แชร์เพิ่มเติมจากน้องบิ๊กนะครับ
พี่หมอพงศ์ศักดิ์
1. เริ่มลงทุนประมาณ 10 ล้าน ช่วงซับไพร์มใส่เงินเพิ่ม 200 ล้าน
2. การเลือกหุ้น ชอบบริษัทที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้
3. ชอบหุ้นดี และต้องมีอะไรบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
4. กราฟไม่ดู แต่ชอบวิเคราะห์ Value Drive ดูว่าบริษัทจะมี Value อะไรที่จะกำลังเปลี่ยนแปลง
5. ชอบแนวทาง VI เพราะคิดว่าเป็นแนวทางที่ง่ายที่สุด หากเปรียบเทียบกับแนวทางอื่นเช่น จอร์จโซรอส ใช้ข้อมูลมหภาคแบบนั้นยาก ซึ่งเราไม่ถนัด
6. พี่หมอยังมองว่าตนเองยังไม่ประสบความสำเร็จ ต้องผ่าน 10 หรือ 20 ปีขึ้นไปแล้วค่อยดูผลระยะยาว ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่
7. หุ้นดีเวลาลงจะลงน้อยกว่าตลาด เวลาขึ้นก็ขึ้นได้แรงกว่าตลาด
8. ถือหุ้น 5 ตัวในสัดส่วนเท่าๆ กัน
9. สัดส่วนเงินสด ขึ้นอยู่กับโอกาส และความคุ้มค่าในการลงทุน ถ้าไม่ยังไม่คุ้ม ถือเงินสดดีกว่า ซื้อหุ้นไม่ต้องรีบร้อน รอจังหวะดีๆ ปัจจุบันถือเงินสดประมาณ 1%
10. Margin ใช้เมื่อมั่นใจ 100% เคยใช้ Margin case Makro ได้กำไร 1% แต่มั่นใจจริงๆ ว่าได้แน่นอนถึงใช้
11. ลงทุนต้องมีความสุข ความสุขแปรผักผันกับจำนวนครั้งของการ trade
12. เพิ่มขอบเขตความรู้ ศึกษาหุ้นที่เข้าใจยากๆ ขึ้น บางครั้งก็ได้ผลตอบแทนที่ดีได้
13. ความยากง่ายในการเล่นหุ้น หุ้น Growth ง่ายที่สุด หุ้น Turn Around รองลงมา หุ้น Cyclic ยากที่สุด แต่ถ้าศึกษาและเข้าใจทุกแบบจะให้ผลตอบแทนที่ดีได้
14. พยายามศึกษาบริษัทหนึ่งให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วจะสามารถ copy pattern รูปแบบไปใช้วิเคราะห์กับบริษัทอื่นได้
15. อ่านให้เยอะ แต่ที่สำคัญกว่าคือ ต้องวิเคราะห์ให้เป็น
16. ผู้บริหารซื้อที่มีนัยยะ คือ การที่ผู้บริหารที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ซื้อพร้อมๆ กันหลายๆ ท่าน อย่างต่อเนื่อง แสดงว่า กำลังจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เรื่องการขายหุ้นของผู้บริหารไม่ค่อยให้ความสำคัญ
17. คำถามชวนคิด Invesment ต่างจาก Speculation อย่างไร ?
18. ต้องวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนตัวเราเอง และปรับให้เหมาะสมกับสไตล์ของตัวเอง
19. หุ้น pe 20 growth 20 ผ่านไป 10 ปี จะดีกว่าหุ้น pe10 growth 10 แม้ว่าอาจจะโตไม่ถึง 20 ก็ยังดีกว่า
20. การคำนวณมูลค่า ควรดูๆ หลายวิธีเปรียบเทียบกัน เช่น P/E P/BV EV/EBIDA ปันผล
21. Case makro เป็นข้อผิดพลาด ขายเร็วไปเพราะมองว่า margin บางมาก แต่สุดท้ายพอมาเน้น Horeca ก็ทำให้ margin โตขึ้น กำไรเพิ่มขึ้นมาก
22. ซื้อด้วยเหตุผลได้ ให้ขายด้วยเหตุผลนั้น (Case MBK)
23. การประสบความสำเร็จไม่มีทางลัด (กฎ 10,000 ชั่วโมง ศึกษาวันละ 2 ชั่วโมง ต้องใช้เวลาถึง 12 ปี) ต้องขยัน อดทน
พี่ประชา
1. เริ่มลงทุนประมาณ 3 แสน แล้วเพิ่มเงินเป็น 10 ล้าน
2. ไม่จำเป็นต้องจบ Finance แต่อ่านงบการเงินควรเข้าใจแบบที่เจ้าของกิจการใช้ เช่น ดู ยอดขาย กำไร การเติบโต D/E margin
3. เริ่มต้นด้วย 56-1 อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจ เช่น กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ทันหุ้น ข่าวหุ้น
4. สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกหุ้น คือ ศักยภาพในการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
5. ใช้กราฟเพื่อดูว่า mass คิดยังไงมากกว่า แต่ชอบเปรียบเทียบภาพราคากับมูลค่า ว่าแตกต่างมากน้อยเพียงใด
6. เลือกหุ้นแบบ bottom up ผสม Top down จะดีที่สุด
7. ภาพแมคโคร เช่น QE ติดตามบ้าง ดูว่ามีผลต่อธุรกิจหรือไม่ แต่จริงๆ เน้นที่พื้นฐานกิจการมากกว่า
8. ถือหุ้น 3-10 ตัว ช่วงแรกชอบหุ้นตัวเล็ก หลังๆ เนื่องจาก พอร์ตใหญ่ขึ้น ถ้าจะเน้นตัวเล็กแบบเดิมคงต้องเพิ่มหุ้นประมาณ 20 ตัว ซึ่งไม่เหมาะกับตนเอง ดูไม่ไหว ก็มาเน้น big cap มากขึ้นแต่คงสัดส่วนจำนวนหุ้นเท่าเดิม
9. เลือกหุ้น Big Cap ที่มี Big Jump
10. case DCC ช่วงนั้นบริษัทอื่นกำไรลดลง แต่ทำไมบริษัทนี้ยังกำไรเพิ่มขึ้น ก็ไปศึกษาต่อ
11. case BGH เปรียบเทียบ Free cash flow ของบริษัท และยังมี room ให้โตได้อีกเยอะมาก ในขณะที่ผู้บริหารก็ซื้อตลอด มีแต่ฝรั่งเท่านั้นที่ขาย
12. มีความคิดวิเคราะห์ที่เป็นเป็นอิสระ
13. มีสไตล์เป็นของตนเอง วีไอหลายๆ คน เช่น บัฟเฟตต์ ลินซ์ โบลตัน สไตล์แตกต่างกัน แต่จุดร่วม คือ ซื้อกิจการในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่า