุรกิจต่างประเทศมากขึ้น แต่ธุรกิจน้ำมันก็เป็นส่วนสำคัญที่บริษัทมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว

แผนอนาคต

ทั้งนี้ ตามแผนการลงทุนของบริษัท สำหรับธุรกิจน้ำมัน บริษัทมีแผนที่จะขยายจำนวนสถานีบริการในประเทศไทยเป็นกว่า 2,500 สถานีภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 1,900 สถานี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ส่วนร้านคาเฟ่อเมซอน คาดว่าจะเพิ่มจำนวนสาขาในประเทศไทยเป็นกว่า 5,200 สาขา จากปัจจุบันที่มีกว่า 3,100 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศ โออาร์ มีแผนที่จะขยายสถานีบริการน้ำมันเป็นเท่าตัวจากปัจจุบันที่มีอยู่ 329 สถานี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) เป็นกว่า 650 สถานี ส่วนร้านคาเฟ่อเมซอน จะขยายเป็นเท่าตัวเช่นเดียวกันจากปัจจุบันที่มีอยู่ 272 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) เป็นกว่า 550 สาขา โดยจะเน้นการขยายสถานีบริการและร้านคาเฟ่อเมซอนในประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว นอกจากนี้ บริษัทก็จะลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับธุรกิจด้วย รวมไปถึงการขยายในส่วนของธุรกิจ Non-Oil เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร เช่น การก่อสร้างโรงงานเบเกอรี่ส่วนกลาง โรงผลิตผงผสมเครื่องดื่ม และศูนย์กระจายสินค้าสำหรับธุรกิจคาเฟ่อเมชอน

นอกจากนี้ โออาร์ กำลังสร้างศูนย์กระจายสินค้าของผลิตภัณฑ์หล่อลื่นอัตโนมัติ (Automated Lubricants Distribution Center) ที่ทันสมัย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 ซึ่งนำระบบออโตเมชั่นมาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนการขยายตลาดต่างประเทศก็ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ในประเทศเพื่อนบ้านรวมไปถึงประเทศจีนและโอมานที่ยังมีโอกาสอีกมากทั้งสถานีบริการน้ำมันและร้านคาเฟ่อเมซอน แต่ทั้งนี้การขยายตลาดในแต่ละประเทศก็จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับประเทศนั้นด้วย



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Dec 30, 2020 8:40 am

PTTปีหน้ากำไรยังแกร่ง ซื้อวันสุดท้ายได้สิทธิOR

ยังทัน! นักลงทุนต้องการได้สิทธิจอง IPOของ OR ต้องซื้อหุ้น PTT วันนี้ (30 ธ.ค.) วันสุดท้าย เหตุ PTT จะขึ้นเครื่องหมาย XB ใน 4 ม.ค.2564 เพื่อกำหนดรายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิจองซื้อ 5 ม.ค. นี้ อัตราจัดสรร 95 หุ้น PTTได้รับการจัดสรรหุ้น OR จำนวน 1 หุ้น โบรกเกอร์ชี้กระตุ้นแรงซื้อระยะสั้น ประเมินผลงาน PTT ปีหน้ากลับมาฟื้นตัว มองกำไรพุ่ง 601% จากบริษัทในเครือที่กลับมาดีขึ้น

จากการที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTTกำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ได้รับการจัดสรรหุ้น IPO ของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดยจะจัดสรหุ้น OR จำนวน 300 ล้านหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้น ปตท. ในอัตราส่วน 95 หุ้น PTT จะได้รับการจัดสรร 1 หุ้น OR โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ (XB) เป็นวันที่ 4 มกราคม 2564 และวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิจองซื้อ ในวันที่ 5 มกราคม 2564

ทั้งนี้ OR จะเสนอขายหุ้น IPOทั้งหมดจำนวนไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้นคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียน จะเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป จำนวนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกินหรือกรีนชูจำนวนไม่เกิน 390 ล้านหุ้น

นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เปิดเผยว่า การจัดสรรหุ้น OR ให้กับผู้ถือหุ้น PTT ที่ระดับ 95 หุ้นต่อ 1 หุ้น OR นั้นสัดส่วนดังกล่าวเป็นไปตามคาด และมองว่าราคาหุ้นของ PTT ได้รับปัจจัยกระตุ้นระยะสั้น จากการที่นักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้น OR จะต้องเข้าซื้อหุ้น PTT ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 นี้ และถือหุ้นข้ามไปถึงปีหน้า และมองว่าหุ้น IPO ของ ORจะเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น PTTปัจจุบันนี้ใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ ประเมินไว้ที่หุ้นละ 45 บาท ดังนั้นจึงมี Upside เหลืออยู่ที่จำกัด ดังนั้นจึงแนะนำเพียงซื้อเก็งกำไรในหุ้น PTT เท่านั้น

**แนวโน้มกำไร PTT ฟื้น

นายเบญจพล กล่าวว่า หากพิจารณาในด้านปัจจัยพื้นฐานของหุ้น PTT ประเมินว่าในปี 2564 กำไรในปีหน้าจะฟื้นตัว และสูงกว่าปีนี้ เนื่องจากได้รับผลบวกจากบริษัทลูกในเครือ ที่ผลประกอบการดีขึ้น เมื่อเทียบกับปีนี้ที่บริษัทลูกขาดทุนสต็อกน้ำมัน โดยประเมินว่าในปีหน้าธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น จะได้ประโยชน์จากภาพรวมเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัว ซึ่งในอนาคตก็มีโอกาสปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นได้ หากเศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้ดีกว่าคาด

ในบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ ได้คาดการณ์ผลประกอบการของ PTT งวดปี 2563 จะมีกำไร 40,898 ล้านบาท ส่วนในปี 2564 คาดว่าจะมีกำไรอยู่ที่ 65,768 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 601%

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง มองว่า ราคาหุ้น PTT ขณะนี้ได้ปรับขึ้นมาตอบรับปัจจัยเกี่ยวกับหุ้น OR แล้ว และมองปัจจัยนี้ไม่มีผลต่อราคาหุ้นมากนัก เนื่องจากการที่นักลงทุนต้องการจะได้หุ้น OR ขณะนี้จะต้องใช้เงินประมาณ 4 พันบาท ถึงจะได้จัดสรรหุ้น OR จำนวน 1 หุ้น ถ้าต้องการ OR 100 หุ้นต้องใช้เงิน 4 แสนบาท ดังนั้นจึงมองว่าราคาหุ้น PTTไม่น่าจะรับผลบวกมากแล้ว

“มองแล้วตอนนี้ไม่น่าจะส่งผลบวกต่อหุ้น ปตท.แล้ว เพราะหากเราคำนวณดูการที่จะได้หุ้น OR จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก จากสัดส่วนที่กำหนด 95 หุ้น ปตท. จะได้ 1 หุ้น OR นั้น เท่ากับว่า จะต้องใช้เงินประมาณเกือบ 4,000 บาท ถึงจะซื้อหุ้น ปตท.ได้ 95 หุ้น และได้หุ้น OR จำนวน 1 หุ้น ซึ่งคาดว่าหุ้น OR ราคาหุ้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 10 กว่าบาท ไม่เกิน 20 บาทต่อหุ้น”แหล่งข่าวกล่าว

**หุ้น OR น่าสนใจ

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด(มหาชน) มองหุ้น OR มีความน่าสนใจ จากโอกาสในการเติบโตต่อเนื่องทั้งในประเทศและภูมิภาค จากธุรกิจน้ำมัน ที่ขยายตามการเพิ่มสถานีบริการ ราว 9% ต่อปี หรือประมาณ 208 สาขาต่อปี โดยจำนวนสถานีบริการสิ้นปี 2562 อยู่ที่ราว 2,213 แห่ง และมองว่าการเติบโตในภูมิภาคที่ดี จากอัตราการใช้น้ำมันต่อหัวยังเพิ่มได้อีก และฐานลูกค้าพาณิชย์ที่เติบโต ส่วนธุรกิจ non-oil มีการเติบโตเช่นกัน ตามการขยายร้านค้า โดยเฉพาะร้านกาแฟค่าเฟ่อเมซอน และพื้นที่เช่า ตามการขยายตัวของสถานีบริการ



mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1744
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: OR

Posts by mezzo » Wed Dec 30, 2020 6:01 pm

phpBB [video]



mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1744
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: OR

Posts by mezzo » Thu Dec 31, 2020 9:53 am




pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Mon Jan 04, 2021 6:56 pm

คอลัมน์ STOCK GOSSIP: ปตท.ประเดิมสิทธิซื้อหุ้น'โออาร์' คาดหนุนราคาหุ้นรับปีฉลู
Source - กรุงเทพธุรกิจ
Monday, January 04, 2021 05:00
รมย์รัมภา เริ่มรู้
กรุงเทพธุรกิจ

ข้ามปี 2564 ตลาดหุ้นไทยต้องเตรียม ต้อนรับการเข้าตลาดหุ้นของไอพีโอ ขนาดใหญ่ที่จะทยอยต่อคิวกัน ซึ่งรายใหญ่ ที่ถูกคาดหมายจะเพิ่มมาร์เก็ตแคป ให้กับตลาดหุ้นไทยได้ไม่น้อย บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ของกลุ่ม ปตท.

การกระจายหุ้นในครั้งนี้จะมีส่วนของ กลุ่มผู้ถือหุ้นแม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เข้ามามีส่วนด้วย ซึ่งหากนักลงทุนติดตามและต้องการ มีส่วนรวมในหุ้นบริษัทนี้ และต้องการ ได้รับสิทธิซื้อหุ้นผ่านการถือหุ้น PTT ได้มีการกำหนดรับสิทธิจัดสรรหุ้น OR หรือขึ้นเครื่องหมาย XB กันทันทีในวันที่ 4 ม.ค.2564 จากนั้นจะมีการกำหนดจัดสรรหุ้น ในวันที่ 5 ม.ค.2564 เบื้องต้นจะอยู่ที่ ประมาณ 95 หุ้นสามัญ PTT ต่อ 1 หุ้นสามัญ ของ OR (ในกรณีที่มีเศษของหุ้นที่เกิดจาก การคำนวณให้ปัดเศษของหุ้นนั้นทิ้ง) เนื่องจากOR จะเสนอขายและจัดสรร หุ้นสามัญเพิ่มทุนรวม 300 ล้านหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้น PTT โดยคณะกรรมการ PTT มีมติว่าได้รับสิทธิการจัดสรรหุ้น (Pre-emptive Ratio)

การเข้าตลาดหุ้นของ OR สร้าง ความน่าสนใจจากการเป็นหุ้นใหญ่ และ กำไรดี เป็นที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน จากธุรกิจค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ทั้งในและต่างประเทศเป็นกลุ่มรายได้ Non Oil ที่เติบโตมาตลอดและ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มที่ต้องการเพิ่มการเติบโตในส่วนนี้จากกำไรขั้นต้น ที่สูง และการหนีจากคำว่า "ผูกขาด"

โดยมีโครงสร้างรายได้หลักมาจาก ธุรกิจน้ำมัน มีสัดส่วน 91.1% ของรายได้รวม เช่น ปั๊ม PTT มีสาขา 1,911 สาขา ลูกค้าตลาดพาณิชย์ หรือ ลูกค้าที่บริหารจัดการปั๊ม 2,600 ราย ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto 50 แห่ง ซึ่งรายได้ในกลุ่มนี้ มีกำไรขั้นต้นสูงถึง 70.1% และยังมีกำไร (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) หรือ EBITDA ถึง 70.6% จึงเรียกได้ว่าเป็นรายได้ที่สร้าง ทั้งกำไรและส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงถึง 40% จนยากที่จะมีคู่แข่ง

ตามการประเมินบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)โนมูระ พัฒนสิน มองบวกต่อ การประกาศวันกำหนดรายชื่อฯ ที่ได้สิทธิ ในการจองซื้อหุ้น OR (Pre-emptive right) อาจส่งผลให้ มีความต้องการหุ้น PTT เพื่อรับสิทธิในการจองซื้อหุ้น IPO ของ OR ช่วงก่อนวัน XB

รวมถึง ความคาดหวังต่อมูลค่าตลาดของ OR หลังเข้าตลาดที่ส่งผลบวกให้ PTT (unlock value) หลัง PE มีแนวโน้มที่จะซื้อขาย สูงขึ้นตาม/สูงกว่า คู่แข่งในตลาด (ปัจจุบัน คู่แข่งที่ PE สูงสุดคือ PTG อยู่ที่ราว 18 เท่า) เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่มูลค่าถูกถัวกับ PTT ที่ PE อยู่ที่ราว 10-14 เท่าในช่วงปี 2559-2562 โดยได้ประเมิน sensitivity ของมูลค่าตลาด OR หลัง IPO ที่ส่งผล กระทบต่อ TP21F ของ PTT

ด้าน บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมินอัตราส่วนที่ได้รับสิทธิจริง (ซึ่งจะประกาศในภายหลัง) น่าจะมากขึ้นกว่านี้ (<95 หุ้น) เนื่องจาก OR จะเสนอขายและจัดสรร หุ้นดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้น PTT ซึ่งมี ถิ่นที่อยู่ในไทยเท่านั้น (ผู้ถือหุ้นที่มีที่อยู่ในการจัดส่งเอกสารนอกประเทศไทย จะไม่ได้รับสิทธินี้)

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือน พ.ย. PTT ได้ประกาศเพิ่มจำนวนหุ้นเพื่อการจัดสรรหุ้น ส่วนเกิน (Over-Allotment) จากไม่เกิน 300 ล้านหุ้นเป็นไม่เกิน 390 ล้านหุ้น โดยเป็นหุ้นที่ยืมจาก PTT มาจัดสรรไปก่อน และจะมีกระบวนการซื้อหุ้นใน SET (กรณีที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคา IPO) เพื่อนำมาคืนในภายหลัง (Greenshoe option) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการ ช่วยดูแลราคาหุ้นได้ดีในช่วงแรกดังเช่นกรณีหุ้น IPO ของ SCGP

