นอกจาก P/E 50 ในตอนนั้นที่ทุกคนพูดกันไปเยอะแล้ว ตัวช่วยอีกตัวคือขนาด Mkt cap. ครับ จะพอบอก size ของกิจการได้
ทั้งกำไร ทั้ง management ทั้งทุกอย่างที่บริษัทมีจะเป็นตัวบอกเราได้ว่าเราซื้อได้ที่ราคาคุ้มค่ามั้ย ไอ่ 5,200 ล้านบาทเหนี่ย คุ้มขนาดธุรกิจมั้ย แล้วคุ้มตอนนี้เลยมั้ย หรือต้องรออีกกี่ปี แล้วจากนั้นล่ะมันจะโตต่อเนื่องมั้ย เป็น 6 พันล้าน 7 พันล้าน ไหวมั้ย หมื่นล้านไหวมั้ย
ไม่ใช่แค่ฟังใครต่อใครพูดให้ข้อมูลแล้วเชื่อเลยครับ เราต้องมากรองเอา facts มาวิเคราะห์ต่อเอง ... อีกมุมหนึ่งผมขอเรียกมุมมองเหล่านี้ว่าเป็นการหา Absolute fair value นะครับ
ในขณะที่ ... เอ๊ะ แล้ว 5,200 ล้านบาทตอนนั้น มันยังมีกิจการที่ขนาดใกล้เคียงกันที่น่าซื้อมากกว่ารึปล่าว Mkt cap. ขนาดนี้เนี่ย ที่คุณภาพแน่นกว่า กิจการติดตามได้ง่ายกว่า เดินดุ่มๆไปใช้สินค้าและบริการ รวมถึงนับลูกค้าแทนเค้า ฟัง feedback แทนเค้า รู้ซะก่อนงบจะออกซะอีกว่าไตรมาสนี้หรือกระทั่งปีนี้ตัวเลขจะเป็นอย่างไร รวมถึงย้อนมาที่ P/E ว่า P/E ของกิจการที่แพงสมน้ำสมเนื้อกัน อันไหนคุ้มค่ากว่า มี upside มากกว่า มุมมองนี้ผมเรียกกันว่า Relative fair value ครับ ว่าเปรียบเทียบกับของที่ใกล้เคียงกันแล้วควรซื้ออันไหนมากกว่า (ex. กางเกงยีนส์ก็ได้ครับ ตัวละ 1,000-2,000 คุณซื้อมั้ย ถ้าซื้อราคานี้เอาของ uniqlo zara mc wrangler lee h&m หรืออะไรดี ก็เทียบไป) แล้วพวกผมชอบพูดกันเล่นๆนะฮะว่า ... ทำไมต้องซื้อหุ้น P/E แพงกว่าหุ้น Starbucks นะ ... เอาจริงๆ คือคนละบริบทอะนะครับ ทั้ง growth ทั้งความแพง แต่อยากให้เปรียบเทียบแล้วซื้อของที่เข้าใจและคุ้มค่าจริงๆ
สุดท้ายนะฮะ ถ้าซื้อของที่ราคา ก็ขายที่ราคานั่นแหละครับ แต่ถ้าซื้อเพราะมูลค่า คุณจะเห็นลึกกว่าคนทั่วไปครับ ... แค่บางครั้งมันจะต้องใช้เวลาบ้างอะไรบ้าง ที่สำคัญที่สุด ซื้อของแพงก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรถ้าเรารู้คุณค่ามันจริงๆหรืือมันเหมาะสมจริงๆ หมูกระทะ 299 กับบุฟเฟ่ต์เนื้อวากิว 1,399++ คุณภาพก็ต่างกันจริงมั้ยครับ จะเลิกอะไร ก็แล้วแต่คุณครับ โชคดีครับ ขอให้ผ่านไปได้ฮะ 