ปีนี้ผลตอบแทนตลาดหุ้น +19.4 ( ไม่พิจารณาเงินปันผล) ผลตอบแทนของพอร์ทหุ้นผม +32.5%(Total asset +46.38%)
ปีนี้เป็นปีที่ผลตอนแทนสูงสุดตั้งแต่ลงทุนหุ้นมา 5 ปีครึ่ง แต่ผมมองว่าผลตอบแทนปีนี้เป็นเพราะตลาดดี มากกว่าฝีมือผมเอง เพราะว่าต้นปีใช้เวลาทำงานเกือบ ¾ ของวันให้บริษัทที่เพิ่งมาตั้งใหม่ แต่นี้ก็เป็นเพียงข้ออ้างในการบริหารเวลาที่ไม่ดีของผมมากกว่า
โดยปีนี้ ผมเน้นลงทุนในกลุ่มมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตของกำไรที่สูง โดยเมื่อถึงสิ้นปีนี้แบ่งเป็นลงทุนใน Big Cap 2 ตัว และ Middle& Small Cap 6 ตัว ซึ่งมีสัดส่วนดังนี้ ค้าปลีก(41%), ท่องเที่ยว(24%), โรงพยาบาล(17 %) อาหาร(11 %) และธุรกิจสิ่งพิมพ์ (7%)
โดยปีนี้ขอแชร์ข้อผิดพลาดในการลงทุน เช่นเคย เป็นข้อเตือนใจและปรับปรุงสำหรับผมและอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักลงบ้าง ดังนี้
1) ใช้อคติต่อผู้บริหารและอารมณ์ ตัดสินใจขายหุ้น มากกว่าตัวธุรกิจของบริษัท ทำให้พลาด Capital Gain อีก 66%ในสิ้นปี 2016 โดยเริ่มจากเมื่อปลายปี 2015 ผมได้ลงทุนหุ้นเครื่องสำอางตัวหนึ่ง เหตุผลที่ลงทุนหุ้นตัวนี้คือ (1) ผู้บริหารที่เป็นลูก ดูเป็นคนตั้งใจในการทำธุรกิจนี้โดยเป็นผู้ริเริ่มทำธุรกิจนี้ให้กับบริษัทซึ่งทำให้บริษัท Turn around กลับมาเมื่อหลายปีก่อน และปีนี้เขาตั้งใจที่จะเจาะตลาดลูกค้าจีนแบบอีกหนึ่งบริษัทในตลาดที่ทำได้ดีมาก ซึ่งภาพระยะยาวน่าจะโตไปได้อีกเรื่อยๆ (2)และผมยังคาดการณ์ว่าบริษัทการตัดขายธุรกิจที่ยังขาดทุน ออกให้หมดภายในปีนี้ (3) ค่า P/E 20-30 ซึงยอมรับได้ (4) คาดการณ์ว่ากำไรบริษัท จะโตมากกว่า 30 % (ผลประกอบการณ์จริง9 เดือน + 41%) แต่กลางปีมีข่าวประกาศ จากบริษัท ว่ามีการปล่อยกู้เงินให้ความช่วยเหลือกับบุคคลภายนอก ซึ่งเมื่อผมได้วิเคราะห์ว่ามันไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท ผมจึงไม่ชอบกับการทำอย่างนี้และรวมกับความมีอคติต่อความน่าเชื่อถือผู้บริหารคนพ่อ รวมถึงผมยังได้ไปอ่านกระทู้ใน web board ที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในแง่ลบส่วนมาก สุดท้ายผมก็ขายหุ้นตัวนี้ทิ้งทั้งหมดเลยไปในวันถัดไป ซึงผมได้กำไร + 5% หลังจากนั้นหุ้นก็ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ +90% จากราคาที่ผมขาย
บทเรียนที่ผมได้รับในปีนี้คือ (1) คอยได้ ใจเย็น ต้องฝึกให้ชิน (2) การขายให้ทำการแบ่งขาย ห้ามขายไม้เดียว เพราะเราอาจจะคิดผิดก็ได้ (3) ถ้าเชื่อในภาพใหญ่ รายละเอียดเล็กๆที่ไม่มีนัยยะก็จะกวนใจเราน้อยลง
2) หุ้นสิ่งพิมพ์กำไรเติบโตที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลักของตัวเองและอยู่ในอุตสาหกรรมตะวันตกดิน ผลคือราคาหุ้นไม่โต