สำหรับคำแนะนำปรับเพิ่มเป็น "ซื้อเก็งกำไร" แม้ราคาหุ้น PTT จะปรับขึ้น ต่อเนื่องทำให้ไม่มีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายใหม่ที่ปรับเพิ่มเป็น 40 บาท (จากการปรับราคา เป้าหมาย PTTEP) แต่มีมุมมองเชิงบวก ต่อหุ้น PTT ในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ทั้งการทำ IPO หุ้น OR และทิศทางกำไร ใน 4Q63F ขณะที่ในระยะยาวจะได้ แรงหนุนของการขยายลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น ซื้อเก็งกำไร (เดิม ซื้อเมื่ออ่อนตัว) ทั้งนี้ หุ้น PTT เป็นหุ้นที่ต่างชาติเพิ่มสัดส่วนการถือครอง ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. และ มียอดซื้อสุทธิผ่าน NVDR สูงถึง +5 พันล้านบาท ใน 3 เดือนที่ผ่านมา

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 ม.ค. 2564



DonaldduckVI
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 310
Joined: Mon Jul 16, 2012 3:34 pm

Re: OR

Posts by DonaldduckVI » Sat Jan 09, 2021 2:15 pm

phpBB [video]



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Sun Jan 10, 2021 1:24 pm

OR ขาย IPO ปลายม.ค.จังหวะดี มาร์เก็ตแคปเกิน 2 แสนลบ.หนุน PTT

10/01/2021 11:02

”ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก”พร้อมเสนอขาย 3,000 ล้านหุ้นปลายม.ค.นี้ คาดเข้าซื้อขายใน SETกลางก.พ. บล.กรุงศรีประมาณการกำไรปี 63 ร่วม 1.4 หมื่นล้านบาท มาร์เก็ตแคป 2.09 แสนล้านบาท หนุนมูลค่าหุ้นปตท.ปรับเป้าราคาเป็น 48 บาท บลจ.เมอร์ชั่นฯคาดราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปีนี้ 65 เหรียญสหรัฐฯ บวกต่อหุ้นพลังงาน บล.ทิสโก้คาด PTTGC ,BBL,KKP ยังไปต่อ

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก(OR) พร้อมจะเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (IPO) ในปลายเดือนม.ค.นี้ โดยเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน 390 ล้านหุ้น รวม 3,000ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้(พาร์หุ้นละ) 10 บาท คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) ประมาณกลางเดือนก.พ.นี้

PTTOR ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่

นายณภัทร จันทรเสรีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ปัจจัยพื้นฐาน ด้านหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี เปิดเผยว่า ได้ปรับคำแนะนำหุ้นบริษัทปตท.( PTT) เป็น “ซื้อ” และเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 48 บาท จากการปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น รวมราคาเป้าหมายของบริษัทลูก บริษัทร่วมค้า และ OR เข้าไปในประมาณการ โดยในปี 2563 คาด OR มีกำไร 1.04 หมื่นล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ 2.09 แสนล้านบาท

นอกจากนี้มูลค่าของปตท.ยังปรับขึ้นตามความต้องการน้ำมัน ส่วนผลกระทบจากความต้องการน้ำมันจากรถยนต์ไฟฟ้า(EV) จะจำกัดในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน

ด้าน นักวิเคราะห์ 10 ราย ให้ราคาปตท.เฉลี่ย 46.38 บาท ราคากลาง 45.75 บาท บล.บัวหลวงให้เป้าหมายสูงสุด 54 บาท และบล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ให้ต่ำที่สุด 40 บาท ขณะที่ราคาปิดที่ 42.75 บาท วันที่ 9 ม.ค.2564

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ยิ่งส่งผลต่อดีหุ้นพลังงาน ซึ่งตามกระแสการลงทุนของโลก หุ้นวัฏจักรจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันเริ่มปรับลดการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ในตลาดหุ้นไทยมีหุ้นวัฏจักรจำนวนมาก เชื่อว่าหุ้นในไทยจะเป็นเป้าหมายและจะปรับตัวดีขึ้นกว่าตลาดแน่นอน

“ส่วนการลงทุนนั้น เราจะเห็นว่ามูลค่าปรับขึ้นสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก จึงประเมินด้วยมูลค่าไม่ได้ ให้มองถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือธีมการลงทุนของโลกในตอนนี้ สนใจหุ้นวัฏจักร ผมชอบหุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี การเงินต่างๆ ส่วนกองทุน Tech นั้นถ้าราคาปรับลดลงมาก็ซื้อได้ เพราะในอนาคตยังไงก็ปรับขึ้นอยู่ดี” นายประกิต กล่าว

ด้านนายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ปีนี้มองกลยุทธ์ลงทุนหุ้นวัฏจักร จะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยหุ้นขนาดใหญ่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งแนะนำเลือกลงทุนรายตัวในหุ้นที่ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก ให้ PTTGC ,BBL และ KKP



miracle
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 18122
Joined: Sat Dec 18, 2004 1:38 pm

Re: OR

Posts by miracle » Mon Jan 11, 2021 12:27 pm

จุดเด่นของ OR คือ อะไร
1. ลูกค้าที่ใช้บริการสม่ำเสมอ มีสามประเภท คือ
1.1 ภาครัฐ และ รัฐวิสาหกิจ อันนี้ ก็เติมกันประจำอยู่แล้ว แวะได้แต่ที่นี้เท่านั้น (จัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมีระบุไว้)
1.2 ภาคเอกชนที่ใช้บริการผ่าน fleet card อันนี้ ร่วมมือกับธนาคารที่ออกวงเงินในการรูดใช้น้ำมันก่อน แล้วเก็บที่หลัง
เคลียร์ริ่งเป็นรอบบัญชีไป
1.3 ภาคประชาชนที่สะสมมูลค่าผ่าน บัตร
เมื่อลูกค้าเข้าใช้งานสม่ำเสมอ แต่ทว่า ยังข้อต่อไป
2. ปั้มของ OR อยู่บนเส้นทางหลัก และมีขนาดใหญ่ ต่อยอดได้จาก จุดแวะพักรถ คือ
2.1 เข้าห้องน้ำ เป็นปั้มแรกๆๆ ที่ชู ห้องน้ำสะอาด
2.2 เมื่อแวะเสร็จ ก็ต้องมีที่รับประทานอาหาร หรือ ซื้อกาแฟ ก็มาเป็นร้าน คาเฟอะเมซอน
ไม่พอ ก็ต้องมีร้านสะดวกซื้อ ซึ่ง 7-11 น่าจะหมดสัญญาในเร็วๆนี้ แล้วต่อยอดเป็น ร้านจิ๊ฟฟี่ หรือเปล่าติดตามตอนต่อไป
2.3 แวะทานอาหารมีร้านอาหาร เลย
2.4 แวะซื้อของ มีร้านของฝาก หรือ ร้านขายของที่ระลึก อันนี้เชื่อมโยงกับชุมชน แต่ไม่เห็นเท่าไร

ข้อเสีย
1. trend ที่เปลี่ยนแปลงจากรถน้ำมันไปเป็นรถไฟฟ้า หรือ EV เร็วแค่ไหน
2. การทำตัวปั้มเป็น ห้างสรรพสินค้า หรือ สถานที่มีกิจกรรมมากขึ้นกว่าปัจจุบัน
3. margin ของ น้ำมันที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงตามค่าการกลั่นของตลาดโลก

:)


pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Tue Jan 12, 2021 5:38 pm

โบรกเกอร์ คาด OR เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 10 ก.พ. และเตรียมที่จะเริ่มนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนในช่วงสัปดาห์หน้า

รายงานข่าวจากวงการโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เตรียมเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนท่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น (รวมกรีนชู) ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค. ก่อนที่จะกำหนดราคาเสนอขาย IPO สุดท้ายประมาณวันที่ 1 ก.พ. และคาดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 10 ก.พ.นี้ ขณะที่ OR เตรียมที่จะเริ่มนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนในช่วงสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ OR เป็นบริษัทในกลุ่มมบมจ.ปตท. (PTT) จะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเสนอขายได้แล้วของบริษัทภายหลังเสนอขาย IPO แบ่งเป็น เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นจำนวนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น (รวมการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มี Pre-emptive Rights จำนวนไม่เกิน 300 ล้านหุ้น) และเสนอขายเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 390 ล้านหุ้น โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 9,000 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 10 บาท PTT ถือหุ้น 100% หลังการเสนอขายหุ้น IPO ภายใต้สมมติฐานว่าจะมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวนจะมีหุ้นจดทะเบียนจำนวน 12,000 ล้านหุ้น ขณะที่หลังการเสนอขายหุ้น IPO แล้ว PTT จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ OR ด้วยการถือหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 75%

สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินของ OR ได้แก่ บล.ฟินันซ่า ,บล.เกียรตินาคินภัทร ,บล.บัวหลวง ,บล.กสิกรไทย และ บล.ทิสโก้

OR ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่ โดยมีแบรนด์สถานีบริการน้ำมัน คือ ptt station และแบรนด์ร้านกาแฟ คือ คาเฟ่อเมซอน

โบรกเกอร์ ยังประเมินว่า หุ้น OR จะมีมาร์เก็ตแคปที่ราคา IPO ราว 2.3 แสนล้านบาท



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Tue Jan 12, 2021 5:49 pm

📌เดาใจ OR จะเคาะราคา IPO เท่าไหร่?

ขอเล่าที่มาที่ไปก่อนว่าสืบเนื่องมาจากแอดมินได้รับแชทหลุดเกี่ยวกับ Timeline การขายหุ้น IPO ของ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR)
.
ที่โบรกเกอร์ส่งถึงลูกค้ารายใหญ่ (ไม่ใช่แอดมินนะ เป็นแหล่งข่าวของแอดมินอีกที อิอิ)
.
📌ข้อความสำคัญดังนี้
- 18 ม.ค. โรดโชว์นักลงทุนรายย่อย

- 19 ม.ค. โรดโชว์นักลงทุนสถาบัน

- 25-29 ม.ค. นักลงทุนบุคคลและนักลงที่ได้สิทธิจากหุ้นแม่ PTT จองซื้อ ทั้งผ่านโบรกเกอร์และธนาคาร

- 1 ก.พ. เคาะราคาสุดท้าย IPO

- 10 ก.พ. เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
.
📌OR จะขาย IPO ทั้งหมด 3,000 ล้านหุ้น แบ่งเป็น

-การกระจายหุ้นปกติ จำนวน 2,300 ล้านหุ้น
-ให้สิทธิผู้ถือหุ้น PTT (95 : 1) จำนวน 300 ล้านหุ้น
-กรีนชู 300 ล้านหุ้น
.
การกระจายปกติผ่าน 5 โบรกฯ จำนวนเท่ากันคือ KKP BLS TISCO KSEC FINANSIA
.
และผ่านช่องทางธนาคารสำหรับประชาชนทั่วไปที่ BBL KBANK KTB ด้วยระบบ small lot first โดยจำนวนหุ้นที่จองผ่านโบรกฯ จะมากกว่าผ่านธนาคาร
.
ลูกค้าที่ได้หุ้นจองจากโบรกฯ แล้วยังสามารถจองผ่านธนาคารได้ โดยจองผ่านธนาคารหลายแห่ง จะนับรวมเป็นหนึ่งใบจองจากเลขบัตรประชาชน
.
📌Market Cap ที่ราคา IPO ประมาณ 230,000 ลบ. เข้าเกณฑ์ Fast track to SET50 หลังเข้าตลาด📌
.
เห็นดังนี้แอดมินเลยรีบกดเครื่องคิดเลขค่ะ ….
230,000 (มาณเก็ตแคป)/12,000 (จำนวนหุ้นหลัง IPO) = 19 บาท 😁
.
ถามว่าราคานี้แพงมั้ย ก็ต้องบอกว่าหากซื้ออนาคตก็ไม่แพง แต่ถ้าดูผลการดำเนินงานในอดีต ก็อาจจะดูว่าเหลืออัพไซด์ไม่มาก
.
ผลการดำเนินงาน OR
ปี 2560 รายได้ 547,252 ลบ. กำไร 12,671 ลบ.
ปี 2561 รายได้ 594,129 ลบ. กำไร 9,493 ลบ.
ปี 2562 รายได้ 577,134 ลบ. กำไร 10,896 ลบ.
9 เดือนปี 63 รายได้ 321,922.2 กำไร 5,868.5 ลบ.

