อังคาร พ.ค. 28, 2019 2:14 pm
ผมว่ากระทู้นี้น่าสนใจดี ขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับ เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง ณ ตอนนี้ เพราะอีกหน่อยอาจจะมองอะไรๆ ไปอีกแบบนึงนะครับ ขอวิเคราะห์ แบบคร่าวๆ จากข้อมูลให้มานะครับ พยายามมองภาพรวมๆ ไม่เฉพาะเจาะจงเป็นหุ้นใด หุ้นหนึ่งนะครับ
1. หุ้นตัวที่#1 ถือว่าเป็นประเภทหุ้นที่หาข้อมูลยาก เช่น ไม่มีออก oppday, ไม่ออกสื่อ, ไม่มีนักวิเคราะห์ cover (อาจจะเป็นเพราะเข้าไม่ถึงเหมือนกัน), ไม่มีรายละเอียด MD&A แค่ทำตามกฏตามเกณฑ์ของ ตลท เรื่องการให้ข้อมูลให้ผ่านก็พอ
ผมคิดว่าหุ้นประเภทนี้ทำให้ เราทำความเข้าใจธุรกิจและติดตามความเป็นไปได้ค่อนข้างยากครับ ทำให้เราคาดการณ์อะไรได้ลำบาก และทำให้นักลงทุนหรือสถาบันที่มีเม็ดเงิน ก็คงไม่น่าจะกล้าที่จะ ลงเงินในหุ้นประเภทนี้ในสัดส่วนที่มากได้ครับ จึงทำให้ PE ของตลาดอาจจะไม่สูง สภาพคล่องอาจจะไม่ค่อยมี แน่นอนว่า คนที่มีหุ้นมักจะคาดหวังว่า ผลประกอบการณ์ ในบริษัทที่เราลงทุน มันจะเติบโต แต่พอออกมาไม่ดี ก็ปกติที่จะมีแรงขายออกมาครับ เล่นหุ้นประเภทนี้ คงต้องทำงานเยอะ ลงพื้นที่หนักๆ จนเรามั่นใจว่าเห็นประเด็นอะไรที่จะทำให้มันดีจริงๆ แล้วค่อยลงทุน อันนี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงได้ครับ
2. หุ้น PE สุงที่มีการเติบโตแบบชะลอลง อันนี้เป็นความจริงของหุ้น PE สูงครับ เข้าใจว่าคนลงทุนพวกนี้ หวังจะเป็นยอดขายและกำไรเติบโตแรงๆ ให้สมกับ PE ที่สูง ความเสี่ยงคือถ้าผลงานออกมาไม่โตตามที่ตลาดคาดหวังอันนี้ ลำบากเลยครับ
ปกติผมมักจะคาดการณ์ ประเมิณมั่วๆ ว่าอีกซัก 2-3 ปี บริษัทจะขยายไปอีกเท่าไหร่และ กำไรมันน่าจะเป็นเท่าไหร่ และ PE ตอนนั้น ก็ควรจะต้องมีการปรับลดลงมาให้เหมาะสมกับการเติบโตที่น้อยลงด้วยแล้ว แล้วมาดูว่า market cap ในอนาคต 2-3 ปีนั่น น่าจะอยู่ที่เท่าไหร่ เทียบกับราคาปัจจุบัน ว่ายังมี gap ใน% ที่คุ้มค่า พอที่จะให้ถือต่อหรือไม่ในระยะเวลาที่เราต้องเจอความไม่แน่นอนนั้นมั้ย และคอยปรับตัวเลขเรื่อยๆ เวลางบออกครับ ถ้างบผิดคาดก็ปรับตัวเลขแล้วค่อยตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้มาใหม่ครับ
3. หุ้นที่มีข่าว Macro มากระทบ อันนี้เราคงต้องดูว่าข่าว sentiment ที่มากระทบมันมีผลกระทบจริงๆ หรือไม่ ถ้าไม่มีก็อาจจะเป็นโอกาส แต่ถ้ามีก็เสี่ยงเลย เพราะลูกค้าเค้ามีจำนวนรายน้อย ไม่ได้ขายตรงกระจายไป consumer คือมันอาจจะมามากเลย หรือ หายไปเยอะเลย ก็ได้ กรณีนี้อาจจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ยากเกินไปสำหรับผม เพราะผมไม่ค่อยเข้าใจสินค้าที่เค้าขายอยู่ และยิ่งเรื่องค้าขายว่าขายใครอย่างไร ตลาดแข่งขันรุนแรงไหม ยิ่งไม่รู้เรื่องเลย พอไม่รู้มันก็เดาอะไรลำบาก ยิ่งถ้าถาม ผบห ส่วนใหญ่ก็มักจะทำให้เราไม่ต้องกังวลอะไร แต่จริงๆ แล้วเราควรกังวลครับ เล่นหุ้นพวกนี้คงต้องเข้าใจธุรกิจเค้าพอสมควร หรือเคยทำงานในอุตสาหกรรมนี้ น่าจะลดความเสี่ยงได้ครับ
4. ขอสรุปรวมๆเลยนะครับ ผมว่าหลังๆ นี้ ถ้าหุ้นตัวไหนผลประกอบการณ์ ต่ำลงแย่ลง ไม่ว่าหุ้นนั้น PE จะต่ำหรือสูง หรือ ผลประกอบการณ์ดีขึ้นแต่ ต่ำกว่าคาดการณ์โดยเฉพาะพวกหุ้นที่มีPEสูง มักจะถูกตลาดลงโทษอย่างรุนแรง คงเป็นเพราะตอนนี้ คนในตลาดมีความระมัดระวังกันมาก วิธีแก้คือ เราคงต้องหาหุ้นที่ผลประกอบการณ์เติบโต (และมันจะต้องโตจริงๆ ไม่ใช่แค่ในฝัน) ในขณะที่ราคาปัจจุบันไม่แพงมากเมื่อเทียบกับอนาคต และ เราต้องมองให้ออก และ ให้เห็นเร็วๆ กว่าคนส่วนใหญ่ในตลาดอ่ะครับ ซึ่งมันก็ยากตรงนี้แหละ ยิ่งสมัยนี้ คนมาลงทุนเยอะเม็ดเงินเพิ่มขึ้นมาก การแข่งขันก็สูง เลยน่าจะต้องออกแรงมากหน่อย เหนื่อยมากขึ้นหน่อยครับ