พฤหัสฯ. มี.ค. 21, 2013 9:36 pm
อีกบอความที่น่าสนใจ
" ทิศทางธุรกิจสิ่งทอในตลาดโลก "
06 Feb 12 , โดย อุษา แสงวัฒนาโรจน์
TTIS Textile Digest ฉบับนี้ขอนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ และทิศทางของอุตสาหกรรมสิ่งทอในตลาดโลกในอนาคต ที่กำลังมุ่งสู่กระบวนการผลิตที่ปลอดภัยและการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความต้องการ technical textiles ในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
World Textile_001 มุ่งสู่สิ่งทอสีเขียว
จากข้อมูลที่รวบรวมได้ส่วนใหญ่แสดงแนวโน้มของอุตสาหกรรมสิ่งทอในตลาดโลกว่า กำลังมุ่งสู่กระบวนการผลิตที่ปลอดภัยและการผลิตผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นจริงตามข้อมูลสนับสนุนเหล่านี้หรือไม่นั้น คงต้องรบกวนท่านผู้อ่านช่วยพิจารณาวิเคราะห์จากข้อมูลและประสบการณ์ของท่านด้วย ข้อมูลที่รวบรวมได้สามารถสรุปสั้นๆ ได้ดังต่อไปนี้
ข้อมูลชิ้นแรกที่สนับสนุนแนวโน้มสิ่งทอสีเขียวเป็นรายงานจาก Textile Exchange (ก่อนหน้านี้คือ Organic Exchange) ที่ชื่อว่า the 2010 Global Market Report on Sustainable Textiles รายงานนี้รวบรวมข้อมูลของเส้นใยฝ้ายออร์แกนิคหรือฝ้ายอินทรีย์ที่ถือว่ามีความปลอดภัยต่อการนำมาใช้งานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในรายงานได้แสดงมูลค่าของเส้นใยชนิดนี้ไว้ว่า ในปี ค.ศ. 2010 มูลค่าของฝ้ายออร์แกนิคในตลาดโลกเติบโตอีกร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้านี้ (4.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2009) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5.16 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ผู้ใช้ฝ้ายออร์แกนิคในผลิตภัณฑ์ของตนมากเป็น 10 อันดับแรกในปี ค.ศ. 2010 ประกอบด้วย H&M, C&A, Nike, Inc., Inditex (Zara), Adidas, Greensource, Anvil Knitwear, Target, Disney Consumer Products และ Otto Group
กรรมการผู้จัดการของ Textile Exchange ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคยังคงนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากฝ้ายออร์แกนิคและจากเส้นใยที่เป็นมิตรและมีความยั่งยืนหรือ sustainable fibers (ตัวอย่างเช่น เส้นใยที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ เส้นใยที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ เส้นใยจากพืชที่สามารถปลูกทดแทนได้ เส้นใยที่ผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถหามาทดแทนได้ เส้นใยที่ผลิตโดยใช้พลังงานต่ำและปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกต่ำ ฯลฯ) ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็พยายามที่จะเพิ่มปริมาณการใช้เส้นใยเหล่านี้มากขึ้นในสายการผลิตของตน Textile Exchange ได้คาดคะเนไว้ว่า ถ้าการเติบโตของฝ้ายออร์แกนิคจะยังคงมีเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ต่อปี มูลค่าของฝ้ายออร์แกนิคในตลาดโลกจะเพิ่มเป็นราว 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2011 และเป็น 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2012 จากการทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในปี ค.ศ. 2010 พบว่า เส้นใย 2 ชนิดที่ถือว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีปริมาณการนำมาใช้มากที่สุดโดยผู้ประกอบการสิ่งทอคือ เส้นใยพอลิเอสเทอร์จากการรีไซเคิลและเส้นใยไลโอเซล
แหล่งข้อมูลที่สองมาจากบทสรุปการจัดงานแสดงเครื่องจักรสิ่งทอระดับโลก ITMA-Barcelona เมื่อปีที่แล้ว แสดงการสนับสนุนแนวโน้มการผลิตที่ปลอดภัย โดยยกสุนทรพจน์ของ Mr. Kofi Annan อดีตเลขาธิการยูเอ็น (ได้รับเชิญเป็นแขกคนสำคัญขึ้นแสดงสุนทรพจน์ในส่วนของการประชุม The World Textile Summit) มีใจความตอนหนึ่งว่า Mr. Annan ได้เชิญชวนผู้ประกอบการสิ่งทอทั่วโลกให้เข้าร่วมสนับสนุน the UN Global Compact ที่เขาได้เริ่มขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และขอให้ผู้ประกอบการสิ่งทอร่วมมือกันช่วยลดผลกระทบของกระบวนการผลิตที่มีต่อระบบนิเวศน์ เพื่อทำให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเองด้วย ในขณะเดียวกันก็ขอให้ช่วยดูแลเรื่องสิทธิของคนงานและกฏหมายแรงงานด้วย ในปัจจุบันมีประมาณ 8,700 บริษัทจาก 130 ประเทศซึ่งรวมผู้ประกอบการสิ่งทอด้วย ได้เข้าร่วมสนับสนุน the UN Global Compact แล้ว
ข้อมูลสนับสนุนถัดมาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Greenpeace ที่ออกมารณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมื่อกลางปีที่แล้ว โดยได้รณรงค์ให้ผู้ประกอบด้านแบรนด์และแฟชั่นช่วยกันงดปลดปล่อยสารเคมีอันตรายออกมาจากโรงงานที่เป็น supply chains ของตนเอง จากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือนต่อมา หกบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Adidas, C&A, H&M, Li Ning, Nike และ Puma ได้ประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนการรณรงค์ครั้งนี้ และได้ร่วมมือกันทำ roadmap แสดงขั้นตอนการดำเนินงานที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี ค.ศ. 2020 supply chains ของตนเองต้องไม่ปลดปล่อยสารเคมีอันตรายออกมาเลย
ในปัจจุบัน การรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้แพร่กระจายไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศเล็กๆ อย่างศรีลังกาก็ยังดำเนินการด้านนี้เช่นกัน ศรีลังกาเป็นประเทศในแถบเอเซียใต้ที่น่าทึ่งมากประเทศหนึ่ง หลังสงครามภายในประเทศที่กินเวลายาวนานถึง 30 ปีสงบลง ศรีลังกาสามารถพลิกฟื้นฐานะความเป็นอยู่ของประเทศให้ดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ปัจจุบัน ศรีลังกาได้กลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจมากมายรวมทั้งธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มด้วย อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของศรีลังกาได้รับการพัฒนาอย่างมากทั้งในด้านความรู้และความชำนาญจนเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ยอดการส่งออกสินค้าพุ่งสูงขึ้นทุกปีโดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา แต่กระนั้นก็ตาม การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมนี้ก็ไม่ได้ทำให้ศรีลังกาละเลยเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายในประเทศหรือละเลยเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ของคนงานและการให้ความยุติธรรมแก่ผู้ใช้แรงงาน ในด้านสิ่งแวดล้อม ศรีลังกามีโปรแกรมมากมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและสัตว์น้ำ ในส่วนของอุตสาหกรรมก็เช่นกัน ได้ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์และไนโตรเจนออกไซด์ อนุรักษ์การใช้พลังงาน ลดการผลิตน้ำเสียและสนับสนุนการรีไซเคิล ทั้งนี้จะพบว่าผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มหลายรายของศรีลังกาได้รับรางวัลในระดับชาติและระดับนานาชาติเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสังคม และที่สำคัญศรีลังกาเป็นประเทศแรกที่มีผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มได้รับ LEED platinum รับรองด้านการผลิตเครื่องนุ่งห่ม
World Textile_002 / Technical Textiles ในตลาดโลกสูงขึ้น
ผู้เข้าร่วมงาน ITMA-Barcelona 2011 ที่เป็น CEO ของ Royal Tencate ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตบางอย่างที่เราคิดว่ายังเป็นเรื่องใหม่และเราจะใช้ในการผลิตสิ่งทอก็เฉพาะเมื่อต้องการเพิ่มมูลค่าให้แก่สิ่งทอเท่านั้น อีกไม่นานเกินรอเราจะพบว่า เทคโนโลยีการผลิตเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปกติที่จำเป็นต้องมีอยู่ในกระบวนการผลิตสิ่งทอด้วยและไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป ตัวอย่างของเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เช่น เทคโนโลยีการพิมพ์สิ่งทอด้วยระบบดิจิตอลและเทคโนโลยีการตกแต่งสำเร็จต่างๆ
สำหรับการตลาดของ technical textiles รายงานฉบับหนึ่งของ Textiles Intelligence ได้แสดงให้เห็นว่า ความต้องการ technical textiles ในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามชนิดของงานที่ใช้ที่มีความหลากหลายมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะความต้องการจากอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ การก่อสร้าง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงานและด้านการแพทย์ สำหรับในอุตสาหกรรมรถยนต์ technical textiles ถูกใช้เพื่อเสริมด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายทั้งของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงช่วยในด้านการประหยัดพลังงานด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ที่ใช้ technical textiles เป็นวัตถุดิบในการผลิตจะสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ด้วย