.
หากคิดที่กำไรสูงสุดที่บริษัทเคยทำได้คือในปี 60 ที่มีกำไรสุทธิราว 12,000 ล้านบาท (ขอคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ) จะคิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) หลัง IPO = 1 บาท

📌แอดมินขอคำนวณเป็น 3 ทางเลือก ดังนี้

1.หากให้ P/E เทียบเท่าหุ้น PTG ที่ทำธุรกิจคล้ายกันที่ประมาณ 17 เท่า ก็จะได้ราคา IPO ที่ 17 บาท (แต่อันนี้น่าจะตัดไปได้เลย เพราะราคา OR น่าจะต้องมีพรีเมี่ยม ... เนอะ)
.
2.หากคิดจากมาร์เก็ตแคปหลัง IPO ที่ราว 230,000 ลบ. และจำนวนหุ้นทั้งหมดรวมกรีนชู ก็จะได้ราคา IPO ที่ 19 บาท
.
3.หากคิดจากมาร์เก็ตแคปหลัง IPO ที่ราว 230,000 ลบ. แต่ตัดกรีนชู 300 ล้านหุ้นออก ก็จะได้ราคา IPO ที่ 19.65 บาท หรืออาจจะขยับไปถึง 20 บาท

ใครมีไอเดียอะไรเพิ่มเติม ลองแชร์กันมาได้นะคะ 😊

#เก๋เก๋เอง

#OR #IPO #ข่าวหุ้น



nickyhawk
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 16
Joined: Fri Mar 02, 2018 3:18 pm

Re: OR

Posts by nickyhawk » Wed Jan 13, 2021 12:47 am

สงสัยว่าถ้า EV มาเร็ว โครงสร้างรายได้จะเปลี่ยนอย่างไร 1 ท้้งรายได้ของค่าไฟ กับ 2 อัตรากำไรจากค่าไฟ , ยังไม่เคยเห็น scenario นี้เลยครับ อยากเห็นมุมมองด้านนี้มากครับ



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 10:35 am

ถอดรหัสโมเดลธุรกิจ “โออาร์” น่าสนใจแค่ไหน ในวันที่ IPO ใกล้เข้ามา

ย้อนกลับไปเมื่อราว 3 ปีก่อน การเปิดตัวบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในการเดินหน้าเต็มสูบในธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก พร้อมเติบโตเคียงคู่สังคมไทย ปัจจุบัน โออาร์ ยังพัฒนาและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านการขยายกิจการและการระดมทุนเพื่อมาเสริมความแกร่งให้กับบริษัท เช่นที่เราอาจได้ยินข่าวการ IPO ของ #หุ้นโออาร์ ที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ พร้อมเดินหน้าให้ก้าวไปไกลกว่าแค่ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยแนวคิด “Retailing Beyond Fuel”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยกว่าการเข้าตลาดหุ้นก็คือ โมเดลธุรกิจของ โออาร์ วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จึงอยากพาผู้อ่านไปร่วมสำรวจโมเดลธุรกิจของ โออาร์ ด้วยกัน ว่าเค้าทำอย่างไรให้วันนี้กลายเป็นธุรกิจที่ครอบคลุมมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน และกลายเป็นธุรกิจที่นักลงทุนควรจับตา

ธุรกิจของ โออาร์ มีอะไรบ้าง

หากจะถามว่า โออาร์ ทำธุรกิจอะไร คำตอบแรกที่คิดอาจเป็น “สถานีบริการน้ำมัน PTT Station” ที่เราคุ้นเคย แม้เมื่อพูดแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกว่ามันก็เพียงแค่การขายน้ำมันหรือเปล่า? ตรงนี้ก็อยากจะชวนให้ผู้อ่านลองนึกภาพต่อว่าภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station มีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือธุรกิจที่ โออาร์ เป็นเจ้าของ ประกอบด้วยธุรกิจขายน้ำมัน (Oil) และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) เหล่านี้คือความโดดเด่นของโมเดลธุรกิจแบบบูรณาการของ โออาร์ ที่เชื่อมโยงเอาทุกธุรกิจในมือเข้าด้วยกันด้วยแนวคิด Retailing Beyond Fuel เพื่อมอบประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นแค่สถานีบริการน้ำมัน และ โออาร์ ยังได้นำโมเดลธุรกิจแบบบูรณาการดังกล่าวไปเติบโตในต่างประเทศอีกด้วย

ยกตัวอย่าง เมื่อเราเข้าไปใช้บริการ เราอาจจะไม่จบแค่การเติมน้ำมัน แต่ยังรวมไปถึงการซื้อกาแฟ เครื่องดื่ม แวะทานอาหาร หรือเข้าร้านสะดวกซื้อ บางครั้งแม้จะไม่เติมน้ำมันก็ยังเลี้ยวรถเข้าไปใช้บริการต่างๆ ภายในสถานีบริการน้ำมัน นี่คือความสำเร็จในการปั้นแบรนด์ของ โออาร์ ที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจและพร้อมจะจับจ่าย ในขณะเดียวกันทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ล้วนมีศักยภาพในการเติบโตเป็นของตัวเอง


กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil business): หัวใจหลักที่พัฒนาไม่หยุดยั้ง

โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์ PTT Station ทั้งสิ้นกว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีเป้าหมายจะขยายให้ครอบคลุมกว่า 2,500 สาขาในประเทศไทย ภายในปี 2568 ตามแผนการลงทุนของบริษัท ซึ่งสาขาทั้งหมดกล่าวได้ว่าเป็นฐานที่มั่นที่ทำให้บริษัทสามารถต่อยอดทุกภาคส่วนได้อย่างมั่นคง

ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจำหน่ายในส่วนค้าปลีกจะมีทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว) และผลิตภัณฑ์หล่อลื่นให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้ารายย่อย ด้วยสินค้าที่ครอบคลุมและแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้ปัจจุบัน โออาร์ ครองส่วนแบ่งการตลาดขายปลีกน้ำมันอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวม 38.9% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยกรมธุรกิจพลังงาน) ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นสถานีบริการน้ำมันที่ลงทุนและดำเนินการโดยผู้แทนจำหน่าย ซึ่งถือเป็น SMEs ให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเติบโตร่วมกัน

ด้านการค้าปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ โออาร์ เองก็ยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์หลากประเภทให้กับกลุ่มลูกค้าหลายรูปแบบ รวมมากกว่า 2,600 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มขนส่งและกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม พร้อมการพัฒนาโซลูชั่นที่จะให้บริการครบวงจรในฐานะ Energy Solution Provider ที่ไม่ใช่แค่การขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว

นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจหล่อลื่นซึ่งครอบคลุมทั้งการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทาง B2B และ B2C ภายใต้แบรนด์ PTT Lubricants ซึ่งถือเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีซ้อน โดยคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดน้ำมันหล่อลื่น 31.1% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยกรมธุรกิจพลังงาน) และยังส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งทั้งการค้าน้ำมันในรูปแบบขายปลีกและพาณิชย์จะมีธุรกิจสนับสนุนที่ครบวงจร ได้แก่ ธุรกิจคลังเก็บผลิตภัณฑ์กว่า 70 แห่งที่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในด้านโลจิสติกส์และด้านการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน


กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-oil Business): ต่อยอดธุรกิจ ติดปีกให้ทะยานไกล

ทุกวันนี้การมีสินค้าและบริการอื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ให้บริการในปั๊มน้ำมันอาจเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่หากย้อนไปยังจุดเริ่มต้น ผู้บุกเบิกที่นำเอาธุรกิจ Non-Oil เข้าสู่สถานีบริการน้ำมันก็คือ โออาร์ และเมื่อได้เริ่มแล้ว โออาร์ ก็ไม่หยุดนิ่ง แต่ยังพัฒนาและแสวงหาช่องทางใหม่ๆ อยู่เสมอในการบูรณาการกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมันเข้าสู่สถานีบริการน้ำมัน เพื่อทำให้สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ไม่ใช่แค่จุดที่ลูกค้าจะมาแวะเติมน้ำมัน แต่กลายเป็นพื้นที่แห่งความสะดวกสบายที่พร้อมเติมเต็มทุกความต้องการ

หนึ่งในความสำเร็จที่กลายเป็นกรณีศึกษาของ โออาร์ ก็คือการสร้างแบรนด์ร้านกาแฟ Café Amazon จนสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำส่วนแบ่งการตลาดร้านกาแฟในสถานีบริการน้ำมัน และยังต่อยอดสู่การให้บริการนอกสถานีบริการน้ำมัน และในวันนี้ได้เป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกตามจำนวนสาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดย Euromonitor) สำหรับในประเทศไทย Café Amazon พร้อมที่จะขยายจำนวนสาขาจากปัจจุบันที่มีกว่า 3,100 สาขาทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ให้ครอบคลุมกว่า 5,200 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2568 ตามแผนการลงทุนของบริษัท


นอกเหนือจากร้านกาแฟ Café Amazon ก็ยังมีร้านค้าปลีกที่เป็นธุรกิจของ โออาร์ ได้แก่ ร้านสะดวกซื้อ Jiffy ที่ โออาร์ เป็นเจ้าของ และร้านอาหาร Texas Chicken และฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ ที่ โออาร์ เป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงผู้เดียว รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่แก่ธุรกิจและแบรนด์อื่นๆ ในเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station มีลูกค้าเป็นแบรนด์ดังจำนวนมากทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติ


จากปี 2560 - 2562 ผลการดำเนินงานธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ ของ โออาร์ เติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี พิจารณาจาก “กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) (ก่อนหักราบได้ระหว่างกัน)” จาก 3,626 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 4,255 ล้านบาท ในปี 2562

ธุรกิจต่างประเทศ: พรมแดนใหม่ที่พร้อมเติบโต

ปัจจุบัน โออาร์ ได้ขยายธุรกิจไปไกลกว่าถึง 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย สำหรับการเลือกธุรกิจ Oil และ Non-Oil เพื่อขยายไปในแต่ละประเทศนั้น โออาร์ จะพิจารณาจากความเหมาะสมในการเข้าไปเจาะตลาดในแต่ละประเทศ ซึ่ง โออาร์ มีรากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงในประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว ที่ โออาร์ ได้ผสมผสานธุรกิจทั้ง Oil และ Non-Oil ในรูปแบบ Retailing Beyond Fuel อย่างลงตัว ทั้งนี้ ธุรกิจของ โออาร์ ในต่างประเทศมีทั้งในรูปแบบที่ โออาร์ ดำเนินการเอง และในรูปแบบที่ให้บริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้นๆ เป็นผู้ดำเนินการ โดยปัจจุบัน โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station 329 แห่ง ร้านกาแฟ Café Amazon 272 สาขา ร้านสะดวกซื้อ Jiffy 86 สาขา และศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto 4 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) โดย โออาร์ มีเป้าหมายที่จะขยายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้ครอบคลุมกว่า 650 สาขา และขยายร้านกาแฟ Café Amazon ให้ครอบคลุมกว่า 550 สาขาในประเทศฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว ภายในปี 2568 (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2563 และแผนการลงทุนของบริษัทในปี 2563-2568)


“โออาร์” กับพอร์ตฟอลิโอที่ต้องจับตา

อันที่จริงการที่บริษัทใดๆ จะมีแบรนด์ย่อยในเครือจำนวนมากอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่ความน่าสนใจของ โออาร์ คือความสามารถในการนำธุรกิจทั้งหมดมาสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า การมีธุรกิจที่หลากหลายในพอร์ตฟอลิโอของ โออาร์ ไม่ใช่อุปสรรคในการเติบโตแต่อย่างใด เพราะทุกธุรกิจต่างดำเนินงานภายใต้แนวคิดเดียวกันคือ รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้น (Together for Betterment)

และในภาพรวมจากสิ่งที่ โออาร์ ทำอยู่ทั้งส่วนการขายน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ เหล่านี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเสนอประสบการณ์ที่ดีมากขึ้นให้กับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร เช่นโอกาสในการสร้างพันธมิตรใหม่ๆ ในลักษณะ Joint Venture และการลงทุนเพื่อเพิ่มแบรนด์เข้าไปในพอร์ตฟอลิโอ เช่นล่าสุดกับการลงทุนในบริษัทขนส่ง Flash ในสัดส่วน 9.58% ที่จะช่วยสร้าง Ecosystem การให้บริการอย่างครบวงจรมากขึ้น หรือการร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัลเพื่อขยายธุรกิจ Café Amazon ในเวียดนาม รวมทั้งการต่อยอดฐานข้อมูล Big Data ของ Blue Card ที่มีสมาชิกประมาณ 6.7 ล้านราย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ด้วยการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคเชิงลึก (Big Data Analytics) เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงตามความต้องการแก่ผู้บริโภคเป็นการรายบุคคล (Individualized Customer Experience) เป็นต้น

นอกจากนั้น ด้วยแคมเปญต่างๆ ที่ โออาร์ เข้าไปช่วยเหลือสังคม เช่น โครงการไทยเด็ดที่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับวิสาหกิจชุมชน โครงการ Café Amazon for Chance ที่สร้างคุณค่า โอกาส และรายได้ให้กับผู้ด้อยโอกาสได้มาเป็นบาริสต้าของร้านกาแฟ Café Amazon โครงการ Café Amazon Circular Living ที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ก็มีส่วนสำคัญให้แบรนด์เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เป็นหนึ่งในแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน มิใช่เพียงการสร้างผลกำไร แต่ยังใส่ใจกับการสร้างความยั่งยืนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของ โออาร์ ในการเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำ “ระดับโลก” ที่มีพอร์ตโฟลิโออันแข็งแกร่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากโมเดลธุรกิจที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 10:35 am

โออาร์ ชูโมเดลรุก “ค้าปลีก” บนแพลตฟอร์มธุรกิจน้ำมัน
efinanceThai.com
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) บริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่นักลงทุนต่างก็เฝ้าจับตาว่าจะเข้าจดทะเบียนได้ช่วงใด เพราะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ทำให้นักลงทุนต่างก็ติดตามว่าจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของหุ้นบิ๊กแคปตัวนี้ได้เมื่อไหร่

“สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” จะพาไปทำความรู้จักกับ โออาร์ แบบละเอียด ทั้งธุรกิจหลัก ธุรกิจรอง ที่มาที่ไปของบริษัท รวมถึงกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ถึงโอกาสในการเติบโตของหุ้น “OR”

โดยผู้บริหารที่ร่วมให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ คือ “คุณจิราพร ขาวสวัสดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ “คุณพิจินต์ อภิวันทนาพร” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน และ “คุณสุชาติ ระมาศ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก

***40 ปีในวงการน้ำมัน

"เราไม่ใช่น้องใหม่ ทั้งทางด้านธุรกิจ ทั้งด้านของผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงผู้บริหารและพนักงาน เราอยู่ในแวดวงนี้มากว่า 40 ปี เดิม โออาร์ คือหน่วยธุรกิจน้ำมันของ ปตท. เราก่อกำเนิดมาพร้อม ปตท. หลายท่านอาจจะเกิดไม่ทันสถานีบริการน้ำมันในชื่อแบรนด์สามทหาร จนกลายมาเป็นแบรนด์สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในปัจจุบัน" คุณจิราพร เริ่มต้นเล่าถึงประวัติของ โออาร์

