การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
-
comrade
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 810
- ผู้ติดตาม: 6
เผอิญ ผมได้ยินคำพูดนี้บ่อยขึ้น ๆ เลยชักสงสัยครับว่า มีใครเคยทำกันจริง ๆ หรือ ประเภท ขายบ้านขายรถ มาซื้อหุ้น เพราะโดยส่วนตัวคงไม่กล้าทำ แม้ว่าจะเจอหุ้นตีแตกขนาดไหนก็ตาม
แต่คิดว่าคงเป็นแค่คำเปรียบเทียบว่า หน้าตักมีเท่าไหร่ลงหมด
ไม่ได้เป็นการชักชวน แนะนำหรือชี้แนะใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ
เีพียงอยากขอฟังประสพการณ์ของคนที่กล้าหาญมาก ๆ ในการลงทุนกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ต้องขนาดขายบ้านขายรถ แต่อยากฟังว่า ลงทุนกันขนาดไหนครับ เพราะอะไรถึงมั่นใจ และ จะมีโอกาสอีกจะทำอีกหรือเปล่า
ถือว่าเป็นวิทยาทานให้น้องๆ ได้ฟังกันหน่อยครับ
ส่วนตัว ผมยังไม่เคยแม้แต่เล่น margin เลยนึกไม่ออกว่า คิดได้ไง
Sure I am of this that you have only to endure to conquer
-
Notelio
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1030
- ผู้ติดตาม: 23
ผมว่าคำพูดนี้มันเหมือนกับเป็นการเปรียบเปรย มากกว่าว่าถ้ามั่นใจว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้นแน่ๆ ก็เอาสินทรัพย์ที่มีทั้งหมดมาทุ่มไปเลย
ถ้าจะถามเป็นกรณีส่วนตัวของผมก็คงมี case เดียวตอนปี 52 ที่ ผบห. svi ทำ MBO แล้วในหนังสือที่ทำ tender มีระบุเรื่องแหล่งที่มาของเงินที่ ผบห. จะต้องนำมาชำระหนี้ให้ bank ที่ปล่อยกู้มาทำ tender ว่าจะมาจากการปันผลจากกำไรสะสมของหุ้น svi ซึ่งตัวเลขที่คิดได้ตอนนั้นขั้นต่ำที่จะปันผลก็คือ .50-1 บาท แต่ตอนนั้นผมถือตัว warrant อยู่ ซึ่งต้องแปลงเป็นตัวแม่ให้ได้ไม่งั้นอดปันผล ในตอนนั้นสิ่งที่ผมทำคือตรวจสอบเงินสดทั้งหมดที่มีหุ้นตัวอื่นตัวไหนที่สามารถขายเป็นเงินสดได้ รวมถึงขอเงินที่บ้านมากสุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะแปลง warrant ที่มีทั้งหมด เพราะผมไม่อยากเสียโอกาสไปแม้แต่หุ้นเดียว และโอกาสครั้งนี้มันชัดที่สุดตั้งแต่เล่นหุ้นมา อารมณ์ผมตอนนั้นเหมือนกับเข้าห้องสอบแล้วครูเขียนคำตอบให้บนกระดาน แล้วอยู่ที่ใครจะเงยหน้าขึ้นมามอง บทสรุปคือเงินสดเกือบจะหมดทั้งบ้าน เงินติดตัวผม1อาทิตย์สุดท้ายก่อนที่เงินเดือนจะออกเหลืออยู่ไม่ถึง 2พันบาท บทสรุปของการตีแตกก็คือ บริษัทปันผลทั้งหมดประมาณ .90 บาทต่อหุ้น หุ้น svi ตอนนั้นขึ้นจาก 2 บาท ไป 2.80 ก่อนขึ้น xd
ข้อคิดจากกรณีนี้คือ โอกาสในตลาดหุ้นมีมาเรื่อยๆ แต่โอกาสทองฝังเพชรแบบไม่มีความเสี่ยงจริงๆ มีไม่เยอะมากบางทีมันซ่อนอยู่ใน wording ของงบการเงินหรือในหนังสือทำ tender ถ้าหาเจอแล้วก็ต้องคว้าไว้ให้ได้มากที่สุดครับ
