ใช่ครับ เห็นด้วยเลย
แบบนี้ไง ปู่บัฟฟ์ ถึงไม่ซื้อหุ้นเทคโนโลยี เพราะมันเปลี่ยนแปลงเร็ว ตามลำบาก แข่งลำบาก อยู่ได้แค่ 5ปี 10 ปี เผลอแล้วล้มมีบ่อย
(ที่ลงทุน IBM ก็น่าจะเพราะมองว่า IBM เป็นช้างที่ยังเต้นระบำได้ ทำตัวเป็นกิจการให้เช่า, outsources พร้อม integrated solutions มากกว่ามองเป็นกิจการที่ขับเคลื่อนด้วยเพียงแค่ R&D อย่างเดียว แบบ Microsoft, Apple แต่อนาคตคงรู้กัน ว่าช้างจะเดินโทงเทงเอื่อยเฉื่อยแฉะ อย่างที่เคยเป็นมาอีกรอบหรือเปล่า)
ที่คุณ I_Jay พูดเรื่องโทรศัพท์มาอีก เลยนึกได้ว่า แม้แต่ในไทยก็มีตัวอย่างที่มองง่าย น่าจะเป็นบทเรียนเรื่องการลงทุนตาม trend ได้เป็นอย่างดี
เลยเล่าตำนานนิดๆ ที่จริงตำยังไม่นานเท่าไหร่ 
ผมจำได้ว่า ช่วงรสช. ใครก็คิดว่า TT&T กับ TA (telecom asia ที่ตอนนี้กลายเป็น true) ได้โทรศัพท์บ้าน ตอนนั้นใครก็คิดว่าอนาคตสดใสแน่ กลุ่มชินวัตรยังบ่นออกมา ว่าพลาดแบบว่าเหมือนชีวิตได้ตกรถความเร็วสูงขบวนสำคัญแล้ว ที่เข้าประมูลแล้วไม่ได้มีส่วนใน "3 ล้านเลขหมาย" ไม่มีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรส แม้แต่เลขหมายเดียว มันน่าเจ็บใจที่พลาดสิ่งที่จะเป็นพาหนะการลงทุนหรือ Investment Vehicle ที่ช่วยเร่งพอร์ตการลงทุนได้อย่างดี พลาดเค้กแบ่งให้คนนามสกุลชาว "โพธาราม" ไปทำต่างจังหวัดก็งั้นๆ เพราะก็คนที่ทำ subcontract เห็นหน้าในวงการโทรฯ คมด้วยกัน สื่อมักบอกว่า ยังไม่น่าอับอายเท่ากับไปพลาดเมืองกรุงให้ "คนขายไก่" นี่สิ คนขายไก่มีรมต. ยุครชส.โหวเฮ้งดีมาเป็นผู้บริหารนี่เอง
คนได้ทำมือถือคือ AIS และ TAC (ตอนนั้น TAC ยังไม่มีตัว D แบบปัจจุบัน แต่ชื่อจดทะเบียนเต็มจริงๆ ตอนนี้ก็ไม่มีตัว D แต่นั่นเป็น brand) คนมองว่าต่อไป ก็คงเป็นบริษัทแกนๆ ใครที่ไหน มันจะมาใช้มือถือ คงเป็นได้แค่ของเล่นฟุ่มเฟือยของคนรวย
ตอนนั้นไม่มีกล้าทำนายได้บ้าง ว่าสุดท้าย... ต่อมาทั้ง TT&T กับ TA ประสบภาวะเลวร้าย ชีวิตเหมือนละครเมโลดราม่าทั้งคู่
แต่ก็น่าศึกษา ที่ TA พยายามดิ้นปรับตัวตามกระแส...
มือถือบ้าน ก็พยายามปรับตัว นำเข้า PCT จนคิดว่าแข่งมือถือได้นิดนึง เอาสถานีไปติดตั้งตามห้าง ตามเสาไฟ แต่สู้ไม่ไหวเป็นได้แค่เป็นทางเลือก เพราะเหมือน cordless มากกว่า ใช้บนรถวิ่งเร็วก็ไม่ได้
แต่แล้วก็ต้องว่าตาม trend
ช่วงวิกฤติมีคนจะทำมือถือ ไปไม่รอด ระบบยังไม่ได้เปิดให้บริการเลย จำต้องขายต่อความถี่เปลี่ยนมือมาที่ตัดแบ่งขายออกมาจาก TAC (คนที่บอกว่ามี global vision regional mission สื่อในมือ สูง...ด้วยภูมิปัญญาตะวันออก ตอนหลังมาใส่เสื้อสีเหลืองปิดสนามบิน
)
จึงร่วมทุนกับฝรั่งผู้เชี่ยวชาญมือถือจากยุโรป เกิด CP Orange แล้วมาใช้ชื่อ TA orange มาทีหลังพี่ใหญ่ 2 รายแต่เป็นรายแรกที่ปลด IMEI จ้างอภิรักษ์มือการตลาดที่ทำเลย์ให้เป๊บซี่สำเร็จในไทย ให้สาวๆ สวยๆ ไปถือลูกโป่งสีส้มสะดุดตา ที่มีคำว่า "Orange" ตามห้างใหญ่ๆ motto "อนาคตสดใส อนาคต orange" ก็ยังไม่รอด
สุดท้ายฝรั่งถอย เกิดตำนานขายหุ้น 819 ล้านหุ้น ราคาบาทเดียว (ส่วนอภิรักษ์คนบังพอเชื่อมือ อากู๋ชวนไปอยู่ด้วย แล้วออกไปสมัครผู้ว่าฯ)
ต่อมาปรับตัวพร้อมรวมร่างให้เจ้าสัวน้อยเป็นคนดูแลเอา optic ที่น่าจะเฟื่องฟูโทรศัพท์บ้านมาใช้ทั้ง broadband ทั้ง Cable TV กลายเป็น convergent service ชื่อ true ที่ใครๆ ก็ล้อเลียนว่าคอนเวอร์เจ๊งรึเปล่า กว่าจะเอาตัวรอดมาได้ทุกวันนี้ ก็ลือชื่อเรื่องเพิ่มทุน แย่แล้วแย่อีก จนเคยมีสื่อมวลชนใส่ในรายชื่อบริษัทเสี่ยงใกล้ล้ม นักลงทุนไม่ควรเข้าใกล้
ส่วน TT&T ยังคงเป็นมหากาพย์ไม่รู้กี่ภาค ยังมีบทละคร "แจ๊ส" ออกมาบ่อยๆ
เลยเป็นข้อเตือนสติได้อย่างดี อย่างที่ได้เห็นรุ่นพี่ๆ เตือนกันไว้ ว่าอย่าหลงรักหุ้นตัวเอง
เหมือนรักจนตาบอด กอดไม่ยอมปล่อย รู้ตัวอีกทีก็แดงเถือกซะแล้ว คอยตามผลการดำเนินเป็นระยะ ผลประกอบการวันหน้าอย่าไปหลงคิดว่ามันจะเป็นเช่นวันนี้ตลอดไป
เห็นด้วยกับคุณ yoko "ผู้แข็งแรงและปรับตัวได้เร็วก็จะอยู่รอด" เราลงทุนเหมือนกัน ต้องปรับตัวตามถึงจะอยู่รอด