เห็นกระทู้ที่น่าสนใจที่ถูกล็อกไปแล้วในบอร์ด value investing ครับ อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นประโยชน์กับนักลงทุนที่ประสบการณ์น้อยอย่างตัวผมเอง จึงขออนุญาต quote ข้อความในกระทู้ดังกล่าว เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่นักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ครับ
เนื้อหาของกระทู้ทำให้เข้าใจหลักการการประเมินมูลค่าได้มากยิ่งขึ้นครับ ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิธี DCF PE และ OE ว่าแท้จริงแล้วมีรากหรือที่มาของหลักคิดไม่ได้แตกต่างกันมาก เพียงแต่นำมาประยุกต์ให้มีความลึก และความสะดวกในการวิเคราะห์แตกต่างกันครับ ขอบคุณคุณ kspnwwn ผู้ตั้งกระทู้ และพี่ IH ที่เข้ามาตอบไว้ ณ ทีนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=14065
kspnwwn เขียน:เป็นตัวอย่างการหา Intrinsic Value ของ Washington Post ตอนที่ Buffett ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นเมื่อปี 1973 น่ะครับ นั่งอ่านอยู่เมื่อคืนแล้วมีจุดที่ยังงงๆอยู่ คงต้องรบกวนผู้เชี่ยวชาญเข้ามาไขข้อข้องใจครับ (อ้อ ลืมบอกไป ตัวอย่างนี้ได้มาจากหนังสือเรื่อง The Warren Buffett Way ของ Robert Hagstrom น่ะครับ คิดว่าหลายๆคนคงเคยอ่านแล้ว แต่ผมเพิ่งยืมมาอ่านได้สองสามวัน)
1. Market Value ของ Post เท่ากับ 80ล้านเหรียญ ในปี 1973 เริ่มต้นด้วยการคำนวณหา Owner Earnings โดยเอา net income (13.3ล้าน) บวกกับ depreciation และ amortization (3.7ล้าน) ลบกับ Capital Expenditure (6.6ล้าน) ได้เป็น Owner earnings ออกมาเท่ากับ 10.4 ล้านเหรียญ
2. จากนั้นเขาเอา 10.4 ล้านเหรียญ หารด้วย อัตราดอกเบี้ยของ long-term US bond (6.81%) ได้ออกมาเป็น Intrinsic Value 150 ล้านเหรียญ
3. แต่เขาว่า Buffett ไม่ได้หยุดแค่นี้เนื่องจาก Buffett คิดว่าในธุรกิจหนังสือพิมพ์เนี่ย Capital Expenditure จะมีมูลค่าเท่าๆกับ depreciation+amortization ดังนั้นเขาคิด owner earnings จาก net income ล้วนๆเลยซึ่งจะได้ออกมาประมาณ 196 ล้านเหรียญ (13.3/0.0681)
4. แต่ยังไม่จบครับ Buffett คิดว่าธุรกิจหนังสือพิมพ์มี Pricing Power ดังนั้นเขาเลย made assumption ว่า Post จะสามารถขึ้นราคาขายหนังสือพิมพ์ได้อีก 3% ซึ่งจะทำให้มูลค่าของกิจการกลายเป็นประมาณ 350 ล้านเหรียญ
5. ยังมีอีกครับ เนื่องจาก Buffett คิดว่า profit margin ของบริษัท 10% ที่ทำได้ในปีนั้นเนี่ยยังต่ำกว่า margin ในอดีตที่เคยทำได้ราว 15% แล้วอีกอย่าง Buffett ค่อนข้างเชื่อมือผู้บริหารว่าเธอคนนี้ (Katherine Graham) จะสามารถดึง margin ให้ขึ้นมาได้ถึง 15% เหมือนเดิม ก็เลยจัดการปรับตัวเลขมูลค่าแท้จริงของกิจการให้ขึ้นมาอยู่ที่ 485 ล้านเหรียญ
