เสาร์ ม.ค. 02, 2016 1:24 pm
ผลตอบแทนของพอร์ทหุ้นผม +11% โดยผมเน้นลงทุนในกลุ่มที่ประเทศไทยเราปัจจุบันยังสามารถแข่งขันได้ ได้แก่ ท่องเที่ยว(48%), ค้าปลีก(26%), เครื่องดื่ม(9%), โรงพยาบาล(9%) และธุรกิจพัฒนาห้าง Mega Mall&Comudity Malls (8%)
โดยผมอยากแชร์ข้อผิดพลาดในการลงทุนในปีนี้เพื่อเป็นข้อเตือนใจและนำไปสู่การปรับปรุงสำหรับผมและอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักลงทุนบ้าง ดังนี้
1) การลงทุนในธุรกิจปล่อยสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้า กับเครื่องสร้างรายได้ ให้กลับลูกค้ารากหญ้า
เหตุผลที่ซื้อคือเห็นราคาหุ้นลงมาจากจุดสูงสุดกว่า 50 % และเชื่อมั่นกับผู้บริหารที่เคยพาบริษัท Turn around ว่าจะสามารถทำให้รายได้กลับเติบโตขึ้นมาอีกครั้ง และมีการให้เป้าหมายว่ารายได้ปีนี้จะโตเท่านี้ แต่มีการปรับลดลงเรื่อยๆ เมื่องบแต่ละไตรมาสออกมา ซึ่งถ้าทำ projection งบคร่าวๆๆก็จะเห็นว่าการทำรายได้ตามเป้าหมายที่บริษัทให้เป้าไว้นั้น ค่อนข้างยากมาก แต่ผมกลับมีความหวังจากการข่าวว่าจะยังคงโตเท่านั้นเท่านี้ แต่เมื่อดูจากปัจจุบันที่สินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยางพารา น้ำตาล มีราคาตกต่ำ และไม่มีการสนับสนุนรายได้จากรัฐบาล สุดท้ายก็ต้องยอมขายขาดทุนไปกว่า -36%
ขอคิดจากการลงทุนหุ้นตัวนี้คือ อย่าฝืนถือหรือให้โอกาสหุ้น ว่ารายได้หรือกำไรมันจะกลับมา ถ้าพื้นฐานหรือสภาวะแวดล้อมในอุตสาหกรรมมันเปลี่ยนไปแล้ว และยังไม่เห็นภาพในอนาคต ว่ามันจะกลับมาดีเมื่อไร
2) การลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก MAI ที่เน้นขายอุปกรณ์ safety โดยตอนลงทุนมองว่าปันผลดี กำไรเพิ่มสม่ำเสมอ ยอดขายยังเล็กมากมีโอกาสโตได้อีก และมี Celeb ถือหุ้นด้วย แต่สิ่งผิดพลาด ที่นักลงทุนรุ่นพี่แนะนำว่าถ้าจะถือหุ้นระยะยาวและเติบโต สิ่งแรกคือกำไรที่เติบโตต้องมาจากยอดขายทีเติบโต เพราะถ้ากำไรเติบโตมาจากการลดค่าใช้จ่าย ปีถัดไปถ้ายอดขายยังไม่เติบโตและ Margin ยังคงเดิม การที่กำไรจะเติบโตนั้นจะอยากมาก และเมื่อลูกค้าของบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมทีกำลังแย่ ย่อมกระทบต่อยอดขายของบริษัทที่ผมถืออยู่ จึงทำให้ยอดขายตกลงมาอีก และกำไรลดลง ราคาหุ้นก็ลดลงตามด้วย
สุดท้ายเมื่อพิจารณาจากบทเรียนในข้อ 1 ว่าบริษัทกำลังอยู่ในสภาวะที่อุตสาหกรรมเริ่มถดถอย
จึงต้องทำการขายขาดทุน -6% ก่อนที่จะเจ็บหนักมากกว่านี้ (เมื่อปิดสิ้นปีราคาหุ้นลดไป -21% จากราคาที่ผมขาย)
3) การลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก MAI ขายสุกี้ปิ้งย่างแบบบุฟเฟต์ เพิ่งเข้าตลาดใหม่ เหตุผลที่ลงทุนในหุ้นตัวนี้ เพราะหวังว่า Model ปิ้งย่างที่บริษัทของบริษัท Take over มาจะเป็นตัวผลักดันให้ยอดขายและกำไรบริษัทเติบโต