CEO ของ Oerlikon Textile และ COO ของ Oerlikon Group ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนานวัตกรรมของ technical textiles ที่กำลังมาแรงและน่าจะมีอิทธิพลมากในอนาคตก็คือ การพัฒนาด้าน geo textiles ซึ่งที่เราพบเห็นมากจะเป็นการนำ geo textiles มาใช้แทนซีเมนท์ในงานก่อสร้าง โดยพบว่าการก่อสร้างอาคารประหยัดพลังงานสามารถกระทำได้ด้วยการใช้ geo textiles ซึ่งมีวัสดุสิ่งทอที่เป็นฉนวนเป็นส่วนประกอบ สำหรับงานก่อสร้างในบริเวณชายฝั่งก็จะใช้ geo textiles ที่มีวัสดุจากธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ เช่น เส้นใยปอกระเจา ส่วนงานด้านสิ่งแวดล้อม technical textiles ถูกนำมาใช้เป็นเวลาช้านานแล้วสำหรับผลิตฟิวเตอร์เพื่อคัดแยกสิ่งเจือปนและมลพิษในแก๊สและของเหลว สำหรับงานด้านพลังงาน technical textiles ถูกนำมาใช้ช่วยประหยัดพลังงานได้มากและพบว่ามีปริมาณการใช้มากในประเทศแถบยุโรป โดยประเทศในแถบนี้ได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานถึงร้อยละ 20 ภายในปี ค.ศ. 2020 ในด้านการแพทย์ พบว่า ปริมาณการใช้ technical textiles มีเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-4 ทุกปี โดยถูกใช้สำหรับเป็นตัวดูดซับของเหลวและสำหรับงานปลูกถ่ายอวัยวะเทียม
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เราเคยตื่นตาตื่นใจกับการได้เห็นผลิตภัณฑ์สิ่งทออัจฉริยะที่เปล่งแสงได้ในที่มืด เสื้อผ้าที่สามารถตรวจติดตามสุขภาพของผู้สวมใส่ พร้อมทั้งสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ได้เมื่อจำเป็น หรือเสื้อผ้าที่มีระบบการติดต่อสื่อสาร มีคีย์บอร์ดที่ใช้เล่นดนตรีและมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย โดยเสื้อผ้าเหล่านี้จะมีสีสันและรูปแบบที่ชวนให้สวมใส่ด้วย ในอนาคต การพัฒนาเสื้อผ้าอัจฉริยะได้ถูกคาดหวังให้มีฟังก์ชันมากขึ้นอีกโดยที่บทบาทด้านสีสันและรูปแบบแฟชั่นจะถูกลดลง ซึ่งจะทำให้ชื่อของนักออกแบบเสื้อผ้าที่ยังคงมีความสำคัญในปัจจุบันถูกลดบทบาทและความสำคัญลงไปในอนาคต จะเหลือจำนวนแบรนด์น้อยลงและจะมีเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ผลิตตามออร์เดอร์สำหรับตลาดนิชเท่านั้น
มีการคาดคะเนว่า ในอนาคตผู้บริโภคน่าจะมีความต้องการเสื้อผ้าหรือผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่สามารถแสดงการตอบโต้ได้ หรือสามารถแสดงอารมณ์และระดับความเครียดของผู้สวมใส่ออกมาทางเสื้อผ้า ผู้บริโภคหญิงอาจจะไม่สนใจชุดชั้นในทั่วๆ ไปอีกแล้ว แต่กลับต้องการชุดชั้นในที่มีชุดตรวจติดตามสุขภาพของผู้สวมใส่และสามารถเชื่อมต่อสัญญาณไปที่แพทย์ ผู้ฝึกสอนการออกกำลังกายหรือแม้แต่เชื่อมต่อไปที่นักโภชนาการของตนเอง อย่างไรก็ตาม ไม่เฉพาะเทคโนโลยีของวัสดุที่ประกอบเข้ากับเสื้อผ้าเท่านั้นที่จะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ตัวสิ่งทอในเสื้อผ้าก็จะได้รับการพัฒนาด้วยเช่นกัน การนำเส้นใยสิ่งทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ผลิตเสื้อผ้าอัจฉริยะหรือการนำวัสดุที่เป็นของเสียมาผลิตเป็นวัสดุใหม่หรือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ก็จะได้รับความสนใจด้วย นอกจากนี้ เรื่องความปลอดภัยของการใช้วัสดุอัจฉริยะก็จะเป็นที่สนใจเช่นกันโดยเฉพาะกับสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระดับนาโนหรือการใช้วัสดุระดับนาโนเคลือบสิ่งทอ ซึ่งมีสิ่งที่ต้องกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีนาโนหลายประการ เช่น ผลกระทบของสารนาโนต่อสิ่งแวดล้อม ความสามารถในการละลายน้ำของสารนาโน การตกตะกอนของสารนาโน ความเสถียรของสารนาโนที่อุณหภูมิสูง ผลกระทบของสารนาโนต่อระบบการบำบัดน้ำเสีย ความเป็นพิษของสารนาโนต่อมนุษย์และต่อความเสียหายของดีเอ็นเอ ผลกระทบของสารนาโนต่อระบบหายใจ ต่อระบบในกระเพาะอาหารและลำไส้ และต่อผิวหนัง ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอให้มีอย่างยั่งยืนได้นั้นอาจเริ่มด้วยการพัฒนาอย่างจริงจังในด้านองค์ความรู้ ความเข้าใจและความชำนาญให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ทั้งนี้รวมถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดโดยพึ่งพิงภายนอกให้น้อยที่สุด และเมื่อสามารถพึ่งพิงตนเองได้มากขึ้น ผลกระทบจากกระแสโลกที่ปรับเปลี่ยนไปมาตลอดเวลาตามความต้องการของประเทศมหาอำนาจก็น่าจะกระทบเราน้อยลงไปด้วย
Try to find a good company.