ศุกร์ ส.ค. 16, 2013 1:18 pm
ดร.นิเวศน์ เป็นท่านหนึ่ง ที่ผมเรียกว่าอาจารย์ได้อย่างสนิทใจ ทั้งที่ก็อ่านแค่หนังสือ และติดตามจากการออกรายการต่างๆ
จะว่าแฟนพันธุ์แท้อ.นิเวศน์ ผมอาจจะไม่ใช่นะครับ ผมมันพวกหยิบตำราโน่นนิดหยิบนี่หน่อยมาผสม เห็นอะไรน่าสนใจแล้วซื้อไปก่อน อา่นพบใน net รีบ save ไว้ก่อน
แถมตรงข้ามก่อนหน้า ยังเฉยๆ เป็นแค่หนึ่งในตำราจำนวนมาก ที่เอามากองก่อน ตามประสาคนหัวปานกลาง แต่ทะเยอทะยานอยากสำเร็จ เลยต้องเน้นปริมาณข้อมูล และการย้ำอ่าน
แต่มันมีจุดหนึ่งที่ผมจะเล่า ่ก่อนที่จะมีวันนี้ มีเรื่องทำให้ผมกลับมาอ่าน หนังสือที่อ.เขียน หลังจากวางไปนาน
ขอเล่าพร้อมทั้งตัวเลขยืนยัน ที่จะเป็นครั้งแรกที่ผมเขียน
ก่อนนี้ ที่เห็น post มา 3-4 ปี ใน thaivi ผมไม่เคยบอกตัวเลขผลงานผมแม้แต่ครั้งเดียว เพราะตระหนักดีว่าผมยังไม่สามารถเป็นตัวอย่างอะไรได้ เป็นแค่ VI ไร้รูปแบบ ไร้เอกลักษณ์ ไร้กระบวนท่า แต่ตอนนี้จะพูดพอให้เห็นว่า ผมมีวันนี้ เพราะจากความรู้และตัวอย่างวิธีการส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนใหญ่สำคัญจากการติดตามอ่าน ตามดูอ.นิเวศน์
อย่างที่บอกข้างต้น ผมเป็นคนลงทุนกับตำรามาก ซื้อมากองก่อน แล้วทยอยอ่าน อันไหนรู้สึกว่าไม่ได้ผลหรือไม่เข้าใจก็วาง แต่บ่อยครั้งก็เอากลับมาดูใหม่
ยุคก่อนวิกฤติ subprime หลายปี ที่พี่ครรชิต post พอร์ต ใน thaivi จำได้ว่า 2 ดร.ร่วมรุ่น วิศวะจุฬาฯคือดร.นิเวศน์ และดร.มานะ มหาสุวีรชัย ยังคิดในใจว่า โธ่เอ๊ย "แค่" ไม่กี่ร้อยล้าน พวกเสี่ยขาใหญ่ทั้งหลายเขาพันล้านไปแล้ว
ที่จริง เป็นเพราะตอนนั้นผมยังไม่รู้จักกับคำว่า "ผลประกอบการทบต้น" หรือ "compound" มันจะคล้ายกับคำว่า "exponential" ที่ตัวเลขดูเล็กจิ๋วที่เ็ป็นฐานสามารถใหญ่โตได้ด้วยพลังทบซ้ำเข้าไป โถ โง่แล้วยังคดว่าตัวเองฉลาด
ผมเปิดพอร์ตมาจนวันนี้ประะมาณ 8 ปีกว่า
ในช่วงแรก กำไรปตท.ก็พอควร หุ้นเรือแขก ผมก็เล่นหลายรอบ
แต่ผมยังไม่เคยรู้จักกำไรเขียวๆ double digit หรือเปอร์เซ็นต์สองหลักแม้แต่ครั้งเดียว ไอ้หมอนี่มันดูแค่ตัวเงินเป็นกำไร มันก็ขายแล้ว มีบางตัวก็ขาดทุน ...เม่าเต็มยศ ไม่เคยจำว่ากี่เปอร์เซ็นต์
จนช่วงวิกฤติ ที่ผมหยุด "เล่น" แล้ว แต่ก่อนหน้า่ก็ซื้อทิ้งไว้มั่วๆ ได้ตอนเกือบยอดดอยเลย ช่วง subprime มีบางวันหุ้นที่ผมทิ้งไว้นี้ มันเคยติดลบไปถึง 50% กว่าๆ
