สงสัยครับว่า มันมีกฎหรือเปล่าว่า ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว จะต้องเป็นกี่ % ของทุนจดทะเบียน
และการมีทุนจดทะเบียนสูงๆจะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง (นอกจากใช้เข้าตลาดฯได้) แล้วก็ปกติเค้าใช้ทุนอันไหนอ้างอิงครับ
กรุณารอสักครู่...
สงสัยครับว่า มันมีกฎหรือเปล่าว่า ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว จะต้องเป็นกี่ % ของทุนจดทะเบียน
และการมีทุนจดทะเบียนสูงๆจะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง (นอกจากใช้เข้าตลาดฯได้) แล้วก็ปกติเค้าใช้ทุนอันไหนอ้างอิงครับ
OK ขอแตกคำถามก่อนนะ
1.มีกฎหรือไม่ในการกำหนดทุนชำระแล้ว
ตอบ: อันนี้ขอให้เช็คอีกที ถ้าจำไม่ผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะจดทะเบียนบริษัทจะต้องมีทุนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของทุนจดทะเบียน แต่ยังไงขอให้ไปเช็คในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกทีนะครับ
2.ทุนจดทะเบียนสูงๆมีประโยชน์อะไร
ตอบ: ใช้ในกรณีรับงานครับ คือผู้จ้างจะประเมินความเสี่ยงของผู้รับจ้างว่าทิ้งงานหรือไม่ ส่วนนึงจะพิจารณาจากตรงนี้ครับ เพราะการจดในรูปบริษัทจะถูกจำกัดการรับผิดชอบหนี้ตามทุนจดทะเบียน ดังนั้นสมมุติคุณเป็นผู้ว่าจ้าง จะจ้างงานระดับ 100ล้าน แต่บริษัทมีทุนจดทะเบียนแค่แสนเดียวและมีกำไรสะสมอีกไม่กี่หมื่น ไอ้อย่างงี้ถ้าผู้รับจ้างทิ้งงานผู้ว่าจ้างก็ฟ้องได้แต่ตามทุนที่มี เกินกว่านั้นก็หนี้สูญไงครับ
3.ปกติใช้อันไหนอ้างอิง
ตอบ: ใช้ทั้งสองอันนั่นแหล่ะครับ โดยที่ชำระแล้วเนี่ยทุนที่ชำระมาจะอยู่ในทรัพย์สินบริษัท(ใส่ทุนเข้ามาเงินสดเพิ่มขึ้น) แต่ถ้ายังไม่ชำระก็หมายความว่าเงินบางส่วนยังไม่ได้ลงมาในบริษัท ถ้าการดำเนินการเป็นปกติอยู่ก็ไม่เป็นผลอะไร แต่ถ้ามีการฟ้องร้องเรียกชำระหนี้ ผู้ถือหุ้นจะต้องชำระหนี้ตามส่วนที่ยังไม่ได้มีการชำระทุน ยกตัวอย่างเช่น ราคาหน้าตั๋ว 10 บาท แต่คุณชำระแล้ว 4 บาท ถ้ามีการเรียกหนี้ คุณต้องควักอีกหกบาทออกมาชำระด้วย แต่สำหรับหุ้นที่จดทะเบียนคุณไม่ต้องไปกังวลเรื่องใครจะมาตามหนี้เพิ่มเติมหากหุ้นคุณเจ้ง เพราะราคาที่คุณจ่ายในการซื้อหุ้นนั้นเป็นการซื้อเต็มราคาหน้าตั๋ว หรือที่บอกว่าพาร์10บาทหรือ1บาทนั่นแหละครับ
พอตอบประเด็นข้อสงสัยไหมครับ
ขอบคุณมากครับ คุณ genie
กระจ่างขึ้นเยอะเลยครับ
แต่ยังงงเรื่องราคาหน้าตั๋วของหุ้นจดทะเบียนที่คุณ genie อธิบายมานิดนึงครับ
คือ พวกบริษัทจดทะเบียนนี่ มูลค่าหุ้นที่อยู่ในตลาดฯ มันจะอิงไปกับทุนจดทะเบียนชำระแล้ว (เช่น AP ซึ่ง par 1 บาท ก็จะมีจำนวนหุ้น = 2,271,887,620 หุ้น ซึ่งจะไปเท่ากับ ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2,271,887,620.00 บาท)
อย่างนี้หนี้ของส่วนทุนที่ยังไม่ได้ชำระ ผู้ถือหุ้นจะโดนตามเก็บด้วยหรือเปล่าครับ