โดยในวันเดียวที่ผมได้ขายหุ้นข้อหนึ่งออกไป ผมได้เปลี่ยนมาซื้อหุ้นสิ่งพิมพ์ตัวนี้ ด้วยเหตุผลที่มองว่า (1)กำไรน่าจะโต 20 % (2) ตลาดยังให้ PE ประมาณ 10 เท่า ซึ่งผมมองว่ายังต่ำอยู่ และ(3) ธุรกิจใหม่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะมาแทนสินค้าเดิม เพราะราคาถูกกว่าจะการใช้วัตถุดิบน้อยกว่า
แต่ผลการลงทุนตอนสิ้นปี ราคาหุ้นไม่ไปไหน เพราะธุรกิจใหม่ยังไม่มีรายได้โดยกำลังอยู่ในช่วงทดลองกับลูกค้าอยู่ ส่วนกำไร 9 เดือน +23% โดยโตมาจากบริษัทลูกขายอุปกรณ์ไอที ซึ่งตลาดก็ยังไม่เพิ่มมูลค่าให้เช่นเดิม
ข้อคิดคือ (1) การดูค่า PE ในปัจจุบัน ให้มองค่า PE ย้อนหลังด้วย ถ้ามันไม่แตกต่างกันเลย ก็ยากที่ตลาดจะปรับค่าให้เช่นกัน คงต้องรอธุรกิจใหม่ทำรายได้อย่างมีนัยสำคัญ (2) การลงทุนในธุรกิจหลักของบริษัทที่ไม่โตแล้ว ควรหวังแค่ปันผลก็พอ การคาดหวังราคาหุ้นที่จะปรับขึ้นจะต้องอยู่กับธุรกิจใหม่ว่าจะดีหรือไม่
สุดท้ายผมก็ยังถือหุ้นตัวนี้ต่อไป โดยติดตามข้อมูลผู้บริหารจากข่าวและ OPPDAYโดยหวังว่าธุรกิจใหม่ที่เริ่มมี Demo ออกมา บ้างแล้วจะช่วยให้กำไรบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะในปี 2017 ครับ
3) การดันทุรังถือหุ้นโรงแรมและอาหารที่กำไรเติบโตน้อยในปีนี้
เนื่องด้วยปี 2558 ผมได้ลงทุนในหุ้นโรงแรมและอาหาร เป็นตัวสัดส่วนมากอันดับที่ 1 และราคาหุ้นเติบโตดีประมาณ +30% เนื่องจากฐานกำไรปี 2557 ต่ำผิดปกติจากปัญหาทางการเมือง แต่ช่วงปลายปีผมได้ประมาณกำไรปี 2559 แล้วมองว่าการเติบโตปกติจะน้อยไม่เกิน 10% เพราะอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และการเปิดโรงแรมใหม่มีน้อย ส่วนเรื่องร้านอาหาร SSG ก็เติบโตไม่มาก มีความหวังเติบโตคือการ M&A ซึงความเห็นของผมว่าควรขายไปถือตัวที่มี Upside มากกว่าแทน แต่ผมกลับไม่ยอมขาย ถือทนข้ามปี 2558 จนราคาลดลงจากสิ้นปี 2558 กว่า -20% แล้วก็ทนไม่ไหว เมื่อโดนผลกระทบจากข่าวการปราบปราม ทัวส์ 0 เหรียญและตลาดบวกเยอะ แต่ผลตอบแทนพอร์ทของผมยังแย่กว่าตลาด สุดท้ายก็ตัดสินใจขาย 2 ไม้ และหมดตอนเดือน พฤศจิกายน สรุปทำให้กำไรจากการลงทุนหุ้นตัวนี้เหลือเพียง 7 % เท่านั้น
บทเรียนจากการลงทุนครั้งนี้ คือ เมื่อวิเคราะห์ ถ้าเราไม่สามารถหาเหตุผลที่กำไรบริษัทจะเติบโตในปีข้างหน้า ต้องมีวินัยและลงมือทำ
4) หุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้นำ community Malls
ผมเริ่มลงทุนหุ้นตอนปี 2555 ตอนที่ห้างใหญ่ตรงข้ามทางเข้าราม 2 เพิ่งเปิด ปรากฏว่าราคาหุ้นตอบรับกับเรื่องนี้มา ราคาหุ้นของผมขึ้นไปราว 80% แต่ผมไม่ขายเพราะรอโครงการใหม่ขนาดใหญ่ฝั่งตะวันตกและฝั่งทิศเหนือ สุดท้ายราคาก็ลงมาเรื่อยๆ เนื่องจากไม่มีโครงการใหญ่ๆ โครงการใหม่ แต่กำไรบริษัทก็เติบโตดีจากส่วนแบ่งกำไรของห้างใหญ่ตรงข้ามราม 2 และปี 2557 ผมได้เก็บหุ้นตัวนี้เพิ่มอีก โดยสลับขายหุ้นปั้มปีเตอร์ออกไป เพราะหวังจากโครงการฝั่งตะวันตก(จากนั้นปั้มปีเตอร์ก็วิ่งไป 7.5 เท่าใน 2 ปี แต่หุ้นตัวนี้ราคาคงที่ ) ผมก็ถือต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปีนี้ปรากฏว่าแผนการสร้างห้างใหญ่ถูกยกเลิกเนื่องจากไม่สามารถรวบรวมที่ดินจึงทำให้พาร์ทเนอร์ขายฟอร์นิเจอร์ไปเปิดในพื้นที่ของห้างคู่แข่งฝั่งตรงข้ามที่สร้างเสร็จแล้ว ดังนั้นที่ดินฝั่งตะวันตกรอขายทำกำไร และผมก็ตามข่าวและถามใน OPPDAY เกี่ยวกับการสร้างห้างฝั่งทิศเหนือ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เพิ่มเติม สุดท้ายผมก็ขายหุ้นตัวนี้ไปตอนกลางปีเพื่อไปหุ้นที่ผมมองว่ารายได้และกำไรมีโอกาสเติบโตมากกว่า สุดท้ายลงทุนหุ้นตัวนี้มา 3 ปีได้กำไรมารวม 17%
บทเรียนจากการลงทุนครั้งนี้ คือ เมื่อเราได้กำไรที่ดีมากกับหุ้นที่ไม่มีความแข็งแกร่งมาก ต้องล็อคกำไรไว้โดยการแบ่งขายออกไปบ้าง เพราะถ้าหุ้นไม่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างตอเนื่องราคาหุ้นจะกลับมาที่เดิม
5) เล่นหุ้นตามเซียน แต่ผมมีความเข้าใจในธุรกิจน้อย
ผมซื้อหุ้นตัวนี้โดยการสลับขายหุ้นข้อ 5 ออกไป สาเหตุที่ผมสนในหุ้นตัวนี้ เนื่องจากว่าปีบริษัทจะขายโรงแรมเพิ่มเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ มาตรการณ์สนับสนุนจากรัฐบาล และมี Celeb ถือหุ้นตัวนี้กันหลายคน ซึงผลปรากฏว่ารายได้บริษัทโตจริง แต่กำไรบริษัทรวม 9 เดือนกลับขาดทุน เพราะโดยทั้งดอกเบี้ยและภาษีกินส่วนกำไร และยังต้องจ่ายให้ส่วนที่เป็นของผู้มีส่วนได้เสียไปหมด
สุดท้ายท้ายก็ตัดสินใจขายหุ้นตัวนี้ไปหลังจากถือมาครึ่งปี พร้อมกลับขาดทุนไป – 9% ซึ่งเป็นผลทำให้กำไรการลงทุนในข้อ 4 ลดลงเหลือเพียง 6 % เท่านั้นจากการลงทุนมา 4 ปี
บทเรียน คือ อย่าคิดว่าจะทำกำไรง่ายๆ จากการลอก ถ้าเรายังไม่ทำการบ้านเยอะพอ เพราะมันเหมือนกับการเอาเงินมาทิ้งง่ายๆ ในขณะที่พอร์ทเรายังเล็กซึ่งจะเป็นผลทำให้เราหมดกำลังใจเมื่อเวลาผ่านไปแต่เรายังไม่ถึงเป้าหมายเสียที่
6) สิ้นปี 2558 ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะลดการถือหุ้นลงให้เหลือ 6 ตัว แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือ ตอนนี้ยังถือหุ้นอยู่ 8 ตัว ซึ่งยังไม่ได้ตามเป้า
สำหรับเป้าหมายการลงทุนปี 2560 ผมเป็นดังนี้
1) คาดหวังผลตอบแทน 26% ต่อปี
2) ถือหุ้น 6 ตัวเพื่อ Focus โดยต้องฝึกทักษะการขายหุ้น
3) อ่านหนังสือเพื่อพัฒนาขอบข่ายความรู้ เดือนละ 4 เล่ม รวม 52 เล่มต่อปี ทำ Track record ทุกเดือน
4) ศึกษาและหาหุ้นเดือนละ 2 ตัว รวม 24 ตัวต่อปี ทำ Track record ทุกเดือน
5) เข้าสัมมนาเพิ่มความรู้เดือนละ 1 ครั้ง รวม 12 ครั้งต่อปี
บทส่งท้าย ตอนนี้ผมลงทุนมาได้ 5ปีครึ่งแล้วแต่ความรู้และผลตอบแทนยังไม่เพียงพอที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน ยังไงก็ต้องสู้ต่อไปเพื่อตามฝันที่เราตั้งไว้ สุดท้ายผมยินดีกับคำวิจารณ์และข้อชี้แนะที่จะทำให้ผม พัฒนาดีขึ้นกว่าปัจจุบันครับ
ขอบคุณมากครับ
นักลงทุนลูกชาวนา
8/1/2017