Coverage and Capacity
ปกติแล้ว สถานีโทรศัพท์มือถือ (Cell Site) ทั้ง 2G และ 3G ทั่วๆไป (Out-door Coverage) จะนิยม แบ่งการกระจายคลื่นออกจากยอดสถานี ออกเป็น 3 ทิศทาง ด้านละ 120 องศา (มองจากท้องฟ้า) ก็จะครบรอบตัวพอดี โดยแต่ละด้าน ก็จะเรียกว่า 1 เซล (1 Cell) แต่จริงๆแล้วแบบ 1, 2 หรือ 4 ด้านก็มีใช้ครับ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ
Coverage area หรือพื้นที่ ที่คลื่นความถี่ส่งจากสถานีฐานออกไป ได้ไกลแค่ไหน โดยตัวแปรที่จะทำให้ส่งออกไปได้ไกลเท่าไรก็จะขึ้นอยู่กับ
1). ความแรงของคลื่นจากจุดกระจายคลื่น
2). สิ่งกีดขวางที่อยู่ระหว่างต้นทางกับปลายทาง (Path Loss)
3). ระยะห่างระหว่างต้นทางกับปลายทาง
หากเรานำความถี ย่าน 850-900Mhz มาเปรียนเทียบ กับ 1,800-2,100 Mhz ในที่นีเราขอเรียกว่าความถีต่ำกับความถีสูง ในกรณีที่ ข้อ 1 และ ข้อ3 เท่าๆกัน สิ่งที่แตกต่างกันคือข้อ 2 ดังนี้ ในพื้นที่นนอกเมืองความถี่สูงจะถูกดูดกลืนด้วยฝุ่นระอองในอากาศ และหรือใบไม้ มากกว่าความถี่ต่ำ คือหายไปกลางอากาศมากกว่า ส่วนในพื้นที่เมืองนั้น ความถี่สูงก็จะทะลุทะลวงคอนกรีต ตึกอาคารได้ดีกว่าความถี่ต่ำ นิดหน่อย พอสรุปได้ว่า นอกเมืองความถี่ต่ำส่งไกลกว่า ในเมืองในตึกความถี่สูงทะลุทะลวงกว่า
Capacity คือความสามารถในการรองรับ การโทรเข้าออก (Voice Call) และการใช้ Internet (Data) ต่อ 1 Coverage area (1 Cell )ไม่ว่าจะเป็นความถี่สูงหรือความถี่ต่ำ หากเทียบกันที่ Technology (2G หรือ 3G) เดียวกัน Capacity ก็จะแปรผันตรงกับ ความกว้างของแถบความถี่ (Bandwidth) เช่น Bandwidth 15Mhz ก็รองรับได้มากกว่า Bandwidth 10Mhz 1.5 เท่าโดยประมาณ
Frequency Re-use Technique ในพื้นที่ประชากรหนาแน่นมากเช่น สีลม เยาวราช สยาม ไม่ว่าความถี่สูงหรือต่ำ ซึ่งปรกติส่งไปได้ไกลมากกว่า 10 กิโลเมตร ก็จะถูกออกแบบให้ส่งได้เหลือเพียง 300-500 เมตร เท่านั้น โดยตัวแปรที่จะบอกว่าควรจะวางสถานีห่างกันแค่ไหนนั้นก็คือ Bandwidth นั่นเอง เพราะหาก Bandwidth น้อยกว่าก็รองรับได้น้อยกว่าจึงต้องทำ Cell ให้เล็ก ให้แบ่งกันใช้ในพื้นที่เล็กลงนั่นเอง การทำเซลให้เล็กลงแล้วนำชุดความถี่เดิมกลับมาใช้อีกเราเรียกว่า “Frequency Re-use Technique” โดยวิธีที่นิยมในการทำให้ Cell เล็กลงก็เช่น การลดกำลังส่งลง วางตัวกระจายคลื่น(Antenna) ให้ต่ำ และ ก้มลงไม่ให้ไปไกล