"จาก 40 ปีนั้น เราก็ได้ลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย นอกเหลือไปจากธุรกิจน้ำมัน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักเมื่อตอนที่เราเริ่มเกิดเป็นหน่วยธุรกิจน้ำมันของ ปตท. เรามองว่า ช่องทางที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคคงไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำมัน เมื่อเข้ามาที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ผู้บริโภคก็ย่อมต้องการความสะดวกสบาย เราจึงเริ่มลงทุนในธุรกิจทางด้าน Non-Oil เพิ่มขึ้น"



จากโมเดลธุรกิจที่เดิมเน้นด้านน้ำมัน โออาร์ ได้พัฒนามาเป็นแพลตฟอร์มที่ผสมผสานธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกเข้าด้วยกัน ซึ่งโมเดลธุรกิจดังกล่าวนี้ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยปัจจุบัน โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จำนวนกว่า 1,900 สถานีทั่วประเทศไทย และมีร้าน Café Amazon จำนวนกว่า 3,400 สาขาในประเทศไทยและในต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)

จากความสำเร็จดังกล่าว ปตท. ก็เล็งเห็นว่า การปรับโครงสร้าง ปตท. ให้หน่วยธุรกิจน้ำมันออกมาเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นโอกาสในการที่จะทำให้เกิดความเข้มแข็งในเรื่องของการขยายธุรกิจมากขึ้น



***แยก โออาร์ เป็นแกนนำธุรกิจ Oil และ Non-Oil

1 กรกฎาคม 2561 ปตท. จึงปรับโครงสร้างโดยการ "นำหน่วยธุรกิจน้ำมันแยกออกมาเป็นบริษัทใหม่" และใช้ชื่อว่า “บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)” หรือ โออาร์

“บทพิสูจน์ของ โออาร์ ถ้าหากว่าเป็นเรื่องสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เราก็มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 มากว่า 23 ปีต่อเนื่อง ถ้าเป็นก๊าซหุงต้มที่เราจะเห็นตามครัวเรือน ตามบ้านที่เป็น ก๊าซหุงต้ม ปตท. มาร์เก็ตแชร์ของเราเป็นอันดับ 1 มากว่า 26 ปี และน้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants มาร์เก็ตแชร์ก็เป็นที่หนึ่งมากว่า 10 ปี นอกจากความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการแล้ว โมเดลเรื่องการเป็นแพลตฟอร์มที่มีทั้ง Oil และ Non-Oil ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี” คุณจิราพร ระบุ

สำหรับร้าน Café Amazon ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,400 สาขาในประเทศไทยและต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีจำนวนสาขามากเป็นอันดับ 6 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)

ณ สิ้นปี 2562 ยอดขาย Café Amazon ทั้งปีกว่า 263 ล้านแก้วในประเทศไทย ถ้ารวมต่างประเทศเป็นกว่า 285 ล้านแก้ว (Café Amazon มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยและกัมพูชา) โดย 9 เดือนแรกของปี 2563 ยอดขายเติบโตกว่าช่วงเดียวกันของปี 2562

***ปัจจุบัน โออาร์ มี 3 กลุ่มธุรกิจ น้ำมัน-ค้าปลีก-ตปท.

1.กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (มีสัดส่วน EBITDA (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 เท่ากับ 68.7% และสัดส่วนรายได้ (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 เท่ากับ 90.8%) ประกอบไปด้วยการค้าน้ำมันในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ เช่น การขายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันเตาสำหรับเรือขนส่ง การขายน้ำมันให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม การขายน้ำมันหล่อลื่น และก๊าซปิโตรเลียมเหลว โดยกลุ่มธุรกิจนี้มี EBITDA MARGIN (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 3%

2.กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ หรือธุรกิจ Non-Oil (มีสัดส่วน EBITDA (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 เท่ากับ 25.1% และสัดส่วนรายได้ (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 เท่ากับ 3.8%) พระเอกของ โออาร์ ประกอบไปด้วย ร้าน Café Amazon และแบรนด์ร้านค้าปลีกอื่นๆ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการให้บริการเช่าพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station โดยกลุ่มธุรกิจนี้มี EBITDA MARGIN (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 26%

3.ธุรกิจต่างประเทศ (มีสัดส่วน EBITDA (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 เท่ากับ 5.8% และสัดส่วนรายได้ (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 เท่ากับ 5.0%) ซึ่งจากความสำเร็จของคุณภาพของสินค้าและบริการ ทำให้ โออาร์ มุ่งขยายธุรกิจไปยังประเทศแถบนี้ ปัจจุบัน โออาร์ ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศรวม 10 ประเทศ โดยกลุ่มธุรกิจนี้มี EBITDA MARGIN (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 4%



***เติบโตแบบ Inorganic ด้วยโมเดล 80/20

"โออาร์ ไม่ใช่จะเติบโตจากการขยายสาขาตามปกติเท่านั้น แต่เรายังได้ขยายแบบร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์หรือไปแบบ Inorganic อีกด้วย เพราะเรามองว่า 1+1 มากกว่า 2"

ดังนั้นรูปแบบธุรกิจของ โออาร์ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรืออยู่ในต่างประเทศ ทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้าน Café Amazon จะใช้หลักการ "เติบโตไปด้วยกัน" ด้วยโมเดล 80/20 กล่าวคือ โออาร์ จะเป็นเจ้าของและดำเนินการเองประมาณ 20% ส่วนอีกประมาณ 80% จะเน้นให้เป็นการดำเนินการของดีลเลอร์หรือในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยที่ โออาร์ ทำหน้าที่ในการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงช่วยทำการตลาด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมเติบโตไปกับ โออาร์

***เตรียมขาย IPO รอภาวะตลาด และการมีผลบังคับใช้ของหนังสือชี้ชวน

เมื่อปรับโครงสร้างออกมา โออาร์ ก็เข้าสู่กระบวนการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยยื่นไฟลิ่งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 และได้รับการอนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่จากสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ส่วนจะเสนอขายหุ้น IPO เมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและการมีผลบังคับใช้ของแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนของ โออาร์

***หลังเข้าตลาดหุ้นยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่แข่งขันได้-คล่องตัวสูง

ปัจจุบัน ปตท. ถือหุ้นใน โออาร์ เกือบ 100% ภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ปตท. จะเหลือสัดส่วนหุ้น 75% ดังนั้น โดยหลังการ IPO โออาร์ จะยังมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งนักลงทุนอาจมองว่า โออาร์ จะมีความสามารถในการแข่งขันและคล่องตัวสู้เอกชนรายอื่นหรือไม่ ทั้งนี้ หากเทียบกับเอกชนรายอื่น สำหรับธุรกิจน้ำมัน โออาร์ คือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ. การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เหมือนกับ เชลล์ เอสโซ่ บางจาก คาลเท็กซ์ และพีทีจี ซึ่งในประเทศไทยมี 40 กว่าราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการทำธุรกิจและการขยายธุรกิจของ โออาร์ แต่อย่างใด

ยกตัวอย่างการขยายธุรกิจใน 2 ปีที่ผ่านมา โออาร์ เข้าลงทุนใน Flash Express โดยถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 10% และล่าสุด โออาร์ ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟอย่างครบวงจรในไทย ภายใต้แบรนด์ Pacamara

นอกจากนี้ โออาร์ ยังได้ไปตั้งบริษัทย่อยที่ประเทศจีน เพื่อทำธุรกิจทางด้านน้ำมันหล่อลื่นและร้าน Café Amazon และยังได้ร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัลคือ CRG เปิดบริษัทร่วมทุนเพื่อทำธุรกิจ Café Amazon ที่ประเทศเวียดนาม

“แม้ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ โออาร์ ยังคงขยายธุรกิจได้ตามแผน ทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ก๊าซหุงต้ม ปตท. และน้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ยังมีมาเก็ตแชร์อันดับ 1 มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็สามารถขยายการลงทุนได้คล่องตัวมากขึ้นจากการที่มี Partner เข้ามาร่วมลงทุน”



***ส่องธุรกิจอนาคต ค้าปลีกคือ Stars - น้ำมันเป็น Cash Cow

ธุรกิจน้ำมัน โออาร์ มีแผนจะขยายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในไทยปีละประมาณกว่า 100 สาขา ส่วนอัตราค่าการตลาดไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ และมีโอกาสเติบโตไปตามภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจน้ำมันจึงยังเป็น Cash Cow ของกลุ่มที่ยังสามารถทำรายได้ให้กับ โออาร์ ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่เป็นพระเอกคือธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ

"ธุรกิจน้ำมัน ต้องถือว่าเป็น Cash Cow ของเรา หากมองในเรื่องของอัตรากำไรหรือค่าการตลาด เรามองว่าในอนาคต ค่าการตลาดคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาค่าการตลาดในประเทศไทยก็ค่อนข้างเสถียร แต่สิ่งที่สร้างกำไรให้กับทางด้านธุรกิจ ตัวที่ทำอัตรากำไรให้มากก็คือธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ หรือ Non-Oil"

"จะเห็นได้ว่าในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เรามีร้านค้าสะดวกซื้อ มีร้าน Café Amazon และการให้บริการเช่าพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งเป็นรายได้หลักของคนที่ทำสถานีบริการน้ำมัน PTT Station อัตรากำไรจะมาจากธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ มากกว่าสถานีบริการน้ำมัน"

ธุรกิจ Non-Oil ร้าน Café Amazon มีสาขากว่า 3,100 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นในสถานีบริการน้ำมันประมาณ 1,900 สาขา และนอกสถานีบริการน้ำมันประมาณ 1,200 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) จึงมองว่ามีโอกาสขยายได้อีกมาก เพราะพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนจากกาแฟสำเร็จรูปมานิยมกาแฟสดมากขึ้น

“สถิติพบว่าคนไทยบริโภคกาแฟคนละประมาณ 1.2 กิโลกรัมต่อปี แต่ประเทศเพื่อนบ้านอยู่ประมาณ 1.5 ถึง 2 กิโลกรัมต่อปี ดังนั้น โอกาสให้ทำตลาดกาแฟจึงมีอีกมาก ปัจจุบัน มีผู้สนใจขอรับสิทธิแฟรนไชส์ร้าน Café Amazon เดือนละประมาณ 400 ราย มูลค่าตลาดร้านกาแฟโดยรวมเกือบ ๆ 40,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)” คุณสุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก กล่าวเสริม

***แผนลงทุน 5 ปี (2564-2568) 7.7 หมื่นลบ. รุก Non-Oil - ตปท.

“คุณพิจินต์ อภิวันทนาพร” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน เล่าถึงแผนการลงทุนใน 5 ปีข้างหน้าว่า ตั้งงบไว้กว่า 7.7 หมื่นล้านบาท มีรายละเอียดของสัดส่วนการใช้เงินลงทุน ดังนี้

(1) ธุรกิจน้ำมัน (ใช้เงินลงทุน 34%) มีแผนจะขยายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้เป็นกว่า 2,500 สถานีในประเทศไทยภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 1,900 สถานี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)

(2) ธุรกิจ Non-Oil (ใช้เงินลงทุน 17%) มีแผนขยายสาขาร้าน Café Amazon ให้เป็นกว่า 5,200 สาขาในประเทศไทย จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 3,100 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)

(3) ธุรกิจต่างประเทศ (ใช้เงินลงทุน 21%) จะขยายสถานีบริการน้ำมันในต่างประเทศจาก 329 สถานี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) เป็นกว่า 650 สถานี และขยายสาขาร้าน Café Amazon จาก 272 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) เป็นกว่า 550 สาขาภายในปี 2568

(4) ธุรกิจอื่นๆ (ใช้เงินลงทุน 28%) มีแผนขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็น New s-curve และทำดีล M&A

จากสัดส่วนการลงทุน จะเห็นได้ว่าเราให้ความสำคัญกับการลงทุนใน Non-Oil กับต่างประเทศมากขึ้น โดยที่ยังเก็บความแข็งแกร่งของธุรกิจน้ำมันไว้อยู่ เราให้เงินลงทุนน้ำมันที่ 34% เพราะเราเชื่อว่าธุรกิจน้ำมันเป็นแพลตฟอร์มให้ธุรกิจอื่น ๆ เข้าไปเติบโตด้วย เพราะโดยธรรมชาติของธุรกิจน้ำมัน อัตรากำไรต่ำมาก นั่นเป็นเหตุผลหลักเลยในอดีตที่ทำไมถึงเอาธุรกิจ Non-Oil เข้ามาผสมด้วย เพราะทำให้มันสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้น"

โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟ ยังไม่อิ่มตัวแน่นอน เพราะจำนวนแก้วที่จำหน่ายได้ของ Café Amazon เติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีมากกว่า 20% ระหว่างปี 2560 – 2562 และ 9 เดือนแรกของปี 2563 นี้ก็ยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วแม้เจอสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นอกจากการเติบโตจากการขายกาแฟแล้ว โออาร์ มองว่ายังมีโอกาสในการขายสินค้าอื่น ๆ ในร้าน Café Amazon ด้วย เช่น "เบเกอรี่" ที่อยู่ระหว่างการลงทุนก่อสร้างโรงงานเบเกอรี่ส่วนกลาง

“การก่อสร้างโรงงานเบเกอรี่ส่วนกลาง หมายความว่า โออาร์ วางแผนจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเบเกอรี่ที่อยู่ในร้าน Café Amazon อีกทั้งการก่อสร้างโรงงานผงผสมเครื่องดื่มจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรในธุรกิจ Non-Oil ได้ เพราะการที่ลงทุนในธุรกิจต้นน้ำอย่างการสร้างโรงงานผลิตเอง จะทำให้ต้นทุนลดลงและช่วยเพิ่มอัตรากำไรได้มากยิ่งขึ้น”

