กรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นกสทช. ไหนๆ ก็ช่วยตอบแล้ว เลยไปค้นเพิ่มให้ เพราะไม่ชอบอะไรที่คลุมเครือ ครึ่งๆ กลางๆ มันคาใจ
สรุปว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข โอนมาทั้งกรมจริงครับ
แต่คนอาจสงสัย ว่าชื่อ "กรมไปรษณีย์โทรเลข" ชื่อมันคล้ายๆ ผู้ให้บริการไปรษณีย์นะ ไปเกี่ยวกับส่งจม.ใช่ไหม? ไปเกี่ยวกันได้ไง
ที่จริงมีหลายแหล่งที่แสดงความเป็นมา แต่ผมเห็นจาก wikipedia มีคนมาสรุปได้ดี
จาก Link นี้ทำให้ได้ความรู้เพิ่ม
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81 ... 5%E0%B8%82
แต่ที่เห็นอธิบายค่อนข้างทางการ จากประสบการณ์ช่วยสรุปด้วยภาษาพูดจะได้นึกภาพเข้าใจได้ดีกว่าได้ว่า
- ก่อนหน้า ใช่เลย ทำหมดตามชื่อ ไปรษณีย์และโทรเลข ให้บริการประชาชนด้าน "สื่อสาร" แถมมี "(คลัง) ออมสิน" ที่เป็นธนาคารออมสินปัจจุบันด้วยสิ
(ตรงนี้ นอกประเด็นสื่อสารนิด ถ้างง ออมสินนี่...มาอยู่รวมกันได้ไง? สมัยนั้นคนดูแลคือ "กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม" ก็เป็นธุรกิจของรัฐให้บริการประชาชนไง)
ถ้าจะให้เห็นภาพ เรียกศัพท์ยุคใหม่ก็ได้ว่าเป็น "Service Provider" และเมื่อมีโครงข่ายโทรเลข คนทำโครงข่ายก็เรียกได้ว่า "Network Operator"
- เมื่อเทคโนโลยีพัฒนา มีบริการ+บริหารโครงข่ายโทรศัพท์รวมด้วย
- ภาษาวัยรุ่นว่า ดังแล้วแยกวง... หน่วยงานบริการใหญ่ขึ้น ทศท. แยกตัว... ออมสิน แยกตัว
- หน่วยงานบริการแยกออกมาอีกแล้ว เป็นไปรษณีย์ไทย และกสท. ตอนหลังก็แนวคิดสมัยใหม่พยายามแปรรูปเอกชน (จะคล้ายทศท. "มหาชน" ได้มาแต่ชื่อก่อน...จริงๆ ก็ยังรัฐวิสาหกิจอยู่ ถึงจะพยายามมีตำแหน่งอะไรต่างๆ คล้ายเอกชนก็ตาม แต่ว่าอาจได้ประโยชน์เรื่องความคล่องตัวในการบริหารที่มากขึ้น)
- สรุปจึงเหลือหน่วยงานที่เหลืออยู่ซอยสายลม ที่นักวิทยุสมัครเล่นรู้จักกันดี
เลยยังมีชื่อมรดกตกทอดเก่าอยู่ ก่อนจะแปลงร่างมาเป็นกสทช. สมัยก่อนไม่มีกระทรวง ICT ด้วยซ้ำ งานกำกับดูแลโทรคมนาคมขึ้นกับกระทรวงคมนาคมนะ
อาจเรียกศัพท์ในยุคนี้ ว่าเป็น "Regulator"
ความสามารถบริหารความถี่เหมือนยุคปัจจุบัน แต่สมัยก่อนอำนาจตามกฎหมาย ค่อนข้างจำกัดกว่า อย่างที่อธิบายข้างบน ความถี่ทับซ้อนกันหลายหน่วยงานแต่บังคับไม่ได้ก็มี
แต่ว่า "ซอยสายลม" คนรู้จักกันเยอะนะ นอกจากต้องคอยกวดขัน "วิทยุเถื่อน" แล้ว เพราะต้อง "ถวายงาน" ด้วย เนื่องจากโครงข่ายวิทยุ ใช้ประโยชน์ในงานพระราชกรณียกิจด้วย
เพิ่มเติมว่า กสท. เดิม แบ่งหน้าที่กับทศท. ตรงที่กสท. เชื่อมตปท. ทศท.ในประเทศ
มายุคใหม่เชื่อม internet ตอนนั้น คือ Single Gateway ของจริง เลยทำให้ CAT Telecom ก็คล้ายกับประเทศอื่นๆ ที่หน่วยงานสื่อสารแห่งชาติ มักจะเป็นองค์กรที่มี "connection" มากที่สุดเพราะเป็นรายแรกเริ่ม ทั้งแปลว่า "ต่อวงจร" และ "สายสัมพันธ์"
แล้วยุคมือถือ ก็ขอความถี่ได้ด้วย จึงเกิดสัมปทานมือถือได้เหมือนทศท.
หลักของการ "สัมปทาน" หรือ concession ถ้าไม่คิดถึงคำว่า "แบ่งเค้ก" แต่คิดว่าเป็น "ผลประโยชน์ของชาติ" หลักการคือ หน่วยงานรัฐ มีทรัพยากรในมือเหลือเฟือ และมากเิกินไป ศักยภาพการให้บริการอารจจะจำกัดอีกด้วย การแบ่งให้เอกชนทำ จะได้ผลรวดเร็วคล่องตัวกว่า และใช้ทรัพยการคุ้มค่ากว่ารัฐลงมือทำเอง ได้ผลประโยชน์กลับเข้าคลังดีกว่า
ไม่ใช่เฉพาะมือถือ อย่างเช่น สถานีวิทยุ กับสถานี TV เหมือนกัน เราถึงไดเห็นคำว่า สถานี "กองทัพบก" ช่อง 7 และ ช่อง 3 "อสมท."
หรือ FM ตำรวจ FM ททท. AM สทร. ฯลฯ แต่เอกชนทำรายการ เป็นต้น (ใช้ประชาสัมพันธ์งานตำรวจ งานท่องเที่ยวง งานทหาร แต่เวลาที่ไม่ประชาสัมพันธ์ ก็แทนที่จะปล่อยทิ้งร้างไว้ ก็ให้เอกชนหารายได้แบ่งเข้าหหน่วยงาน)
แต่เรื่องสัมปทาน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เห็นผลชัดเจนจริงๆ ก็กรณีโทรศัพท์บ้่านก่อนจะมามือถือ
พอเกิด "สัมปทาน" TT&T กับ TA ขึ้น ก็ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ กว่าการจะได้เบอร์เป็นเรื่องง่าย จากตอนแรก กว่าใครจะขอได้แต่ละเลขหมาย บางทีจนลูกบวชสึกไปจนมีหลานให้อุ้มจนหลานท้องแล้ว ก็ยังไม่ได้ใช้โทรศัพท์ซักที คนที่เกิดยุคนี้อาจคิดว่าแต่งเรื่องตลกหรือเล่นสำนวนให้ฟังก็ได้ แต่คนสมัยก่อนหัวเราะไม่ออกจริงๆ