ตกลงเป็น25%ใช่ไหมครับคุณsanchaiw อันนี้ผมไม่แน่ใจ
สำหรับเรื่องราคาหน้าตั๋วไอ้ที่ชำระไม่เต็มโดยมาก(หรือทั้งหมด) จะเป็นหุ้นของพวกถือหุ้นก่อนเข้าตลาด หรือกรรมการก่อตั้งนั่นแหละครับ สำหรับพวกหุ้นที่ผ่านIPOในทางปฏิบัติจะชำระเต็มเสมอ(เพราะไม่รู้จะไปตามค่าหุ้นค้างชำระได้อย่างไร) ดังนั้นในส่วนที่ยังไม่ได้ชำระจะเป็นตัวหุ้นส่วนที่ไม่ได้เข้าตลาด แตไอ้ที่เป็นหุ้นเพิ่มทุน(หุ้นที่เข้าตลาด)ก็จะเป็นห้นที่ชำระเต็มมูลค่าครับ ดังนั้นในการคิดหุ้นที่ชำระแล้วต้องแบ่งออกเป็นสองกอง กองแรกคือหุ้นก่อตั้งซึ่งอาจจะชำระเต็มหรือไม่เต็มก็ได้ กับหุ้นเพิ่มทุนซึ่มโดยปกติจะชำระเต็มมูลค่าแล้ว ถ้าจะเขียนเป็นสมการก็คือ
หุ้นที่ชำระแล้ว= (หุ้นก่อตั้ง x ราคาที่ชำระ) + (หุ้นเพิ่มทุน x ราคาหน้าตั๋ว) ประมาณนี้นะครับ
หมายเหตุ
หากอยากเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นลองdownloadหนังสือชี้ชวนมาดูนะครับ ในบทแรกเขาจะเขียนจำนวนหุ้นเดิมกับ จำนวนหุ้นที่จะเพิ่มทุนเอาไว้ครับ
ปกติจะใช้ ทุนชำระแล้วในการอ้างอิงนะ
เช่น บริษัทที่จะนำหุ้นจดทะเบียนในตลาดต้องมี
ทุนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 300 ล้าน
หรือไม่น้อยกว่า 20 ล้านหากเป็นตลาดใหม่
อย่าลืมว่า บริษัทเอกชนกับบริษัทมหาชน
ใช้กฎหมายบังคับคนละฉบับ
กรณีบริษัทมหาชน กฎหมายบังคับให้
ต้องชำระค่าหุ้นครั้งเดียวเต็มมูลค่าเสมอ
(ม.54 พรบ.บริษัทมหาชนจำกัด 2535)
จะแบ่งชำระไม่ได้ (และเงินที่ชำระนี้ก็จะไปอยู่ใน
ส่วนทุนชำระแล้ว) จึงไม่มีกรณีการเรียกให้ชำระค่าหุ้นเพิ่ม
ภายหลัง ในขณะที่บริษัทเอกชนกฎหมายบอกว่า ต้องชำระค่าหุ้น
อย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นที่ตั้งไว้ (Par)
(ม.1105 ปพพ.)
ส่วนการนำหุ้นมาจดทะเบียนในตลาดต้องเอา
หุ้นสามัญทั้งหมดที่ออกมาจดทะเบียน และบริษัทในตลาด
ก็ต้องเป็นบริษัทมหาชนเท่านั้น
กรณี AP ที่คุณยกมานั้น
มีทุนจดทะเบียน 2,343,150,000 บาท ประกอบด้วย
หุ้นที่จดทะเบียนไว้ 2,343,150,000 หุ้น ราคา Par 1 บาท
ซึ่งมากกว่าีทุนชำระแล้วซึ่งมี 2,271,887,620 บาท ประกอบด้วย
หุ้นที่ออกไปแล้ว 2,271,887,620 หุ้น ราคา Par 1 บาท
หากบริษัทขายหุ้นในราคาสูงกว่า
Par ก็จะมีส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเพิ่มอีก
ทุนชำระแล้วและส่วนล้ำมูลค่าหุ้นคือเงินที่บริษัทได้รับ
ทุนจดทะเบียนช่วยให้เราทราบว่า AP
ยังสามารถออกหุ้นได้อีก 71,262,380 หุ้น (มีสำรองไว้)
แต่หากต้องการออกหุ้นจำนวนมากกว่านี้ AP จะต้องทำการ
เพิ่มทุน(จดทะเบียน) ซึ่งอย่างน้อย ต้องได้คะแนนเสียงจาก
ผู้ถือหุ้นไม่น้่อยกว่า 3/4 และมีขั้นตอนอื่นๆอีก
การเปลี่ยนแปลงทั้งทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว
ต้องนำไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ทั้งคู่