อาทิตย์ มิ.ย. 15, 2014 3:17 pm
ยังไงก็ไม่พอใช้หรอกครับ และไม่ได้ต้นทุนถูกลงอะไมากมายนัก เป็นแค่เหมือนกับไม่ให้แสดงแดดปล่อยผ่านเลยไป แต่เพราะได้รับเงิน adder มากกว่า break even เลยเร็วกว่าเมื่อก่อน
ผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือกแต่ละอย่าง สนับสนุนไม่เท่ากันครับ
จากเดิม กพช. เคยออกนโยบายมา แล้วนักลงทุนเมิน 2552-2553 เลยออกมาใหม่ โซล่าร์สนับสนุน 10 ปี ให้ค่า adder สูงสุด 8 บาท และพิเศษ อีก 1.5 บาท ถ้าอยู่พื้นที่ผลิตไฟฟ้าด้วยโรง diesel
ดังนั่น ทุกคนมุมงมาทางโซล่าร์มากที่สุด
แล้วที่เขาแย้งกัน อ่านในหว้ากอ pantip ที่จริงมีต้นทุนแฝงที่ไม่ได้รักษ์โลกอย่างที่คิด กระบวนการได้ไฟฟ้ามานอกจากการผลิตเซลล์ไฟฟ้าแล้ว ยังต้องมีแบตเตอรี่ตัวร้ายที่เป็นศัตรูกับมลพิษ ทั้งการผลิต และการเอาไปทำลายหลังที่มันพังชาร์จไฟไม่ได้แล้ว
เซลล์แสงอาทิตย์ บอกว่าประสิทธิภาพการผลิตไฟเทียบกับกำลังติดตั้งเฉลี่ยอยู่ 14%-17% เฉลี่ยได้ไฟฟ้ามาวันละ 4 ชม. เท่านั้น เพราะแต่ละเวลาความเข้มของแสงแดดไม่เท่ากัน และหน้าฝน ฟ้าปิดก็ไฟแทบไม่ออกเลย
ผมเชื่อข้อมูลนี้ เพราะมีประสบการณ์คุม operations ของระบบมือถือ มีพื้นที่รับผิดชอบประเทศเพื่อนบ้านด้วย ตั้งแต่ยุคแรกของบางประเทศที่พื้นที่ไม่มีไฟ หน้าฝนต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าปั่นด้วยดีเซลตลอดเวลา
และซึ่งแบตฯ ไม่ได้อายุยืนอย่างตัวแผง ที่ผมเคยอยู่กับมันราว 20 กว่าปี ประมาณอายุว่ามันต้องเปลี่ยนทุก 7-8 ปี เหตุเพราะมัน charge-discharge ทุกวัน ใครที่รู้จักการทำงานของแบตเตอรี่ จะรู้ว่าอายุมันนอกจากขึ้นกับการควบคุมการชาร์จและการใช้ของเครื่องใช้ไฟฟ้าว่าดึงกระแสรุนแรงหรือไม่แล้ว มันมีอายุที่เรียกว่า "(charge) cycle" ด้วย หรือพูดภาษาง่ายๆ ก็รอบการชาร์จไฟ คือนับจำนวน charge-discharge ถ้าบ่อยมากก็พังเร็วขึ้น
รัฐไม่ได้ subsidize ด้วยการเอาภาษีจากใครนะครับ
แต่อย่าเพิ่งดีใจ... เพราะที่จริง ก็มาเฉลี่ยลงใน "Ft" ประมาณการว่าต้องเพิ่มเข้าไป ไป 8 สตางค์ ในระยะเวลาไปถึง 10 ปีที่อุดหนุน ก็คือเฉลี่ยลงบนใบเสร็จทุกคนที่ใช้ไฟ ที่เราเห็นในใบแจ้งหนี้จะมีคำว่า "ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)" แทรกอยู่ อยู่ในนั้นเราไม่รู้ตัว
(แปลว่า ถึงแม้จะดูเหมือนจ่ายเงินให้เอกชนที่ขายไฟราคาสูงลิ่ว หน่วยละ 6.5-8 บาท แต่เพราะปริมาณเทียบกับจากอย่างอื่นจำนวนมันน้อยมาก เฉลี่ยทำให้ต้นทุนเพิ่มอีกหน่วยละแค่ 8 สตางค์)