ผมถือว่าโชคดี เพราะก่อนหน้าทำกำไรไปเยอะ มีปตท. ที่กลับมาซื้อใหม่ติดดอยแค่ 500 หุ้น กับหุ้นอื่นอีกนิดหน่อย ผมทิ้งมันไว้อย่างนั้น ไม่ได้ใส่ใจเพราะคุมงานปฏิบัติการภาคสนามที่เป็นลูกจ้างเขางานมีเยอะ บางทีก็ไม่ได้สนใจเลย นี่เล่นแล้วทิ้งจริงๆ มันไม่ได้รรู้เรื่องรู้ราวเหตุการณ์อะไรเลย
แต่พอร์ตแดง -50% กว่านั้น มารู้ตัวตอนกลับมาดูทึหลัง ทำให้เป็นเรื่องสอนผมอย่างแรง ให้ผมได้ฉุกคิดว่า ที่ผ่านมาใช้ชีวิตกับความเสี่ยงที่อาจหมดตัวได้ นี่ถ้าบังเอิญผมลงเงินไปเต็มตอนยอดดอย ด้วยวิธี "เล่นหุ้น" แบบแทงสูงต่ำไล่ราคา แบบวิธีเสี่ยๆ ทั้งหลายที่ผมชื่นชม
หลังวิกฤติ ผมจึงเริ่มล้างใหม่ ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์เรียกได้ว่าเอาแบบถอดปลั๊กแล้วเสียบเข้าไปใหม่เลย ไม่ใช่ restart หรือ reboot ตามขั้นตอน คือขายที่มีในพอร์ตทิ้งไม่สนใจราคา
แล้วกลับมาหาตำราที่ผมวางกองไว้ หนังสืออ.นิเวศน์ผมอ่านอีกหลายรอบ บทความ ใน net, รายการทีวีทั้งหลายทั้ง money talk และที่ไปให้สัมภาษณ์ที่ต่างๆ ผมไม่ได้แค่ดู หรืออ่านครั้งเดียวแต่ทุกรายการจะ save ลง external hard drive พกไปมาดูแล้วดูอีก ตกเย็น ยังไม่กลับบ้าน นั่งดูนั่งฟัง ที่ office สงกรานต์ปีใหม่ วันหยุดยาวๆ ก็จะไม่ไปเที่ยวไหน เอามานั่งดู
สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจได้อย่างดี ก็คือสรุปอพอร์ตอ.นิเวศน์ที่พี่ครรชิตเอามาโชว์นั่นแหละครับ ยิ่งตอนหลังรู้ว่าตัวเลขมักจะน้อยกว่่าความเป็นจริงเสมอ* ก็ยิ่งรู้สึกฮึดอยากทำได้บ้าง
*(หมายเหตุ: บมจ. ที่แจกปันผลเป็นหุ้น ตัวเลขจำนวนหุ้นผถห.ใหญ่ จะเป็นจำนวนหุ้นก่อนปิดสมุดทะเบียนก่อนแจก มูลค่าทค่ผถห.ถือครอง จึงไม่ใช่ปัจจุบัน เพราะราคาใหม่จะ dilute ถ้าคูณเข้าไปกับจำนวนหุ้นเก่ามูลค่าจึงน้อย แต่ตัวเลขจำนวนหุ้นจริงที่ broker และเจ้าของ port เห็นจริงจะมากกว่าที่ประกาศใน set.or.th และ settrade.com สังเกตได้จากว่า ตัวเลขจำนวนหุ้นคือปริมาณปิดสมุด แล้ววันประชุมแจกปันผลตนมหลัง)
ช่วงแรกหลังเริ่มใหม่ ผมเล่นกับปันผลก่อน บางตัวซื้อตอนจะปันผลแล้วขายวันก่อน xd แล้่วต่อมาเริ่มหาหุ้น ถือสั้นก่อน แบบทดลอง และส่วนหนึ่งลองแค่ 100 หุ้น ก่อนกระโจนลงไป
แล้วต่อมา ค่อยๆ ถือยาวขึ้น บางส่วนยอมรับว่าเกือบจะกลายเป็น copy เซียน
แต่ที่ขาดไม่ได้ ก่อนจะซื้อ ต้องดูว่ามันมี มูลค่าอย่างไร หาตัวเลข หาอนาคต ดูสินค้าบริการ product อ่านข้อมูลกิจการที่เพื่อนๆ พี่ๆ เขียนไว้ ใช้อากู๋ช่วยหา การวิเคราะหและหาข้อมล์รวมกรณีถือไม่กี่เดือน และขายหวังราคา ก่อน xd ด้วย ต่อให้ปันผลสวยสุดยอด แต่ดูแล้วกิจการเน่า หรือมีเงื่อนงำ ยังไงก็ไม่เอา) จึงแน่ใจว่าช่วงแรกเป็นการ copy อย่างมีหลักวิชา
แล้วก็เริ่มเพิ่มจำนวนถือยาวขึ้น มีทั้งหุ้นปันผลดี และหุ้นโตเร็ว
และแล้วปีแรกหลังวิกฤติ ที่ผมมาสรุปค่ำๆ หลังตลาดปิด วันสุดท้าย ก่อนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผมยังลังเลว่าฟลุ๊ครึเปล่า เพราะตลาดก็รุ่ง ผมทำกำไรคิดเป็น IRR เฉลี่ยทั้งปี 66% เริ่มดีใจเพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ชนะตลาดได้ แต่ยังลังเล เพราะตลาดก็ผลตอบแทนเฉลี่ย 40%
แต่หลังจากนั้น ปีต่อมา ตลาดติดลบ 0.7% แต่ของผมโตทบต้นไปเกือบ 90% จะตกลงมาก็ปลายปี แต่ก็ยังได้ราว 85% จึงแน่ใจ ว่าเราเรียนรู้มาได้ดีพอควร แล้วปีต่อมา ได้ 200% กว่า เปลี่ยนจากการถือสั้นๆ หลายกิจการ มาเป็นแค่ 3 กิจการ ถือนานไม่ต้องคอยหาใหม่
เอาเป็นว่าเข้าสู่สรุปเลยดีกว่า เพราะพูดมากไปจะกลายเป็นนอกจุดโฟกัส และผมอย่างที่บอกตอนแรกว่า ผมยังไม่สามารถที่จะเป็นตัวอย่างได้ เพราะยังไร้รูปแบบตัวเอง เอาเป็นว่า สรุปว่าเงินผมโตขึ้น 6 เท่า จากเงินต้นที่ทยอยใส่เข้าไป แม้ตอนเลือกหุ้น ตอนแรก ผมแค่คิดแต่ตามหลัก VI ที่อ.นิเวศน์เป็นผู้จุดกระแส แค่ต้องการเลือกกิจการที่ไว้ใจ กฎการรักษาเงินต้น "อย่าขาดทุน" ก่อนแค่นั้น
แต่ผลพลอยได้ คือผมผ่านการได้ "เด้ง" มาแล้ว 4 ตัว ไม่ได้จำนวนมากไปทุกตัว แต่ก็ทำให้พอร์ตผม โตขึ้นไปมากเกินคาด
ผมไม่ได้คุยว่าผมเก่งนะครับ อย่าเพิ่งหมั่นไส้ไป และนึ่ก็ไม่ใช่การถ่อมตัวเพราะผมอาจจะหัวช้าและซื่อบื้อไม่ทันคนในหลายเรืีองด้วยซ้ำ แต่ถ้าใครมาบอกว่าเป็นผลจากความขยันของผม ผมจะยืดอกรับโดยไม่ถ่อมตัว ผมเคยเป็นศิษย์ไร้ครูไม่เชื่อมั่น แต่พอจะกลับมาลอง ผมจะอ่านหลักการซ้ำๆ ตรงไหนไม่เข้าใจก็อัดเข้าไป จนกว่าจะเข้าใจ
ที่สำคัญกว่า คือความโชคดีของผมครับ (และเชื่อว่าเป็นของอีกหลายคน) ที่ได้เกิดมาตรงกับยุคที่มีบุคคลทึ่ยินดีเผยแพร่ความรู้ ทรรศนะ และเตือนให้หยุดคิดในหลายกรณี คืออ.นิเวศน์
สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากอาจารย์ โดยไม่คิดมาก่อน ว่าตัวเองจะทำได้ ผมไม่ได้หวังไปว่าจะทำเป็นเปอร์เซนต์โตๆ ได้ทุกปี แต่แน่นอน อนาคตตลาดอาจเจอเรื่องแย่ๆ ไม่โตเลยหรือติดลบบ้างก็ได้ในบางปี อย่างที่อ.นิเวศน์หรือ buffett ก็เจอมาหลายรอบ