-
amornd
- Verified User
- โพสต์: 385
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าเป็น ดร นิเวศ ก็คือ "ตีแตก" 
ถ้าเป็นพวก geek ตาม website เวลาเจออะไรโดนใจ อยากได้มาก อาจบอกว่า "shut up and take my money" 
แต่การจะมั่นใจอย่างนั้นได้ ถ้าไม่ใช่ตลาดขาขึ้นจริงๆ แบบที่ว่าซื้อหุ้นอะไรก็ขึ้น
คงต้องวิเคราะห์หรือเห็นจุดที่คนอื่นไม่ได้สังเกต
ไม่ว่าจาก ประกาศของบริษัท, งบการเงิน, ตรวจสอบกิจการด้วยตนเอง ครับ
-
picatos
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 3352
- ผู้ติดตาม: 391
เงินก้อนแรกในการลงทุนของผม เกิดจากการขาย (ไถ่ถอน) ประกันชีวิตที่แม่ทำเอาไว้ให้มาแต่เด็กครับ
ไม่เคยขายบ้านขายรถมาซื้อหุ้น แต่ไม่ซื้อบ้าน ซื้อรถ นั่งรถเมล์เอา เพื่อประหยัดเงินมาซื้อหุ้นอยู่ 8-9 ปี กว่าจะซื้อรถ ซื้อบ้านครับ
วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่?
-
chukieat30
- Verified User
- โพสต์: 3531
- ผู้ติดตาม: 4
เป็นการเปรียบเปรยและเตือนสติครับ
คุณอาจจะโชคดีแล้วครับ ที่ได้รับคำเตือน เพราะ ถ้าเค้าไม่เห็นนักลงทุนยุคหลัง
เป็น น้อง พี่เค้าคงไม่เตือน เพราะ คงเปลืองตัว เปลืองเวลา
นานๆ จะเห็นล็อคอินระดับๆ มาคอมเม้นท์ หลังจากที่พี่พวกนี้หายไปนาน
สำหรับผม เราควรรีบตักความรู้ที่เค้าส่งมาให้ เพราะมันคือ การตกผลึกชั้นยอดครับ
ถ้าคุณตีลูกตามไทเกอร์ คุณก้ไม่มีทางจะเหนือกว่า ไทเกอร์ จงนำวงสวิงของไทเกอร์มาปรับใช้ให้เหมาะกับคุณ
หวิ่งชุนหวอซาน หวิ่งชุนยิปมันจีทคุดโด้ พื้นฐานก้มาจากหวิ่งชุน แม้ชื่อจะต่าง
แต่หวิ่งชุนก้คือ หวิ่งชุน
ทำวันนี้ให้ดี ทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่า และทำวันข้างหน้าให้ดีที่สุด
-
chukieat30
- Verified User
- โพสต์: 3531
- ผู้ติดตาม: 4
picatos เขียน:เงินก้อนแรกในการลงทุนของผม เกิดจากการขาย (ไถ่ถอน) ประกันชีวิตที่แม่ทำเอาไว้ให้มาแต่เด็กครับ
ไม่เคยขายบ้านขายรถมาซื้อหุ้น แต่ไม่ซื้อบ้าน ซื้อรถ นั่งรถเมล์เอา เพื่อประหยัดเงินมาซื้อหุ้นอยู่ 8-9 ปี กว่าจะซื้อรถ ซื้อบ้านครับ
ชื่นชมพี่ picatos ครับ คนฉลาดต้องรู้ว่า ถ้ามีเงินจะซื้ออะไรก้ซื้อได้
ถ้าซื้อบ้านและรถ โดยเป็นหนี้ เงินที่จะเอามาลงทุนก้จะหายไป ชีวิตก้จะมีแต่คำว่า
หาเงินเพื่อจ่ายหนี้
ผมเองก้ยึดแนวทางเดียวกับพี่ picatos คือ ลงทุนให้มีเงิน ซื้อสด ไม่เชื่อ ไม่ผ่อน
คนเรา ยอมลำบากในครั้งแรกแต่ไปสุขสบายเมื่อถึงเป้า
ย่อมจะดีกว่า สบายบนกองหนี้ และไปลำบากในยามแก่