ค่า Ft คืออะไร
http://www.dede.go.th/dede/images/stori ... timeFT.pdf
นอกเรื่องนิด
ผมขอทำนาย แบบไม่ใช่ไสยศาสตร์หรือหมอเดาว่า
ไม่นาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คงมีประเทศเพื่อนบ้านเรา พม่า หรือไม่ก็กัมพูชา อาจไม่ใช่ลาวอีกแล้ว
ไทยคงซื้อไฟฟ้าจากหนึ่งใน 2 ประเทศนี้ หรือไม่ก็ทั้งสองประเทศ เพราะลากสายมาคนละด้าน
ไม่ใช่ผมพิสมัยโรงไฟฟ้านิวเคลี่ยร์นะครับ... แต่ปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คือ คนอยากใช้ไฟ แล้วระบบอื่นเริ่มจ่ายไม่พอความต้องการแล้ว
แต่ก็ไม่มีใครอยากให้ตั้งใกล้บ้านตัวเอง
และเหตุผลที่คงไม่ใช่ลาวเพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องการระบายความร้อนเตาปฎิกรณ์ด้วย และการขนส่งอุปกรณ์ไปติดตั้งก็ทำง่ายด้วย ส่วนใหญ่ที่เราเห็นถ้าเป็นไปได้ จะสร้างใกล้ทะเลก่อน
ล่าสุดโรงไฟฟ้าธรรมดาที่เราร่วมมือ สถานที่ตั้งที่ใกล้ชายแดนไทยที่สุดคือเกาะกง กัมพูชาซึ่งอยู่ด้านอ่าวไทย
ตอนนี้ เสี่ยเขมรที่ร่วมทุนกับโรงไฟฟ้าราชบุรี ชื่อลี ยง พัด หรือชื่อไทย นายพัด สุภาภา เพราะถือสองสัญชาติ เลยมีชื่อในสองประเทศ ที่มาร่วมทุนได้ เพราะ connection ในประเทศปึ๊ก เป็นเจ้าของกาสิโน สวนสนุกแบบสวนน้ำ โรงงานน้ำตาล กิจการนำเข้าส่งออก ฯลฯ เป็นวุฒิสมาชิกอีกด้วย เพิ่งร่วมทุนกับ RATCH ได้ไม่นาน
สุดท้าย ก็เหมือนแค่ย้ายที่ตั้ง จากไทยไปอยู่ในเขมร ผมน่าเป็นห่วงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยมากกว่านะผมว่า แล้วถ้าตูมขึ้นมาจริงๆ ฝั่งตะวันออก ที่ย่านเศรษฐกิจสำคัญของไทย ต้องอพยพกันจ้าละหวั่น!
ตอนระเบิดเชอร์โนบิล แม้ว่าสุดท้ายรัศมีต้องห้ามใครเข้าใกล้ อยู่ที่ 30 กิโลเมตร (รังสีมันไม่สนใจถนน จึงมองเป็นรอบพื้นที่เป็นเส้นตรงในอากาศ) แต่ขณะเกิดเหตุ บอกว่ามันฟุ้งกระจายมากบ้าง น้อยบ้างไปเป็นพื้นที่ 150,000-200,000 ตารางกม. คำนวณรัศมีที่เฝ้าระวังกัมมันตรังสีกระจายราว 250 กม. มาน้อยมามากเป็นบางด้าน แล้วแต่บังเอิญว่าลมพาไปด้านไหนมากกว่ากัน
เกาะกง ซึ่งติดกับชายแดนอ.หาดเล็กจังหวัดตราดรัศมีห่างจาก .....
ตัวเมืองตราด 90 กม.
เกาะช้าง 80 กม.
เกาะกูด 45 กม.
จันท์ 150 กม.
ระยอง 220 กม.
พัทยา 270 กม.
แหลมฉบัง 280 กม.
กทม. 350 กม.
เฮ้อ.... แหลมฉบัง พัทยา หวุดหวิด กทม. รอดไป
เอกสารประกอบ เรื่องการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน