จะรอก็ไม่ค่อยลง มีแต่ขึ้นไปเรื่อย
จะซื้อเลยก็รู้สึกว่า overvalue ถือแล้วหวาดเสียว
ส่วนตัวผม จะหลบไปซื้อตัวอื่นที่คิดว่าคุ้มค่ากว่า
แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆใจ เหมือน ชอบผู้หญิงคนนึง แต่ดันไปลงเอยกับผู้หญิงอีกคน
อยากรู้ว่า VI ทั้งหลายตัดสินใจกันอย่างไรครับ
กรุณารอสักครู่...
จะรอก็ไม่ค่อยลง มีแต่ขึ้นไปเรื่อย
จะซื้อเลยก็รู้สึกว่า overvalue ถือแล้วหวาดเสียว
ส่วนตัวผม จะหลบไปซื้อตัวอื่นที่คิดว่าคุ้มค่ากว่า
แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆใจ เหมือน ชอบผู้หญิงคนนึง แต่ดันไปลงเอยกับผู้หญิงอีกคน
อยากรู้ว่า VI ทั้งหลายตัดสินใจกันอย่างไรครับ
ผมเคยพลาดซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นไปสูงๆ แม้ตัวบริษัทจะแข็งแกร่งมาก แต่ถ้าเราซื้อมาแพงผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่ดีมากตามครับ ตอนหลังเลยเรียนรู้ว่าการรักษาต้นทุนนั้นสำคัญกว่า ซื้อในบริษัทที่เรามั่นใจว่าราคานั้นคุ้มค่า มักจะไม่ค่อยขาดทุนครับSamadha เขียน:จะรอก็ไม่ค่อยลง มีแต่ขึ้นไปเรื่อย
จะซื้อเลยก็รู้สึกว่า overvalue ถือแล้วหวาดเสียว
ส่วนตัวผม จะหลบไปซื้อตัวอื่นที่คิดว่าคุ้มค่ากว่า
แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆใจ เหมือน ชอบผู้หญิงคนนึง แต่ดันไปลงเอยกับผู้หญิงอีกคน
อยากรู้ว่า VI ทั้งหลายตัดสินใจกันอย่างไรครับ
ตอนนี้หุ้นบางตัวผมรอมาสี่ห้าปีแล้ว ยังไม่ลงมาเลยครับ ![]()
การที่เรามีเงินสด บางทีเราก็เจอโอกาสลงทุนใหม่ๆที่ค่อนข้างดีนะครับ บางทีก็มีโอกาสการลงทุนให้เห็นเป็นระยะๆเหมือนกัน ทั้งในตลาดและนอกตลาด
ส่วนตัวผมก็เก็บเิงินสดนั้นไว้ครับ รอ รอ และก็รออย่างเดียวครับ ไม่ต้องเครียดไม่ต้องคิดมาก รอไป เจอตัวใหม่ที่ได้จังหวะก็อาจจะเอาเงินที่รอนั้นใส่เข้าไปครับ ไม่ต้องรีบ
ทำใจครับ
ผมว่าน่าจะขึ้นกับมุมมอง "ระยะยาว" ของเราที่มีต่อหุ้นนั้นๆ
ถ้าเชื่อว่ากำไรยังจะโตไปได้เรื่อยๆ อีกนานหลายปี เพียงแต่เห็นว่า P/E ตอนนี้ค่อนข้างแพง แต่ขณะเดียวกัน ก็กลัวตกรถเพราะรออยู่สักพักแล้ว ราคาหุ้นที่ว่าแพงก็ไม่ยอมลง แถมยังค่อยๆ ขึ้นไปอีกต่างหาก
ทางเลือกนึงที่คิดว่าอยากให้ลองพิจารณาดู คือ "ทยอยซื้อไปเลยบางส่วน" เนื่องจากพอมีหุ้นบางส่วนในมือแล้ว ธรรมชาติของใจเราจะรู้สึกลดความกดดันจากความกลัวตกรถไปได้ระดับนึง ความเครียดก็จะลดลง มุมมองก็จะเป็นกลางมากขึ้น
อย่างน้อยหลังจากที่มีหุ้นติดมืออยู่บ้าง ทีนี้ราคาหุ้นจากนั้นจะขึ้นจะลงก็สามารถมองได้ว่าดีทั้งนั้น ลงก็จะได้ซื้อเพิ่ม ถ้าขึ้นก็มีอยู่บางส่วนแล้วไม่ได้ตกรถซะทีเดียว
หมายเหตุ ผมเห็นว่าเหมาะสมเฉพาะกับหุ้นที่เชื่อว่ากำไรจะโตในระยะยาวเท่านั้นนะครับ
รอครับ ผมเคยลองแล้วโดนเลยถ้าคำนวนแล้ว PEG >1 ยังไงก็แพง (กฏส่วนตัว) ![]()
เก็บเงินสดไว้ดีกว่า ยังไงก็ต้องมีจังหวะให้เราซื้อ ปีที่แล้วก็มีหลายตัวที่ซื้อไม่ได้ แต่ปีนี้ซื้อได้
ตอนนี้ก็มีหลายตัวที่ยังไม่กล้าซื้อ แต่เดือนหน้าอาจได้ซื้อ ![]()
ระหว่างนี้ก็หาตัวอื่นไปเรื่อยๆ เพิ่มใน watch list
ปล. ถ้าคิดและรู้สึกว่าแพง ยังไงก็แพงครับ ![]()
ผมจะดูที่ราคาล่าสุดอีกรอบ แล้วประเมินครับ ว่ายังอยากซื้ออยู่หรือไม่
ถ้ายังอยากซื้อ ก็จะซื้อเฉลี่ยครับ (แบ่งไม้)
รออย่างเดียว ถ้ารู้ว่าแพงแล้ว ก็ ไปซื้อตัวอื่นก่อน....ผมมีหลายตัวที่รอแล้วก็ไม่ได้ซื้อสักที เพราะมันขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่ก็สอนว่า เขาไม่ใช่เนื้อคู่ของเราครับ
![]()
ตรวจสอบอีกครั้ง ว่าราคาที่เราประเมินมีอะไรผิดพลาดไม๊
หาความรู้เพิ่ม โลกทัศน์กว้างขึ้น ทำให้เรามองหุ้นเปลี่ยนไป
เพราะการประเมินหุ้นต่ำเกินไป มี MOS มากเกินไป
เป็นความผิดพลาดเหมือนกับการประเมินสูงเกินไป
หุ้นดีที่เสียไปนั้น บางครั้งมันเสียหายแบบหลายเด้งเลย
คนซื้อหุ้นมี 3 กลุ่ม คือ
1.พวกติดดอย
2.ตกรถ
3.พวกสมเหตุสมผล
โดยส่วนใหญ่ผมจะยอมเสียพรีเมี่ยมครับ และถ้าเป็นหุ้นที่อยากได้และไตร่ตรองดีแล้ว
จะค่อนข้างเคาะขวาครับ
ผมยึดคติไม่เสียดายไม่เสียใจครับ
ถ้าหุ้นแพงเกิน ผมจะรอครับSamadha เขียน:จะรอก็ไม่ค่อยลง มีแต่ขึ้นไปเรื่อย
จะซื้อเลยก็รู้สึกว่า overvalue ถือแล้วหวาดเสียว
ส่วนตัวผม จะหลบไปซื้อตัวอื่นที่คิดว่าคุ้มค่ากว่า
แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆใจ เหมือน ชอบผู้หญิงคนนึง แต่ดันไปลงเอยกับผู้หญิงอีกคน
อยากรู้ว่า VI ทั้งหลายตัดสินใจกันอย่างไรครับ
ถ้าเป็นเรื่องสาว สินสอดมีพรีเมี่ยมนิดหน่อยก็โอเคครับ 55555
ประเด็นน่าอยู่ที่การประเมินมูลค่า ระยะสั้น ระยะยาว กับเวลาที่จะถือหุ้น
ถ้าเรามั่นใจการประเมินมูลค่า สัก 90% เราก็จะรู้ว่าควรทำอย่างไร
แต่ก็ยากมากที่เราจะประเมิน มูลค่า กิจการได้ ใกล้เคียง
ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยให้ขาดทุนน้อยลง เวลาประเมินมูลค่าผิด คือซื้อแบบ discount
ผมจะยึดตามนี้เสมอครับ
1 ซื้อหุ้นของกิจการที่ดี
2 มีกำไรต่อเนื่องไปในอนาคต
3 ซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ
4 ผู้บริหารมีคุณธรรมและความสามารถ
5 และถือมันไว้ ตราบที่มันยังเป็นธุรกิจที่ดีอยู่
วอเรนซ์ บัฟเฟตต์
คำถามนี้จะอยู่ในข้อ3 ครับ
ถ้ารู้สึกแพงแสดงว่าราคาสูงกว่ามูลค่าที่จริงของกิจการ
ก็คงยังไม่ซื้อครับ ก่อนซื้อทุกครั้งผมก็จะประเมินมูลค่าก่อนครับ
ผมรอได้เสมอครับ เมื่อมีแนวทางแล้วจะไม่พยายามออกนอกแนว ![]()
น่าจะรอ แล้วหาข้อมูลประกอบไปด้วยครับ พร้อมทั้งหาตัวอื่นควบคู่กันไปด้วยเผื่อจะเจอกับหุ้นตัวที่ดีกว่าตัวที่รออยู่ครับ
ถ้าเป็นบริษัทที่ดีจริงๆและไม่แพงมากจนเกินไปผมจะซื้อนิดหน่อยครับ อย่างที่คุณดำบอก ก็คือ เวลาที่เรามีหุ้นบ้างเราจะลดความเครียดได้ส่วนหนึ่ง เรื่องนั้นผมก็เป็นครับ แล้วเราก็ยังจะมีไฟในการหาข้อมูลและวิเคราะห์หุ้นตัวนั้นเพิ่มเติมด้วยครับ
แต่ถ้าเป็นบริษัทกลางๆ ผมจะรอ และ วิเคราะห์หุุ้นตัวเดิมๆ ไปพร้อมๆ กับหาหุ้นตัวใหม่ๆครับ บางครั้งก็ได้เป็น Stock List เพิ่ม เพราะก็แพงไปเหมือนกัน บางครั้งไม่ได้ Stock List เพิ่มก็ยังได้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอื่นๆเพิ่มเติมครับ
หุ้นดีมันก็มีช่วงเวลาที่ย่อตัวลงมาบ้าง
1.ทะยอยเก็บครับ ตอนที่ตลาดตกใจ
2. ทยอยขายออกไปบ้าง เมื่อตลาดเริ่มฟื้น
หลังจากเราขายเอากำไรมาแล้ว ก็จะทำให้ต้นทุนที่เราถืออยู่นั้นลดลงไป
ต้นทุนจะลดลงไปมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วละครับ ว่าอยากจะให้หุ้นที่ถือนั้น
มีต้นทุนเท่าไร (อยากให้ต้นทุนเป็น ศูนย์ก็ยังได้)
คราวนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้วครับ (ถ้าหุ้นที่เราเลือกมาแล้วมันดีจริง)
ถือยาวเลยครับ รอรับปันผลเรื่อยๆ ติดตามกิจการ ทุกไตรมาส เท่านั้นก็เพียงพอแล้วครับ
ฟังดูแล้วง่ายดีมั๊ยครับ วิธีของผม
![]()
ถ้าหุ้นมันแพงเพราะพื้นฐานมันดี เราก้อคงต้องซื้อแพงครับแต่อย่าซื้อตอนมันแพงสุดๆ เช่นในตอนที่ตลาดมันบูมสุดๆ และ มันจะแพงอยู่อย่างนั้นได้ พฐ ระยะยาว ต้องมีการเติบโตเปนไปแบบเดิมพอๆกับที่มันเคยเปนมาในเรื่อง ยอดขาย กำไรต่อหุ้น เงินสดต่อหุ้น ความเสี่ยงของผลการดำเนินงาน
หาตัวอื่นครับ บางทีตัวที่แพงเกินไปแล้วผมมักไม่ค่อยติดตามอย่างใกล้ชิด ดูห่างๆอย่างห่วงๆดีกว่า
รออย่างเดียวครับ ไม่ชอบซื้ออนาคต เอามูลค่าปัจจุบันดีกว่า
ตอบแบบนี้ล่ะกัน
1. ไม่ซื้อเพราะราคาไปไกลแล้ว แต่ต้องทำใจให้ได้ว่า เดี๋ยวมันก็มีมาให้อีกในรอบหน้า
2. ซื้อ เพราะ ลุย
ขึ้นกับตัวของคุณว่า เลือกข้อ 1 หรือ 2
แต่ทว่า ขาดทุนหรือกำไรมันอยู่ที่ตัวของคุณ
![]()
ซื้อติดมือไว้นิดหน่อยจะได้ไม่ลืมเวลาหุ้นตกหนักๆ