ที่ผมงงก็คือ
ในข้อ 2. ทำไมต้องเอา อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรมาหาร ผมไม่ได้สงสัยเรื่องการเลือกประเภทของอัตราดอกเบี้ยนะครับ แต่ผมสงสัยแค่ว่าทำไมเขาต้องเอามาหาร ไม่เข้าใจอ่ะครับ
ในจุดอื่นๆ ก็เป็นการปรับตัวเลขต่างๆที่ผมยังงงๆว่าคิดมายังไง แต่นึกไปนึกมาก็คิดว่าคงต้องใช้งบการเงินมานั่งดูประกอบด้วยถึงจะเข้าใจที่มาของตัวเลขได้น่ะครับ
Buffett ไม่ใช้ DCF จริงๆด้วยแฮะ
ดูวิธีการคำนวณแล้ว เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาจริงๆ
ในหนังสือเล่มนี้ก็ยังมีตัวอย่างของบริษัทอื่นด้วยนะครับ เช่น Geico, ABC ซึ่งเป็นอะไรที่แตกต่างไปอีก ไว้มีเวลาจะเอามา post ถามใหม่ครับ
Invisible hand เขียน:วิธีของ Buffet ก็มีแนวคิดแบบการหา DCF ครับ แต่ง่ายกว่าเยอะ และได้ผลไม่ค่อยจะต่างกัน
DCF model จะพิจารณา growth ความเสี่ยง ค่าเสื่อมราคา และเงินลงทุน เป็นหลัก
หากทำ DCF บ่อยๆ จะเห็นว่าท้ายสุด ค่าเสื่อมในระยะยาวๆ จะเท่ากับ capex ดังนั้น การ discount cash flow จะเปลี่ยนมาเป็น discount ตัว net profit แทนก็ไม่ได้ผลแตกต่างอะไรนัก
นอกจากนี้ รายการหนึ่งในการคิด DCF คือ terminate value ซึ่งใช้สูตร FCF / WACC -g หากให้ g=0 ก็เท่กับ FCF / WACC
ดังนั้นสูตรการคิด p/e ง่ายๆ คือ ใช้ p/e = 1 / WACC -g
g คือ long-term growth rate ครับ ตัวนี้เป็นที่ถกเถียงกันมากครับ หลายคนจะใช้ g เป็น + เพราะคิดว่าธุรกิจมี growth แต่ผมคิดว่า g ควรใกล้ 0 ครับ ผมคิดว่าหุ้นที่ g มากกว่า 0 ควรจะเป็นหุ้นที่โตได้มากกว่าเศรษฐกิจครับ ดังนั้นหุ้นที่โตตามเศรษฐกิจ g ควรจะเป็น 0 ครับ
และ g ไม่ควรบวกมากๆ เพราะไม่มีธุรกิจไหนครับที่สามารถโตในระยะยาวๆ ได้มากกว่าเศรษฐกิจนานๆ
ผมเคยใช้ g เป็น + พอสมควรสำหรับหุ้นที่ทำบ้านจัดสรร ในช่วง boom ซึ่งท้ายสุดพบว่าเป็นความผิดพลาดร้ายแรงอย่างหนึ่งของการทำงานครับ เพราะทำให้ valuation มันเพี้ยนไปเยอะ เพราะท้ายสุดแล้วอสังหาฯ ก็เป็นหุ้นที่โตได้ตามเศรษฐกิจหรือมากกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง
ปกติแล้วใน model DCF มูลค่าส่วนใหญ่จะอยู่กับ terminate value ครับ
ดังนั้นการคิดมูลค่าหุ้นโดยใช้ model " zero growth " คีอให้ g=0 ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้
แต่ Buffet ใช้ long-term gov bond เป็น WACC ซึ่งปกติ WACC จะสูงกว่า gov bond มันเหมือนจะได้มูลค่าสูงเกินจริงเพราะตัวหารต่ำ แต่อย่างที่บอก Buffet ก็ปรับมูลค่าที่จะซื้อด้วย margin of safety เอง