***เงินลงทุน 28% ลงใน New s-curve

จุดแข็งของ โออาร์ คือการมีมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ครอบคลุมกว่า 1,900 สถานีทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ทั้งในชุมชน ตัวเมือง และยังมีร้าน Café Amazon นอกสถานีบริการน้ำมัน อีกประมาณ 1,200 สาขาในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) จากการเก็บข้อมูลพบว่ามียอดผู้เข้าใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน PTT Station วันละประมาณ 3 ล้านคน และจากข้อมูลอินไซด์ของผู้บริโภคผ่านสมาชิกบัตร Blue Card ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคแบบรายบุคคล ผ่านเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก Big Data Analytic จึงมองว่ามีโอกาสทางธุรกิจในการลงทุนด้วยตัวเองหรือกับพาร์ทเนอร์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

***แผนขยายงานในต่างประเทศ

1.กัมพูชา ทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้าน Café Amazon ผู้บริโภคนิยมมาก ถ้าเป็น ร้าน Café Amazon มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 ในกัมพูชาทั้งในแง่ของรายได้และจำนวนแก้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) แล้วก็ยังมีผู้สนใจที่จะเข้ามาเป็นแฟรนไชส์อีก สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ก็เช่นกัน เพราะเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเติบโต

2.ลาว จะมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้าน Café Amazon เป็นตัวหลัก โดยที่ยังมีโอกาสทางธุรกิจที่เป็นทางด้าน Non-Oil อื่น

3.ฟิลิปปินส์ เร่งขยายธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ส่วน Non-Oil ก็เริ่มที่จะปรับรูปแบบของร้าน Café Amazon ให้เข้ากับวัฒนธรรมของคนที่ฟิลิปปินส์ เพราะว่าในร้านสะดวกซื้อหรือร้านกาแฟที่นิยมให้มีอาหารหนักอยู่ในร้านด้วย

4.จีน มี 2 ธุรกิจ คือ น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants และร้าน Café Amazon โดยเปิดที่เมืองหนานหนิง 2 สาขา ซึ่งที่ประเทศจีนตอนใต้มีรสนิยมและวัฒนธรรมคล้ายกับคนไทย



***เปิด 5 จุดเด่นของหุ้น โออาร์ แบรนด์อันดับ 1

1.เป็นแบรนด์อันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ร้าน Café Amazon ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants และก๊าซหุงต้ม ปตท. มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)

2.โมเดลธุรกิจมีความแตกต่าง นั่นคือ การมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็นแพลตฟอร์ม ทำให้เกิดธุรกิจ Non-Oil ซึ่งอัตรากำไรสูงกว่าของธุรกิจน้ำมัน

3.ธุรกิจต่างประเทศ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศเมียนมา จีน เวียดนาม ก็ขยายการลงทุน ดังนั้น ด้วยรูปแบบทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศทั้งผลิตภัณฑ์และคุณภาพการบริการจะทำให้ต่อยอดไปยังต่างประเทศได้อีก

4.ทีมงานมากประสบการณ์ ทั้งระดับบริหารและระดับพนักงาน มีความชำนาญในธุรกิจนี้และผ่านการโมดิฟายธุรกิจให้สำเร็จ การต่อยอดจึงไม่ใช่เรื่องยาก

5.สายสัมพันธ์ที่ดีกับพาร์ทเนอร์มายาวนาน ด้วยความที่เป็นบริษัทแกนนำในกลุ่ม ปตท. ทำธุรกิจพลังงานมา กว่า 40 ปี ทั้งด้านของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเข้มแข็ง และมีสายสัมพันธ์กับผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำสัญญาซื้อระยะยาวกับโรงกลั่นทั้งในกลุ่ม ปตท. และนอกกลุ่ม ปตท. และการเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วในเรื่องความแข็งแกร่งของพลังร่วมในการดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมครบวงจรและความน่าเชื่อถือทางการเงิน



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 10:41 am

จับตาปี64 ORขย่มค้าปลีกน้ำมัน ทุกค่ายงัดกลยุทธ์สู้ช่วงชิงตลาด
Source - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา
Monday, January 04, 2021 04:17

จับตาปี64 OR ขย่มค้าปลีกน้ำมัน ทุกค่ายงัดกลยุทธ์สู้ช่วงชิงตลาด

ในช่วงปลายปี 2563 ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเริ่มกลับมาฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ หลังจากช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ฉุดยอดขายน้ำมันสำเร็จรูป ผ่านสถานีบริการลดลง ก่อนที่จะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2563 ส่วนปี 2564 ผู้ประกอบการน้ำมันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคงต้องจับตาปัจจัยลบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่จะรุนแรงกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

ในช่วงปลายปี 2563 ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเริ่มกลับมาฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ หลังจากช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ฉุดยอดขายน้ำมันสำเร็จรูปผ่านสถานีบริการลดลง ก่อนที่จะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2563 ส่วนปี 2564 ผู้ประกอบการน้ำมันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคงต้องจับตาปัจจัยลบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่จะรุนแรงกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้การเข้าตลาดหุ้นของ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)หรือ OR เสมือนเป็นสัญญาณเตือนการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะ OR มีความคล่องตัวในการทำธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งจัดหาแหล่งเงินทุนได้ง่าย แม้ว่าปตท.จะมีสัดส่วนการถือหุ้นในโออาร์ถึง 75% หลัง OR เข้าตลาดหุ้นแล้ว แต่หมวกใบใหม่ที่สวมอยู่ในฐานะบริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้นย่อมคาดหวังว่า OR จะเป็นบริษัทที่สร้างผลกำไรสม่ำเสมอและมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

นับจากปีนี้ไป จะเห็นการขยายการลงทุน OR เพิ่มมากขึ้นในทุกมิติเพื่อครองใจ ผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็เป็นมือเป็นไม้ให้กับภาครัฐในการช่วยเหลือชุมชน สังคมโดยรอบในฐานะรัฐวิสาหกิจ

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า แผนดำเนินธุรกิจโออาร์ในช่วง 5ปีนี้(2564-2568) บริษัทจะเน้นการขยายธุรกิจเสริม ที่ไม่ใช่น้ำมัน (นอนออยล์) และต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจนอนออยล์ให้มาร์จินที่ดีกว่า ส่งผลให้ธุรกิจนอนออยล์ใน 5ปีข้างหน้า มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ค่าเสื่อมและภาษี (EBITDA) เพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 30% ส่วนธุรกิจน้ำมัน มี EBITDA จาก 69% ลดลงเหลือ 50% ธุรกิจในต่างประเทศมีสัดส่วนจาก 5.8% เพิ่มเป็น 20%

งบการลงทุน 5 ปีนี้ OR วางกรอบเงินลงทุนรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนธุรกิจน้ำมัน สัดส่วน 35% ธุรกิจนอนออยล์ 20% ธุรกิจต่างประเทศ 20% และงบลงทุนสำหรับธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งการเข้าซื้อกิจการ (M&A) สัดส่วน 26-27% โดยบริษัทมี เป้าหมายขยายสถานีบริการน้ำมันให้ครบ 2,500 แห่งในปี 2568 จากปัจจุบัน 1,968 แห่ง โดยเพิ่มสถานีบริการน้ำมันเฉลี่ยปีละ 100 แห่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะที่ผ่านมา มีผู้ที่สนใจขอเข้าร่วมเปิดพีทีที สเตชั่นจำนวนมาก

นอกจากนี้ OR มีแผนขยายร้านคาเฟ่ อเมซอนให้ครบ 5,000 แห่งภายใน 5 ปีนี้จากปัจจุบัน 3,400 แห่งรวมทั้งรุกตลาดในต่างประเทศ แม้ว่าช่วงปี 2563 จะไม่สามารถขยายสถานีบริการน้ำมันและร้านคาเฟ่ อเมซอนได้ตามเป้าจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด -19 แต่เป้าหมายในปี 2568 จะมีพีทีที สเตชั่นในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 650 แห่งจากปัจจุบัน 330 แห่ง และร้านคาเฟ่ อเมซอนจาก 270 แห่ง เพิ่มเป็น 550 แห่ง ก็คงไม่ไกลเกินฝัน

ด้วยความที่ OR เป็นแบรนด์น้ำมันคนไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ น้ำมันหล่อลื่นและก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่มีบริษัทแม่อย่างปตท.หนุนหลัง กอปรกับสถานีบริการ PTT Station จะมีเอกลักษณ์ โดดเด่นเตะตาแล้ว และออกผลิตภัณฑ์และการบริการใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถครองใจผู้ใช้รถกินส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เปิดรับพันธมิตรท้องถิ่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมภายในสถานีบริการ นอกเหนือจากร้านคาเฟ่ อเมซอน, ร้าน Texas Chicken, ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ ฯลฯ ทำให้มีความหลากหลายของร้านค้าให้ผู้บริโภคได้ซื้อหา

รวมทั้งยังเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าโอทอปและสินค้าวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นชื่อด้านความอร่อยและได้คุณภาพผ่านโครงการไทยเด็ด และจัดหาซื้อผ่านอี-คอมเมิร์ซจัดส่งตรงถึงบ้านด้วย เรียกได้ว่าได้ทั้งเงินและกล่องไปพร้อมกัน

บางจากชักธงลุยตลาดปี64

ด้าน บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) เองก็เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้การทำงานมีความกระชับ คล่องตัว พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เพื่อให้องค์กรพร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น หลังจากปี2563 บางจากฯได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะธุรกิจการกลั่นและการตลาดนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี2564 บริษัทได้จัดทำงบประมาณ 3 ชุด คือ กรณีฐาน (Base Case) กรณีเป็นไปได้ (Likely Case) และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) เพื่อเลือกใช้ตามสถานการณ์ ขณะเดียวกันบริษัทยังคงนโยบายคุมค่าใช้จ่ายต่างๆต่อเนื่องจากปี 2563 ที่ลดค่าใช้จ่ายไปได้ 900ล้านบาท รวมทั้งลดบทบาทในบางธุรกิจ อาทิ ธุรกิจเหมืองลิเทียม โดยขายหุ้นใน Lithium Americas Corp. (LAC) จาก 15.8% ลงเหลือ 0.5% รับกำไรจากการขายหุ้นดังกล่าวราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3พันล้านบาทเข้ากระเป๋าเพื่อใช้เป็นทุนในขยายธุรกิจต่อไป รวมทั้งยุติการทำร้านสะดวกซื้อ SPAR ด้วย

กลุ่มบางจากฯได้ตั้งงบลงทุน 5 ปี (2564-2568) รวม 5 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้า สัดส่วน 60% โรงกลั่น 20% การตลาด 15% และอื่นๆ โดยในปี 2564 กลุ่มบางจากตั้งงบลงทุนอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาทในกรณี Base Case ที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จัดสรรงบลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG) คิดเป็น 75% ของงบลงทุนรวม ส่วนธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาด ลงทุนสัดส่วน 15% ที่เหลือเป็นธุรกิจอื่นๆ

โดยประเมินสถานการณ์ปี 2564 ค่าการกลั่นยังทรงตัวไม่ได้ดีขึ้นมาก มีหลายปัจจัยกดดันอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญทำให้บางจากฯต้องหันมาปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น UCO (Unconverted Oil) และสารทำละลาย (Solvent) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมสี ทินเนอร์และเรซิน โดยลดการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปลงเพื่อให้สอดคล้องความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ

ส่วนธุรกิจการตลาด บางจากมีแผนที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า โดยให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็น Green innovative Destination เพื่อให้จุดหมายปลายทางที่ลูกค้าต้องการมาใช้บริการนอกเหนือจากเติมน้ำมันโดยเตรียมเปิดตัวสถานีบริการน้ำมันที่มีความแตกต่างและโดดเด่นฉีกหนีคู่แข่งในปี 2564

ด้าน นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจการตลาดบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2564 กลุ่มธุรกิจการตลาดวางงบลงทุนไว้ที่ 1,500 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายสถานีบริการน้ำมันใหม่เพิ่ม 100 แห่งจากสิ้นปี 2563 มีจำนวนสถานีบริการน้ำมัน 1,240 แห่งรวมทั้ง การรุกตลาดนอนออยล์อย่างต่อเนื่อง

ส่วนความต้องการใช้น้ำมันของประเทศในปี 2564 คาดว่าขยายตัวดีขึ้นกว่าปี 2563 โดยช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 ยอดขายน้ำมันของบางจากฯฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ และในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ยอดขายน้ำมันโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ยอดขายน้ำมันบางจากในปี 2564 จะเติบโตมากน้อยเพียงใด การคงต้องติดตามการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เข้ามาในไทย

จากนโยบายที่ให้สถานีบริการน้ำมันบางจากจุดหมายปลายทางของผู้ใช้รถ ดังนั้นรูปโฉมสถานีบริการน้ำมันจะต้องใหม่จะแปลกตา โดดเด่นกว่าที่เคยเป็น มาเพื่อดึงดูด ผู้ใช้รถให้แวะมาใช้บริการ รวมทั้งมีร้านพันธมิตรใหม่ๆเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถซื้อหาได้ครบในที่เดียว รวมทั้งมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้ อาทิรับชำระเงิน สะสมแต้มด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องลงจากรถ เพื่อลดสัมผัส ลดความเสี่ยงโควิด-19 ที่มีการใช้ระบบดังกล่าวแล้ว 200 แห่ง และจะขยายเป็น 600 แห่ง ภายในไตรมาส 1 ปี 2564

ขณะเดียวกันบางจากได้จับมือกับพันธมิตรอย่างเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เพื่อวางแผนขยายร้านสะดวกซื้อท็อปส์ เดลี่ และแฟมิลี่มาร์ทในสถานีบริการน้ำมันบางจากใหม่ที่จะเปิดขึ้นใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ ได้มีการเปิดร้านท็อปส์ เดลี่ และแฟมิลี่มาร์ทมาแทนที่ร้าน SPAR แล้ว 33 แห่ง