ลุงทุนปีแรก 2557 กำไรของบริษัทจากเติบโตในปี2556 ก็กลับการเป็นขาดทุนเมื่อสิ้นปี 2557 และเมื่อถึงงบ 2558-Q3 ยอดขายยังคงลดลง และขาดทุนมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2557-Q3 สุดท้ายก็ต้องขายขาดทุน -29% และหุ้นตัวนี้มี Volume การซื้อขายค่อนข้างน้อยอีกด้วย
ขอคิดจากการลงทุนหุ้นตัวนี้คือ ในยามที่เศรษฐกิจไม่ดีกิจการที่ไม่แข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันยังไม่ดีพอ(ไม่ได้เป็น No.1 หรือ No.2) และยังอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ย่อมทำให้บริษัทนั้นแย่ได้ครับ
4) การลงทุนในบริษัทเน้นขายเครื่องดื่มไปต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ และเพิ่งเข้ามาจดทะเบียนในตลาดเมื่อปี 2557
เหตุผลที่เลือกลงทุนคือความหวังการเติบโตของยอดขายที่จะเติบโตอย่างมาก จากประเทศจีน แต่ปรากฏว่าบริษัทมีปัญหาในการจัดต้องบริษัทย่อยกับพันธมิตรเจ้าแรก จึงทำให้ต้องดำเนินการใหม่จึงทำให้การจัดตั้งล่าช้า อีกทั้งยังมีผลกระทบจากเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซีย(ลูกค้ารายใหญ่อีกเจ้า)กำลังแย่ และการแข่งขันในประเทศก็โดนคู่แข่งตัดราคายับเลย และยังมีสงครามชาเขียวที่ส่งผลกระทบข้างเคียงต่อบริษัทด้วย สุดท้ายเลยทำให้รายได้และกำไรใน Q3-58 ลงลงกว่า 24 % , 41% เมื่อเทียบกับ Q3-56 สุดท้ายส่งผลให้ราคาหุ้นลดอย่างหนักมากกว่า 50% เมื่อเทียบสิ้นปี 56( low 14.1 THB)
แต่ผมยังถัวซื้อหุ้นเพิ่มขาลงตัวนี้จนเหลือราคาหุ้น -24 % และจะต้องติดตามต่อไปสำหรับความคืบหน้าของบริษัท
(สรุปผมยัง Cut lost ไม่เป็นจนกว่าจะเห็นผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงพื้นฐานหุ้นถาวร ซึ่งอาจจะทำให้ขาดทุนหนักกว่านี้ก็ได้ อันนี้ยังเป็นจุดอ่อนที่ผมยังไม่ไม่หายซักที)
5) การซื้อเช้า ขายเย็น กับหุ้นโรงแรมและอาหาร ในช่วง panic ทำให้เสียโอกาสจากการทำไรที่มากกว่านี้ เหตุผลที่ขายเพราะซื้อหุ้นกลุ่มนี้อีกตัวช่วง panic จนเกินจำนวนเงินที่มี(ผมไม่เล่น margin) เลยต้องตัดสินใจขายหุ้นที่พิจารณาว่าดีน้อยสุดออกไป แต่นายตลาดไม่คิดเหมือนเรา สุดท้ายควรวางแผนก่อนทำการซื้อหรือสวิตท์หุ้นให้ดีก่อนลงมือทำอะไร
6) การลดจำนวนตัวหุ้นที่ถือให้เหลือ 8 ตัวในสิ้นปี 2558 แต่ผมยังคงถืออยู่ 10 ตัว ซึ่งไม่ด้ตามเป้าหมาย เหตุผลที่ต้องลดจำนวนเพราะว่าการทำงานไปด้วยและลงทุนไปด้วย รวมทั้งเพิ่งมีสมาชิกใหม่(ลูกสาว)เพิ่มเข้ามาด้วย จึงทำให้เวลาในการดูแลหุ้นนั้นไม่เพียงพอ
ดังนั้นขอตั้งเป้าหมายใหม่ปี 2559 ว่าต้องลดจำนวนหุ้นเหลือ 6 ตัว เพื่อจะได้ดูแลและ Focus หุ้นตามเวลาที่มีอย่างทั่วถึงมากขึ้นครับ และขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