นอกจากนี้ 1 / WACC - g มันจะได้ multiple ค่าหนึ่งซึ่งคล้ายๆ กับ P/e ครับเพราะ p/e สะท้อนความเสี่ยงและการเติบโต
ยกตัวอย่าง หากเราให้ WACC ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่ 11% และให้หุ้นตัวนั้นมี growth ( g ) ที่ 3% ก็เท่ากับว่า multiple หรือ P/e = 1 / 11% - 3 %
= 1 / 8%
= 12.5 เท่า
WACC ก็คือความเสี่ยง อย่างต่ำต้องใช้เท่ากับพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีครับ ปัจจุบัน 6.8% ปกติหุ้นทั่วๆ ไปอาจจะใช้ WACC 8-15% ครับ แล้วแต่ความเสี่ยง เสี่ยงมาก wacc มาก แต่ยังไง long-term gov bond ก็ควรดูค่าที่น่าจะเป็น long-term ด้วย อย่างเช่นตอนที่ผลตอบแทนพันธบัตรลงไป 4% เราไม่ควรใช้ 4% ตอนนั้นหากเราเชื่อว่าดอกเบี้ยตอนนั้นต่ำกว่าปกติ ควรจะดูค่าเฉลี่ยระยะ 10-15 ปีย้อนหลังดีกว่า
ดังนั้น หากใช้ p/e ให้เป็น คือ รู้ว่าหุ้นตัวนั้นๆ ควรจะ p/e เท่าไหร่ ผมคิดว่ามันก็หมายความว่าเราคิด DCF เป็นนั่นแหละครับ
ผมเคยเห็นหลายกระทู้ก่อนหน้านี้มีเพื่อนๆ แสดงความกังวลว่าหา DCF ไม่เป็นจะลงทุนไหวมั้ย คิดว่านี่น่าจะเป็นคำตอบได้ครับว่าจริงๆ แล้วใช้ p/e ก็พอในระดับหนึ่งครับ แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของ p/e มากๆ ครับ เช่น
1. การใช้ p/e กับหุ้นวัฎจักร ทั้งวัฎจักรเศรษฐกิจและวัฎจักรของราคาผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องต้องระวังมากๆ
2 p/e สะท้อน growth และ risk หุ้นโตสูง p/e สูง หุ้นเสี่ยงสูง p/e ต่ำ
ฯลฯ
ส่วน DCF แม้ว่าจะแม่นยำขึ้น เพราะมีการพิจารณางบดุลเข้ามาประกอบ ซึ่งเราอาจจะ adjusted อีก ratio หนึ่งคือ
EV / net profit คือ แทนที่เอา mkt cap / net profit ก็เพิ่ม long-term debt เข้าไปด้วย เพราะ EV = mkt cap + long-term debt
เหตุผลที่ไม่ใช้ EV/ EBITDA เพราะผมเชื่อว่าระยะยาวๆ Depre = capex ครับ และ interest tax ก็ต้องจ่ายออกไปจริง
ดังนั้น EV/net profit จะสูงกว่า ( หุ้นตัวนั้นแพงกว่า ) สำหรับหุ้นที่มีหนี้มาก และต่ำกว่าหากหนี้น้อย กรณีที่กำไรเท่ากันครับ
สิ่งที่น่าห่วงคือ นักวิเคราะห์ตอนนี้เอา dcf ไปใช้แบบผิดๆ คือ เอาไปใช้กับหุ้นที่ไม่ควรหา valuation แบบ dcf เช่น หุ้นวัฎจักร
เหตุผลหนึ่งที่นักวิเคราะห์ใช้ dcf เพราะว่ามันดูเป็นศาสตร์ชั้นสูง เวลานักลงทุนถามจะรู้สึกว่าตอบไปว่าใช้ dcf จะไม่ถูกถามอะไรกลับมาและดูน่าเชื่อถือ หากใช้ target p/e p/bv จะรู้สึกว่ามีคำถามกลับมาเยอะ
step การเขียนอาจจะไม่ค่อยดีนะครับ ถ้าอ่านแล้วงงก็อาจจะลองอ่านซัก 2 รอบอาจจะช่วยได้นะครับ