นอกจากนี้จะมีแผนขยายธุรกิจผ่านนวัตกรรมพลังงานสีเขียวอื่นๆ อาทิ การบริหารจัดการจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสามล้อไฟฟ้า และการแลกเปลี่ยนแบตเตอรี่(Battery Swapping) โดยวางเป้าหมายขยายให้ครบ 1หมื่นคันในปี 2566 รวมทั้งขยายจุดชาร์จพลังงานไฟฟ้า EV Charger ในสถานีบริการน้ำมันบางจากไม่น้อยกว่า 150 สาขาทั่วประเทศในปี 2564 โดยมีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ลงทุน เริ่มเปิดให้บริการจุดชาร์จอีวี เฟสแรกจำนวน 56 แห่งก่อน

PTG เดินหน้าขยายสถานีบริการเพิ่ม

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวว่า ในปี 2564 บริษัทเตรียมเงินลงทุนไว้ 4,000-5,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 150-200 แห่ง ใช้เงินลงทุนราว 3,000-3,500 ล้านบาท รวมทั้งขยายธุรกิจนอนออยล์อีก 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้ลงทุนอื่นๆ กอปรกับวางเป้าหมายขยายฐานสมาชิกลูกค้าผ่านบัตร PT Maxcard อีก 3 ล้านราย รวมเป็น 18 ล้านราย

ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นจำนวนมากกว่าคู่แข่ง ในแต่ละปี เริ่มจากต่างจังหวัดก่อนขยายเข้ามายังกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนล่าสุด สิ้นปี 2563 มีสถานีบริการน้ำมัน PT อยู่ราว 2,100 แห่งทั่วประเทศถือเป็นค่ายน้ำมันที่มีจำนวนสถานีบริการมากที่สุด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญผลักดันทำให้ส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันผ่านสถานีบริการของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปี 2564 บริษัทฯจะส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 17% ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก OR

เอสโซ่อัดงบปี 64 ราว 1.5 พันล.

ส่วน บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) อัดงบลงทุนปี 2564 สูงถึง 1,200-1,500 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายตลาดค้าปลีกน้ำมันและปรับปรุงโรงกลั่น นายอดิศักดิ์ แจ้งกมลกุลชัย ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสโซ่(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ ESSO กล่าวว่า เอสโซ่ตั้งเป้าหมายปี2564 จะมีสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งสิ้นมากกว่า700 แห่ง ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันให้มากกว่าปัจจุบันที่ 11-12%

จุดแข็งของเอสโซ่อยู่ที่ผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีคุณภาพสูง การบริการที่ดี และสถานีบริการโฉมใหม่มีสีสันเด่นสะดุดสายตาแล้ว บริษัทฯทยอยร่วมมือกับพันธมิตรใหม่เพื่อเพิ่มร้านค้าและบริการภายในสถานีบริการเอสโซ่ด้วย จากปัจจุบันที่มีร้านค้าฟาสต์ฟูด ชั้นนำทั้งเบอร์เกอร์คิง, แมคโดนัลด์, เคเอฟซี, เดอะพิซซ่าคอมปะนี รวมทั้งร้านสะดวกซื้อทั้งเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, แฟมิลี่ มาร์ท รวมถึงร้านกาแฟใหม่คือ COffee Journey ซึ่งเป็นร้านกาแฟที่เปิดเฉพาะในสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่เท่านั้น โดยมีแผนจะเปิดเพิ่มขึ้นเป็น 12-15 แห่งในปี 2564 บริษัทยังมองหาโอกาสที่สรรหาพันธมิตรใหม่เสริมอยู่ตลอดเวลา

ด้านยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการเอสโซ่ได้ฟื้นตัวใกล้สู่ภาวะปกติหลังจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563 โดยมองว่าสถานการณ์การแข่งขันค้าปลีกน้ำมันยังรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทน้ำมันต่างมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่

เชลล์ทยอยเพิ่มสถานีบริการปีละ 30 แห่ง

ขณะที่บริษัทน้ำมันข้ามชาติอย่างเชลล์ที่เข้ามาลงทุนในไทย 128 ปีได้ยืนยันว่า บริษัทแม่ยังให้ความสำคัญในการลงทุนธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยและอาเซียน นายปนันท์ ประจวบเหมาะ ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า แต่ละปีเชลล์มีการลงทุนขยายสถานีบริการน้ำมันใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 30 แห่งโดยสิ้นปี 2563 มีจำนวนสถานีบริการน้ำมันเชลล์ทั้งสิ้น 660 แห่ง ครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 11.3%

ทั้งนี้ เชลล์เองมีแผนเปิดสถานีประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันด้วย แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมทั้งด้านนโยบายรัฐและจำนวนรถอีวี ขณะเดียวกันก็มองโอกาสในการขยายโซลาร์รูฟท็อปในปั๊มให้ครบ 100แห่งโดยร่วมกับพันธมิตรรวมทั้งขยายธุรกิจนอนออยล์ ในส่วนทั้งร้านสะดวกซื้อ "ซีเล็ค" และร้านกาแฟ "เดลี่ คาเฟ่" ให้ครอบคลุมมากขึ้น

คาลเท็กซ์เร่งขยายปั๊มปี 64 ครบ 500 แห่ง

นางอลิซ พอตเตอร์ ประธานกรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "คาลเท็กซ์" กล่าวว่า ตามที่บริษัทฯตั้งงบลงทุนไว้ 200 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 6,000 ล้านบาทเพื่อลงทุนในช่วงปี 2561-2564 ซึ่งเป็นงบลงทุนที่สูงสุดในรอบ 10 ปีเพื่อใช้ขยายสถานีบริการน้ำมันและปรับปรุงปั๊มโฉมใหม่รูปแบบ Smart design ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทำให้บริษัทฯมั่นใจว่าสิ้นปี 2564 จะเพิ่มสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ได้ครบ 500 แห่งจากปัจจุบันอยู่ที่ 400กว่าแห่งทั่วประเทศ ช่วยดันยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันให้เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 6.1%

ส่วนทิศทางการแข่งขันธุรกิจน้ำมันในปี 2564 คาดว่าจะทวีความรุนแรง แต่บริษัทมั่นใจลูกค้าให้ความเชื่อมั่นในคุณภาพน้ำมันที่ดีและรูปโฉมใหม่ของสถานีบริการใหม่ รวมทั้งจับมือพันธมิตรทั้งแบรนด์คนไทยและแบรนด์ต่างชาติเพื่อให้บริการร้านค้าภายในปั๊มไม่ว่าจะเป็น ร้านเคเอฟซี ร้านกาแฟสตาร์บัค ร้านกาแฟชาวดอย ร้านส้มตำจัดจ้านร้านไก่ย่างนิตยา เป็นต้น ล่าสุดร่วมกับพันธมิตรเตรียมเปิดสถานีบริการในโครงการ JAS green Village คู้บอน สร้างความแตกต่างคู่แข่งขัน

รวมทั้งมีแผนติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2563 มีอยู่ 20 แห่งเพื่อรองรับความการขยายตัวยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

เมื่อแต่ละค่ายบริษัทน้ำมันต่างชูธงพร้อมรบ การแข่งขันในตลาดค้าปลีกน้ำมันในปี 2564 ใครจะได้หรือใครจะเพลี่ยงพล้ำต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาด คนที่ให้คำตอบได้ดีคือผู้บริโภคที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด .

ที่มา: นสพ.ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 4 ม.ค. 2564



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 10:48 am

ORเคาะราคาขายไอพีโอ1ก.พ.นี้ จ่อคิว10ก.พ.64เข้าเทรดในSET
Source - ข่าวหุ้น
Wednesday, January 13, 2021 05:38

“ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก” หรือ OR เคาะราคาขายไอพีโอ 1 ก.พ.นี้ คาดเข้าเทรดใน SET 10 ก.พ.นี้ โบรกฯประเมินราคาไอพีโออยู่ที่ 20 บาท เล็งนำเงินระดมทุนลุยลงทุนปี 64-68 ขยายปั๊ม “พีทีที สเตชั่น” รุกตลาดนอนออยล์เพิ่ม

แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT คาดว่า OR เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น (รวมกรีนชู) ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค. 2564 ก่อนที่จะกำหนดราคาเสนอขาย IPO สุดท้ายประมาณวันที่ 1 ก.พ. 2564 และคาดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. (SET) ในวันที่ 10 ก.พ. 2564

โดยคาดว่า OR เตรียมที่จะเริ่มนำเสนอข้อมูลบริษัท (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนในช่วงสัปดาห์หน้า เบื้องต้นประเมินหุ้น OR จะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ที่ราคา IPO อยู่ที่ประมาณ 2.3 แสนล้านบาท คำนวณราคาหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อหุ้น และน่าจะสามารถเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ได้หลังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ที่ผ่านมา OR ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (ร่างหนังสือชี้ชวน) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2562 และทาง ก.ล.ต.อนุมัติแบบคำขอเสนอขาย IPO จำนวน 3,000 ล้านหุ้น ของ OR เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2562 โดย OR มีทุนจดทะเบียนรวม 9,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 10 บาท

อย่างไรก็ตามการเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเสนอขายได้แล้วของบริษัท ภายหลังเสนอขาย IPO แบ่งเป็น เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นจำนวนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น (รวมการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ PTT เฉพาะกลุ่มที่มี Pre-emptive Rights จำนวนไม่เกิน 300 ล้านหุ้น) และเสนอขายเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 390 ล้านหุ้น โดยภายหลัง IPO สัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. ใน OR จะลดลงจากปัจจุบัน 100% เหลือ 75% สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินของ OR ได้แก่ บล.ฟินันซ่า, บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.บัวหลวง, บล.กสิกรไทย และ บล.ทิสโก้

“คาดว่า OR จะโรดโชว์ในวันที่ 18-19 ม.ค.นี้ จากนั้นคาดว่าจะเปิดให้นักลงทุน และนักลงทุนที่ได้สิทธิจากหุ้นแม่ PTT จองซื้อทั้งช่องทางผ่านโบรกฯและธนาคาร กำหนดอัตราการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้น PTT ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น OR 95 หุ้นสามัญของ PTT ต่อ 1 หุ้น OR ในวันที่ 25-29 ม.ค.นี้ หลังจากนั้นคาดว่าวันที่ 1 ก.พ.นี้ จะทราบราคาสุดท้าย IPO และน่าจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 10 ก.พ.นี้” แหล่งข่าว กล่าว

ส่วนวัตถุประสงค์ในการระดมทุนของ OR ครั้งนี้ รองรับการใช้เงินลงทุนในช่วงปี 2564-2568 เพื่อขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันภายใต้แบรนด์พีทีที สเตชั่น ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ, ขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน, การลงทุนคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจน้ำมัน, ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด, การลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ หรือใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม

ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 13 ม.ค. 2564



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 10:50 am

ORจ่อเทรดซื้อขายหุ้นในSET10กุมภาพันธ์นี้
Source - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา
Wednesday, January 13, 2021 03:35

ผู้จัดการรายวัน360 - OR จ่อเทรดซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ 10 ก.พ. นี้หลังจากกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ครั้งสุดท้ายในวันที่ 1ก.พ. 64 โดยมีมาร์เก็ตแคป ที่ราคา IPO ราว 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งเงินระดมทุนจะใช้ในการขยายธุรกิจและเป็นเงินทุนเวียน

แหล่งข่าวจากวงการโบรกเกอร์ เปิดเผยว่า บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เตรียมเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น (รวมกรีนชู) ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนม.ค. นี้ก่อนที่จะกำหนดราคาเสนอขาย IPO สุดท้ายในวันที่ 1 ก.พ. และคาดเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย (SET) ในวันที่ 10 ก.พ.2564

OR เสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเสนอขายได้แล้วของบริษัทภายหลังเสนอขาย IPO แบ่งเป็น เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นจำนวนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น รวมการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ.ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มี Pre-emptive Rights จำนวนไม่เกิน 300 ล้านหุ้น หรือราว 10% ของจำนวนหุ้น OR และเสนอ ขายเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (OverAllotment) จำนวนไม่เกิน 390 ล้านหุ้น

ทั้งนี้ OR เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจ จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ โดยมีแบรนด์สถานีบริการน้ำมันคือ ptt station และแบรนด์ร้านกาแฟ คือ คาเฟ่อเมซอน

โดยOR มีทุนจดทะเบียนรวม 9,000 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้(พาร์)หุ้นละ 10 บาท ปตท.ถือหุ้น 100% หลังการเสนอขายหุ้น IPO ภายใต้สมมติฐานว่าจะมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวนจะมีหุ้นจดทะเบียนจำนวน 12,000 ล้านหุ้นขณะที่หลังการเสนอขายหุ้น IPO แล้ว PTT จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ OR ด้วยการถือหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 75%

การนำORเข้าระดมทุนครั้งนี้ เพื่อรองรับการใช้เงินในช่วงปี 2564-67 ในการขยายธุรกิจทั้งสถานีบริการน้ำมัน ptt station ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพ, ขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน, การลงทุนคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจน้ำมัน, ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด, การลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ หรือใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม

OR วางกรอบเงินลงทุน 5 ปีนี้ (2564-68) กว่า 7 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ ลงทุนธุรกิน้ำมัน สัดส่วน 35% ธุรกิจ นอนออยล์ 20% ธุรกิจต่างประเทศ 20% และงบลงทุนสำหรับธุรกิจอื่นๆ รวมทั้ง การเข้าซื้อกิจการ(M&A) สัดส่วน 25% โดยวางเป้าหมายขยายสถานีบริการน้ำมันให้ครบ 2,500แห่งในปี 2568 จากปัจจุบัน 1,968 แห่ง โดยจะเพิ่มสถานีบริการน้ำมันเฉลี่ยปีละ 100 แห่ง ขยายร้านคาเฟ่ อเมซอนให้ครบ 5,000 แห่ง ภายใน 5 ปีนี้จาก ปัจจุบัน 3,400 แห่ง รวมทั้งรุกตลาดใน ต่างประเทศ

แม้ว่าในช่วงปี 2563 OR จะไม่สามารถขยายสถานีบริการน้ำมันและร้านคาเฟ่ อเมซอนได้ตามเป้าจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด -19 แต่คงเป้าหมายในปี 2568 จะมี ptt station ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 650 แห่ง จากปัจจุบัน 330 แห่ง และร้านคาเฟ่ อเมซอนจาก 270 แห่ง เพิ่มเป็น 550 แห่ง

สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินของ OR ได้แก่ บล.ฟินันซ่า, บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.บัวหลวง, บล.กสิกรไทย และ บล.ทิสโก้ โดยประเมินว่าหุ้น OR จะมีมาร์เก็ตแคปที่ราคา IPO ราว 2.3 แสนล้านบาท และน่าจะสามารถเข้าคำนวณในดัชนี SET50 ได้หลังเข้าซื้อขายใน SET.