แต่สิ่งที่ผมได้และเป็นสิ่งที่น่าจะคงทนกว่าคือ จากการติดตามเห็นการลงทุนของอ.นิเวศน์ คือการทำให้ใจเย็นเมื่อเห็นตลาดติดลบ หุ้นร่วงแดง แต่ยังอยากร้สึกยังหวงกอดหุ้น ในกิจการที่ตัวเองมั่นใจ หันมาดูพอร์ตตัวเองบ้าง ตั้งแต่ช่วงพายุฟ้าฝนน้ำท่วมใหญ่ และช่วงพายุลมปาก QE เบอร์นันกี้ เมื้อเรามั่นใจว่ากิจการเราไม่ได้ล่มไปตามเหตุการณ์นั้นจริงๆ ตลาดหด ราคาร่วง แต่คุณค่ากิจการไม่ได้หดหรือร่วงหล่นจริง เราก็ไม่ควรตื่นตูม (แต่แน่นอน ถ้าตัวกิจการจริงเซไปตามภาวะมหัพภาคแย่ๆ นั้น แต่รู้ก็ยังทนทู่ซี้ถือยาวต่อ จะกลายเป็นโง่แบบไม่รู้ตัว การถือยาวไม่ได้ดูอะไรไม่ใช่หลัก VI แต่น่าจะเป็น IVI หรือ Ignored Value Investment )
มันเห็นผลตอนที่น้ำท่วมมาแล้ว แล้วก็พิสูจน์หลักการนั้นมาแล้ว ช่วงตอนปลั๊กหลุด CB แก้ตัว (ที่ตลาด SET หยุดเองไปตาม mai) กลัวยุโรปพัง ก็ราคาอ่อนไปตามกัน แต่หลังเหตุการณ์ ราคาหุ้นบางตัว กลับมา "ลิ่ง" เลย
เรียกได้ว่าใจเย็น ไม่ไดเย็น้แบบไร้ใจ หรือเพราะด้านชาต่อเหตุการณ์ แต่เพราะทำความเข้าใจมั่นใจ หรือความมี "เหตุผล" รองรับในการลงทุน อย่าง buffet ย้ำ อ.นิเวศน์เอามาเผยแพร่
เมื่อเป็นทั้งแรงบันดาลใจ เป็นทั้งเจ้าของข้อเขียน ข้อคิด คำพูดต่างๆ ที่ได้ผลจริงแล้ว ผมจึงรำลึกถึงพระคุณในวาระที่อาจารย์ครบ 60 ปี ขอบคุณเป็นอย่างสูง ที่ทำให้ผมได้มีในวันนี้ ถึงผมยังต้องเรียนรู้อีกมาก กว่าจะไปไกลกว่านี้ ยังอ่อนประสบการณ์แต่ตอนนี้ก็ไวเกินคาดที่ตัวเองตั้งไว้ ถ้าไม่มีอาจารย์นิเวศน์คอยเผยแพร่หลักการลงทุน ผมยังคงงมโข่งอยู่
ไม่รู้จะตอบแทนพระคุณยังไง เพราะไม่มีอะไรที่อยู่ในฐานะจะตอบแทนได้ จึงขออวยพรให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรง์อายุยืนยาวมากๆ แบบปู่บัฟเฟต์ และทำผลงานโชว์มั่นคงทบต้นไปอีกนานๆ และจะเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องรุ่นลูกหลานให้หันมา "ลงทุน" (=ไม่ใช่เล่นหุ้น) แบบนี้ไปเรื่อยๆ
และอาจจะต่างจากการรำลึกถึงอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ 60 ปี เกษียณแล้ว ออกจากตำแหน่งใหญ่ๆ ไปเลี้ยงหลานที่บ้าน คงจะเป็นเครื่องหมาย และถึงวาระให้รู้สึกสะท้านใจอาลัยว่าคงจะนานๆ จะได้พบกัน หรือไม่ได้เห็นหน้าอีกเลย
แต่อาจารย์นิเวศน์ ครบ 60 ปี เป็นเครื่องหมายการสะสมประสบการณตกผลึกเข้มข้น เทียบกับปูบัฟฟ์ถือว่ายังหนุ่มอยู่มาก น่าจะยังคงเห็นหน้าบ่อยๆ ทางข้อเขียน และการบรรยายเช่นเดิม จึงคิดว่า วาระนี้ คงจะมีแต่เรื่องความสุข เรื่องอารมณ์ขัน เรื่องประสบการณ์ แล้วจะได้ยินจะได้ะเห็น ไปจนวันครบรอบอาจารย์ 6, 7, 8, 9, ...รอบไปเรื่อยๆ