ที่มา: นสพ.ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 ม.ค. 2564



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 11:24 am

ธุรกิจฝ่าไวรัสต่อคิวเข้าตลาดหุ้นปีฉลู-OR เทรดก.พ.
วันที่ 13 มกราคม 2564 - 08:45 น.

ธุรกิจต่อคิวเข้าตลาดหุ้นปีฉลู ตลาดหลักทรัพย์ฯชี้ “โควิด” ระลอก 2 ไม่เป็นอุปสรรค-แนวโน้ม IPO ยังคึกคัก เผย 8 บริษัทได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต.แล้ว อีก 18 บริษัทอยู่ระหว่างไฟลิ่ง ขณะที่วงในเผย “ปตท.” เข็นหุ้น “OR” มาร์เก็ตแคปกว่า 2 แสนล้านบาทเข้าเทรดต้น ก.พ.นี้

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2564 นี้แนวโน้มการออกจำหน่ายหุ้น IPO (หุ้นสามัญที่ออกและเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก) คาดว่าจะยังคงคึกคักแต่จำนวนหุ้นรวมถึงมูลค่าระดมทุนอาจจะลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่เป็นปีที่การระดมทุนหุ้น IPO มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยข้อมูลอัพเดต ณ เดือน พ.ย. 2563 พบว่าตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าระดมทุน IPO สูงที่สุดในอาเซียนที่ 4,595 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.38 แสนล้านบาท

“ปี 2563 เป็นปีที่มีหุ้นขนาดใหญ่เข้ามาระดมทุนหลายตัว เช่น บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) (STGT) บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) เป็นต้น ส่งผลให้มูลค่าระดมทุนปรับขึ้นสูงกว่าปกติ ส่วนปีนี้ก็น่าจะคึกคัก แต่จำนวนและมูลค่าระดมทุนอาจจะน้อยกว่าปีก่อน โดยปัจจุบันมีหุ้นที่ได้รับการอนุมัติเสนอขาย IPO จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งสิ้น 8 บริษัท ส่วนหุ้นที่อยู่ระหว่างยื่นไฟลิ่งมีทั้งสิ้น 18 บริษัท”

ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลต่อสภาวะตลาดหุ้น โดยดัชนีปรับลงเมื่อมีการรายงานจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่กลับปรับขึ้นในเวลาอันสั้น เมื่อมีข่าวเชิงบวกของวัคซีนป้องกันโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัคซีนมีความคืบหน้าค่อนข้างมากจึงทำให้บริษัทที่จะเข้ามาระดมทุน รวมถึงนักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าตลาดหุ้นจะฟื้นตัวขึ้นในระยะยาว

“ดังนั้น ปัจจัยโควิด-19 ระลอกใหม่ จึงไม่ได้ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาระดมทุนโดยปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความพร้อมของข้อมูลและความต้องการใช้เงินยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเสนอขายหุ้น IPO ทั้งนี้ อาจจะมีบางธุรกิจที่ชะลอแผนการระดมทุนออกไปก่อน แต่ส่วนใหญ่ยังดำเนินการเตรียมความพร้อมเสนอขาย IPO ต่อเนื่อง เท่าที่เห็นในปี 2564 จะเป็นการเสนอขายIPO ของบริษัทย่อยที่มีบริษัทแม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่แล้ว (spin-off) รวมถึงธุรกิจครอบครัว”

ขณะที่หุ้น IPO ที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่าง บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บริษัทลูก บมจ.ปตท. (PTT) คาดว่าจะพร้อมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ SET หลังจากที่กระบวนการจองซื้อหุ้นเสร็จสิ้น ปัจจุบันมีการพูดคุยถึงวันเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นวันแรก (1st day trade) แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของกำหนดการตามความเหมาะสม

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2564 นายแมนพงศ์กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯจะให้ความสำคัญกับการหาธุรกิจใหม่ ๆเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น สะท้อนจากการเปิดรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) การปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับหุ้นสามัญสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ระหว่างวันที่ 2 ธ.ค. 2563-4 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมา ถัดมาคือการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านการระดมทุนบนกระดานหุ้นที่ 3 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯเรียกว่า “SME platform” เนื่องจากมีรูปแบบที่แตกต่างจากตลาดหุ้น SET และ mai อย่างสิ้นเชิง

“ปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบ SME platform ครั้งสุดท้าย และคาดว่าจะเริ่มระดมทุนได้จริงภายในครึ่งปีแรกของปี 2564”

แหล่งข่าวในวงการตลาดทุน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า OR จะเปิดให้ผู้ลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในช่วงปลายเดือนม.ค. 64 และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET เป็นวันแรกในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรม ทรัพยากร หมวดธุรกิจ พลังงาน และสาธารณูปโภค โดย OR มีมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) ราว 190,000-250,000 ล้านบาท ซึ่งเสนอขาย IPO ไม่เกิน 3,000,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO ประกอบด้วย 1.จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 2,610,000,000 หุ้น และ 2.จัดสรรหุ้นสามัญส่วนเกิน 390,000,000 หุ้น กำหนดราคาพาร์ 10.00 บาท

นางสาววีณา เลิศนิมิตร กรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์กล่าวว่า เชื่อว่าการระดมทุนหุ้น IPO ปีนี้จะยังคึกคักต่อเนื่อง โดยบริษัทมีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯอีกประมาณ 3-5 บริษัท ซึ่งเป็นดีลที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น SET ทั้งหมด โดยหนึ่งในนั้นมีบริษัทที่เป็นที่รู้จักอย่าง บมจ.โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล (KISS) และ บมจ.ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง (SNNP) ซึ่งทั้ง 2 บริษัทได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากกระแสการใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนเข้าสู่วิถีใหม่ (new normal) ส่งผลให้ทิศทางของหุ้น IPO หลังจากนี้จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมใหม่(new economy) มากขึ้น เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม รวมถึงธุรกิจในอุตสาหกรรมรูปแบบเดิมที่มีความสามารถในการปรับตัว โดยยอมรับว่าธุรกิจรูปแบบเดิมที่มีผลประกอบการได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำเป็นจะต้องปรับตัวก่อนเสนอขายหุ้น IPO ดังนั้น ลูกค้าส่วนหนึ่งจึงชะลอแผนระดมทุนออกไป

“ลูกค้าของเรากระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม และมีขนาดทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป ตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยปี 2564 คาดว่าจะนำเข้าเทรดได้ 3 บริษัทแน่นอน แล้วก็มีอีก 2 บริษัทที่อาจจะขยับไปเป็นปี 2565” นางสาววีณากล่าว



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 12:40 pm

จับตา OR หุ้นไอพีโอสุดฮอต

กลุ่มปตท. เป็นเครือบริษัทด้านพลังงานและปิโตรเคมีรายใหญ่ของประเทศไทย นำโดยบริษัทแม่อย่าง PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันปิโตรเลียมครบวงจร ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศด้านพลังงาน และธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม นอกจากนี้ PTT ยังมีรายได้จากการลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่มด้วย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้


1. ธุรกิจสำรวจและผลิต บริษัท

บริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP


2.ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR


3.ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ไออาร์พีซี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC และ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank)


4.ธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปโภค

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC


จะเห็นได้ว่าในเครือปตท. มีบริษัทที่บริษัทธุรกิจด้านพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และบริษัทในกลุ่มเกือบทั้งหมดได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว เหลือเพียง OR และ PTT Tank เท่านั้น ซึ่งล่าสุด PTT มีแผนจะนำ OR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) และได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และได้รับการอนุมัติแล้วในปี 2563 ทำให้ถูกจับตามองจากนักลงทุน และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่หุ้น OR จะเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์


วันนี้ Wealthy Thai จึงขอพาผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับหุ้น OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ให้มากขึ้น

ธุรกิจปั๊มน้ำมันและค้าปลีก

สำหรับความเป็นมาของ OR เดิมบริษัทเป็นหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกใน PTT ก่อนที่ปี 2561 จะถูกโอนย้ายธุรกิจตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมาจัดตั้งเป็น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) โดยมีฐานะเป็นบริษัทแกน (Flagship Company) ของกลุ่ม ปตท. เพื่อดูแลธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่


โดยธุรกิจและแบรนด์ภายใต้การดูแลของ OR เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น สถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” ซึ่งปัจจุบันมีสาขารวม 2,297 สาขา, คาเฟ่อเมซอน ปัจจุบันมีสาขารวม 3,440 สาขา และร้านสะดวกซื้อ จิฟฟี่ และ 7-Eleven ภายใน PTT Station มีสาขารวมทั้งหมด 2,046 สาขา (หมายเหตุ : จำนวนสาขารวมในประเทศและต่างประเทศ, ข้อมูลจากเว็บไซด์ https://investor.pttor.com/th)


นอกจากนี้ OR ยังมีแบรนด์ที่ได้รับสิทธิอนุญาตแต่ผู้เดียวในประเทศไทย คือ เท็กซัส ชิคเก้น, แบรนด์ที่ได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ในประเทศไทย ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ และแบรนด์ที่เป็นเจ้าของ เพิร์ลลี่ ที

รายได้มาจากอะไรบ้าง

สำหรับสัดส่วนรายได้ของ OR จะมาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันสัดส่วนรายได้ 91.3%, ธุรกิจต่างประเทศสัดส่วนรายได้ 5.1% และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สัดส่วนรายได้ 3.2% (ข้อมูลสิ้นสุด 27 ก.ค. 63)


รายได้ย้อนหลัง 3 ปี

ปี 2560 รายได้ 550,717.6 ลบ. กำไรสุทธิ 12,671.1 ลบ. อัตรากำไรสุทธิ 2.3%

ปี 2561 รายได้ 599,173.9 ลบ. กำไรสุทธิ 9,493.1 ลบ. อัตรากำไรสุทธิ 1.6%

ปี 2562 รายได้ 583,393.0 ลบ. กำไรสุทธิ 10,895.8 ลบ. อัตรากำไรสุทธิ 1.9%

9 เดือน ปี 63 รายได้ 319,308.41 ลบ. กำไรสุทธิ 5,868.5 ลบ. อัตรากำไรสุทธิ 1.8%

การลงทุนในอนาคต

OR ระบุในแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวนถึงแผนการลงทุนระหว่างปี 2563-2567 ดังนี้ ธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” บริษัทมีแผนจะเปิดสถานีบริการน้ำมันใหม่ประมาณ 137 แห่งต่อปี โดยจะรักษาสัดส่วนระหว่างสถานีบริการน้ำมันประเภท DODO (Dealer Owned Dealer Operated) ต่อสถานีบริการน้ำมันประเภท COCO (Company Owned Company Operated) ในประเทศให้อยู่ที่สัดส่วนประมาณ 80% ต่อ 20% นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะบำรุงรักษาและปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวน 19,532.7 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 ได้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้วจำนวน 1,048 ล้านบาท


ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) บริษัทมีแผนจะขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด โดยปี 2564-2567 มีแผนจะเปิดร้านคาเฟ่อเมซอนประมาณ 429 แห่งต่อปี และจะรักษาสัดส่วนระหว่างร้านคาเฟ่อเมซอนที่เป็นร้านค้าแฟรนไชส์ต่อร้านคาเฟ่อเมซอนประเภท COCO เป็นสัดส่วนประมาณ 80.0% ต่อ 20.0% สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ บริษัทมีแผนจะเปิดร้านอาหารเท็กซัส ชิคเก้น จำนวน 40 แห่งต่อปี โดยหลักจะเป็นการเปิดร้านอาหารประเภท COCO และร้านอาหารฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ จำนวน 35 แห่งต่อปี มีสัดส่วนระหว่างการเปิดร้านอาหารฮั่วเซ่งฮงติ่มซำที่เป็นร้านค้าแฟรนไชส์ต่อร้านอาหารฮั่วเซ่งฮงติ่มซำประเภท COCO ในสัดส่วนประมาณ 17.0% ต่อ 83.0% นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะขยายเครือข่ายร้านสะดวกซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven รวมถึงมีแผนจะขยายธุรกิจการบริหารจัดการพื้นที่ของบริษัทด้วย


ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนเพื่อเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ โดยนำเสนอแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวอาจรวมถึงการลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการ (Merger & Acquisition) หรือการจัดตั้งบริษัทร่วมค้า (Joint Venture) เป็นต้น โดยบริษัท ได้วางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวน 19,700.7 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 ได้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้วจำนวน 446.0 ล้านบาท


ธุรกิจต่างประเทศ บริษัทกำลังลงทุนในโครงการเพื่อพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ โดยปี 2564-2567 มีแผนจะเปิดสถานีบริการน้ำมันแห่งใหม่ในต่างประเทศประมาณ 71 แห่งต่อปี โดยวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวน 15,433.6 ล้านบาท และ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2463 ได้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้วจำนวน 231.7 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะรักษาสัดส่วนระหว่างสถานีบริการน้ำมันประเภท DODO ต่อสถานีบริการน้ำมันประเภท COCO เป็นสัดส่วนประมาณ 80.0% ต่อ 20.0% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการลงทุนรวมที่คาดการณ์ไว้สำหรับสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวจะมีจำนวนประมาณ 530.0 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวนประมาณ 670.0 ล้านบาทต่อปี เพื่อขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกในต่างประเทศ

ข้อมูลเสนอขายไอพีโอ

ส่วนรายละเอียดการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ OR จะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 3,000,000,000 หุ้น หรือคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป 2,610,000,000 หุ้น (รวมการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ PTT เฉพาะกลุ่มที่มี Pre-emptive Rights จำนวนไม่เกิน 300,000,000 หุ้น) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) 390,000,000 หุ้น


ส่วนราคาพาร์อยู่ที่ 10 บาท และมี บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


โดยผู้ถือหุ้นเดิมของ PTT ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น (Pre-emptive Ratio) ของ OR เบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 95 หุ้นสามัญของ PTT ต่อ 1 หุ้น OR โดยสงวนสิทธิที่จะเสนอขายและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น PTT ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งนี้ กำหนดให้วันที่ 5 ม.ค. 64 เป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น PTT (Record Date) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นไอพีโอของ OR แล้ว หากตอนนี้นักลงทุนอยากได้หุ้นของ OR ต้องรอวันเปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอเท่านั้น

วัตถุประสงค์การใช้เงิน

OR มีแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปขยายธุรกิจในปี 2564-2567 ดังนี้ ขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT station, ขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน, ลงทุนคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจน้ำมัน, ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก, ลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ หรือใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม (ถ้ามี)


นับเป็นไอพีโอที่น่าจับตาที่สุดในปี 2564 ต้องรอติดตามกันว่า OR จะกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอเท่าไหร่ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 1:14 pm

ปตท.ประกาศอัตราใช้สิทธิที่ 95.1997 หุ้น PTT ได้หุ้น OR จำนวน 1 หุ้น


บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ถึงความคืบหน้าการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของหุ้นบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ OR ซึ่งเป็นบริษัทย่อย โดยผู้ถือหุ้นของ PTT เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร มีอัตราการใช้สิทธิหรือ Pre-emptive Ratio เท่ากับ 95.1997 หุ้นสามัญของ PTT ต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ OR

ซึ่งผู้ถือหุ้นของ PTT เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อเกินกว่าสิทธิ (Oversubscription) ได้ และไม่มีการกำหนดอัตราสูงสุดของการจองซื้อเกินกว่าสิทธิ (Oversubscription without cap of entitled right) โดย PTT จะจัดส่งเอกสารแจ้งสิทธิและรายละเอียดการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกของ OR ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ PTT เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนต่อไป

โดยได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ (XB) ในวันที่ 4 ม.ค.2564 และวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นในวันที่ 5 ม.ค.2564

ทั้งนี้ PTT จะดำเนินการประกาศช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกของ OR เบื้องต้นและกำหนดเวลาจองซื้อให้ทราบ หลังจากที่แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ OR มีผลใช้บังคับ



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Wed Jan 13, 2021 2:47 pm

PTT ส่งซิกใกล้เคาะราคา IPO หุ้น OR เตรียมส่งเอกสารแจ้งรายละเอียดผถห.
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Wednesday, January 13, 2021 13:06
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ม.ค. 64)

บมจ.ปตท. (PTT) แจ้งว่า ปตท.จะดำเนินการประกาศช่วงราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เบื้องต้น และกำหนดเวลาจองซื้อให้ทราบภายหลังจากที่แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวนของ OR มีผลใช้บังคับ

สำหรับการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของ OR ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ปตท. จำนวนไม่เกิน 300 ล้านหุ้น ซึ่งพิจารณาจากผู้ถือหุ้น ปตท. ที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น กล่าวคือ เป็นผู้ถือหุ้น ปตท. ที่มีที่อยู่จัดส่งเอกสารเฉพาะในประเทศไทยตามข้อมูลที่ปรากฏในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของ ปตท. ณ วันที่ 5 มกราคม 2564 (Record Date) (ผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น) มีอัตราการใช้สิทธิ หรือ Pre-emptive Ratio เท่ากับ 95.1997 หุ้นสามัญของ ปตท. ต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุนของ OR

ผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อเกินกว่าสิทธิ (Oversubscription) ได้ และไม่มีการกำหนดอัตราสูงสุดของการจองซื้อเกินกว่าสิทธิ (Oversubscription without cap of entitled right) โดย ปตท. จะจัดส่งเอกสารแจ้งสิทธิและรายละเอียดการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกของ OR ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนต่อไป

โดย วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์/ศศิธร ซิมาภรณ์



mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1744
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: OR

Posts by mezzo » Thu Jan 14, 2021 12:24 pm

เครดิต efinance ครับ



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Thu Jan 14, 2021 12:28 pm

OR เคาะช่วงราคา IPO ที่หุ้นละ 16-18 บาทขายรายย่อย 24 ม.ค.-2 ก.พ.

บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ OR ระบุในแบบไฟลิ่งว่าได้กำหนดช่วงราคาหุ้น IPO ที่ราคาหุ้นละ 16-18 บาทโดยจะเสนอขายให้กับผู้จองซื้อรายย่อยในวันที่ 24 ม.ค. ถึงเวลา 12.00 น.ของวันที่ 2 ก.พ.2564

ส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรร จะเสนอขายในวันที่ 25-28 ม.ค.2564 ส่วนผู้ลงทุนสถาบันจะเสนอขายในวันที่ 3-5 ก.พ.2564

ทั้งนี้ OR จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 3,000 ล้านหุ้น แบ่งเป็นเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 390 ล้านหุ้น โดยมีบล.บัวหลวง, บล.ฟินันซ่า, บล.กสิกรไทย และบล.เกียรตินาคินภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Thu Jan 14, 2021 12:40 pm

เปิดรายชื่อ 28 สถาบันจองซื้อหุ้น OR จากช่วง 16-18 บาท, ประกาศราคาสุดท้าย 3 ก.พ.

บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ OR ระบุในแบบไฟลิ่งว่าได้กำหนดช่วงราคาหุ้น IPO ที่หุ้นละ 16-18 บาท โดยผู้ลงทุนที่จองซื้อรายย่อยจะต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคาสูงสุดก่อนที่ 18 บาทต่อหุ้น และจะได้รับคืนเงินส่วนต่างค่าจองซื้อในกรณีที่ราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดของช่วงราคาดังกล่าว โดยบริษัทร่วมกับผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายคาดว่าจะสามารถดำเนินการประกาศราคาสุดท้ายอย่างช้าภายในเวลา 9.00 น.ของวันที่ 3 ก.พ.2564

ขณะเดียวกันมีนักลงทุนสถาบันที่สนใจจองซื้อที่เป็น Cornerstone Investors จำนวน 28 รายได้ตกลงที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน ที่เสนอ

ขายเป็นจำนวนรวม1,714.30 ล้านหุ้นที่ราคาเสนอขายสุดท้าย โดยมีบลจ.ไทยพาณิชย์ มีจำนวนที่ตกลงซื้อมากสุดที่ 239 ล้านหุ้น



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Thu Jan 14, 2021 5:54 pm

OR เปิดรายละเอียดการจองซื้อหุ้น IPO 18 ม.ค.นี้
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Thursday, January 14, 2021 17:41
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ม.ค. 64)

รายงานข่าวแจ้งว่า การจองซื้อหุ้นบมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) จะเปิดเผยรายละเอียดการจองซื้อทั้งหมดและเอกสารการจองซื้อจะประกาศผ่านหน้าwebsit PTTOR (www.pttor.com) วันจันทร์ที 18 ม.ค. 64

เบื้องต้นการจองซื้อหุ้น OR สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมของบมจ. ปตท. (PTT) สัดส่วนการจองซื้อ 95.1977 : 1 ราคาเบื้องต้นคือ 16- 18 บาทต่อหุ้น โดยราคาสุดท้าย (Final Price) จะประกาศผ่าน website PTTOR ภายใน 9.00 น. ของ 3 ก.พ.64

และสามารถจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ OR ในส่วนที่จัดสรรไว้ให้แก่ผู้ถือหุ้นของปตท. (Pre-emptive rights) วันที่ 25-28 ม.ค. 64

ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นปตท.จองซื้อและตรวจสอบผลการจัดสรรการจองผ่านระบบOnline www.kasikornbank.com/kmyinvest

สำหรับผู้จองซื้อรายย่อยจองซื้อวันที่ 24 ม.ค.-2 ก.พ. (เวลาเที่ยง 12:00 น.) ผ่านตัวแทนจำหน่ายหุ้น ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกรุงไทย โดยชำระเงินผ่าน Bill Payment ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งจะไม่รับเอกสารจองซื้อผ่านทางไปรษณีย์ สามารถทำผ่านระบบ Online



โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ศศิธร ซิมาภรณ์



pakapong_u
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 38315
Joined: Sun Sep 07, 2008 5:10 pm

Re: OR

Posts by pakapong_u » Thu Jan 14, 2021 5:54 pm

*OR กำหนดช่วงราคา IPO ที่ 16-18 บาท/หุ้น เปิดรายย่อยจอง 24 ม.ค.-2 ก.พ.
Source - IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์
Thursday, January 14, 2021 14:05
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ม.ค. 64)

บมจ.ปตท. (PTT) แจ้งว่าบมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่ 16-18 บาท/หุ้น และคาดว่าจะสามารถดำเนินการประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายอย่างช้าภายในเวลา 9.00 น. ของวันที่ 3 ก.พ.64 ผ่านเว็บไซต์ของ OR (www.pttor.com) และการรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของ ปตท. ผ่านเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (www.set.or.th)

สำหรับผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ OR ในส่วนที่จัดสรรไว้ให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ปตท. (Pre-emptive Rights) ได้ในช่วงระหว่างวันที่ 25-28 ม.ค.64 โดยสามารถจองซื้อได้ 3 วิธี ได้แก่ (1) การจองซื้อผ่านระบบออนไลน์ (Online) บนเว็บไซต์ www.kasikornbank.com/kmyinvest (2) การยื่นใบจองซื้อ ณ ส้านักงานของบริษัทหลักทรัพย์ที่ผู้ถือหุ้นมีบัญชีซื้อขาย หลักทรัพย์ หรือ ส้านักงานใหญ่ บล.กสิกรไทย และ (3) การจองซื้อผ่านทางโทรศัพท์บันทึกเทป (สำหรับผู้จองซื้อที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบล.กสิกรไทย เท่านั้น)

ส่วนผู้จองซื้อรายย่อย สามารถจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ OR ได้ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค. ถึงเวลา 12:00 น. (เที่ยงวัน) ของวันที่ 2 ก.พ.64 ผ่านตัวแทนจ้าหน่ายหุ้น ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกรุงไทย (KTB) โดยสามารถจองซื้อได้ 2 วิธี ได้แก่ (1) การจองซื้อผ่านระบบออนไลน์ (Online) ตามรายละเอียดที่ตัวแทนจ้าหน่ายหุ้นแต่ละรายกำหนด และ (2) การยื่นใบจองซื้อ ณ สำนักงานและสาขาของตัวแทนจำหน่ายหุ้นภายในวันและเวลาทำการ

นอกจากนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (1) ผู้ถือหุ้นของ ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้นที่ประสงค์จะยื่นใบจองซื้อที่ สำนักงานใหญ่ของบล.กสิกรไทย และ (2) ผู้จองซื้อรายย่อยที่ประสงค์จะจองซื้อหุ้น และจะเข้ารับบริการที่สาขาของธนาคารกสิกรไทยเท่านั้น ที่สามารถจองเวลาล่วงหน้าเพื่อเข้ารับบริการที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย ได้ทางช่องทางออนไลน์ โปรดพิจารณาข้อมูลการจองเวลาล่วงหน้าเพื่อเข้ารับบริการ ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/th/branch- ... index.aspx ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.64 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวนของ OR ที่ได้ยื่นต่อส้านักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 ม.ค.64

โดย วิลาวัลย์ พงษ์พิทักษ์/รัชดา คงขุนเทียน



mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1744
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: OR

Posts by mezzo » Thu Jan 14, 2021 7:54 pm




mezzo
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 1744
Joined: Tue Aug 02, 2011 9:33 am

Re: OR

Posts by mezzo » Thu Jan 14, 2021 8:31 pm




User avatar
luckyman
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 2072
Joined: Sat Jun 07, 2008 10:36 pm

Re: OR

Posts by luckyman » Thu Jan 14, 2021 10:02 pm

สอบถามสำหรับคนที่ไม่ได้ถือ PTT หน่อยครับ
ที่บอก ให้รายย่อย 595.7 ล้านหุ้น

สมมติผมอยากจอง ผมจะจองได้มากสุดกี่หุ้นครับ
และเดินไปที่ธนาคาร Kbank, BBL, KTB และเงินสดไปด้วย แค่นี้ป่าวครับ

website for the value investor
=> https://hoonapp.com


Suphat
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
Posts: 432
Joined: Wed Jun 11, 2014 9:10 am

Re: OR

Posts by Suphat » Fri Jan 15, 2021 6:37 am

จัดสรรแบบ small lot first คนไปจองได้หุ้นทุกคน จะจัดสรรหุ้นแบบวน คนจองน้อยได้ก่อน
วนจนกระทั่งหุ้นหมด ถ้าเราจองเยอะ จะได้เยอะ หรือครบหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่จำนวนรายย่อยไปจองด้วย



Post Reply