ถ้าคุณตีลูกตามไทเกอร์ คุณก้ไม่มีทางจะเหนือกว่า ไทเกอร์ จงนำวงสวิงของไทเกอร์มาปรับใช้ให้เหมาะกับคุณ
หวิ่งชุนหวอซาน หวิ่งชุนยิปมันจีทคุดโด้ พื้นฐานก้มาจากหวิ่งชุน แม้ชื่อจะต่าง
แต่หวิ่งชุนก้คือ หวิ่งชุน
ทำวันนี้ให้ดี ทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่า และทำวันข้างหน้าให้ดีที่สุด
-
pat4310
- Verified User
- โพสต์: 736
- ผู้ติดตาม: 2
ตอนเจอ GFPT ที่ราคา 20 บาท@par10 แต่มีกำไรต่อหุ้น 8 บาทครับ
ลงทุนหุ้นดี มีการเติบโต ราคาไม่แพง เดี๋ยวก็รวย
-
CONAN
- Verified User
- โพสต์: 409
- ผู้ติดตาม: 0
chukieat30 เขียน:picatos เขียน:เงินก้อนแรกในการลงทุนของผม เกิดจากการขาย (ไถ่ถอน) ประกันชีวิตที่แม่ทำเอาไว้ให้มาแต่เด็กครับ
ไม่เคยขายบ้านขายรถมาซื้อหุ้น แต่ไม่ซื้อบ้าน ซื้อรถ นั่งรถเมล์เอา เพื่อประหยัดเงินมาซื้อหุ้นอยู่ 8-9 ปี กว่าจะซื้อรถ ซื้อบ้านครับ
ชื่นชมพี่ picatos ครับ คนฉลาดต้องรู้ว่า ถ้ามีเงินจะซื้ออะไรก้ซื้อได้
ถ้าซื้อบ้านและรถ โดยเป็นหนี้ เงินที่จะเอามาลงทุนก้จะหายไป ชีวิตก้จะมีแต่คำว่า
หาเงินเพื่อจ่ายหนี้
ผมเองก้ยึดแนวทางเดียวกับพี่ picatos คือ ลงทุนให้มีเงิน ซื้อสด ไม่เชื่อ ไม่ผ่อน
คนเรา ยอมลำบากในครั้งแรกแต่ไปสุขสบายเมื่อถึงเป้า
ย่อมจะดีกว่า สบายบนกองหนี้ และไปลำบากในยามแก่
คนส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างที่พี่ชูว่าครับ เราจึงเห็นมนุษย์เงินเดือนมากมาย ที่ทำงานเพื่อหนี้สิน ไม่ใช่เพื่อสินทรัพย์
หลักการของการลงทุนแบบ VI คือการซื้อหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นประเภทใดก็ตามควรจะได้รับการพิจารณาเหมือนๆกันในแง่ความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับราคาที่นักลงทุนจะจ่าย ...เครดิต อ.โจ ลูกอีสาน
-
richierich
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 649
- ผู้ติดตาม: 29
Notelio เขียน:ผมว่าคำพูดนี้มันเหมือนกับเป็นการเปรียบเปรย มากกว่าว่าถ้ามั่นใจว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้นแน่ๆ ก็เอาสินทรัพย์ที่มีทั้งหมดมาทุ่มไปเลย
ถ้าจะถามเป็นกรณีส่วนตัวของผมก็คงมี case เดียวตอนปี 52 ที่ ผบห. svi ทำ MBO แล้วในหนังสือที่ทำ tender มีระบุเรื่องแหล่งที่มาของเงินที่ ผบห. จะต้องนำมาชำระหนี้ให้ bank ที่ปล่อยกู้มาทำ tender ว่าจะมาจากการปันผลจากกำไรสะสมของหุ้น svi ซึ่งตัวเลขที่คิดได้ตอนนั้นขั้นต่ำที่จะปันผลก็คือ .50-1 บาท แต่ตอนนั้นผมถือตัว warrant อยู่ ซึ่งต้องแปลงเป็นตัวแม่ให้ได้ไม่งั้นอดปันผล ในตอนนั้นสิ่งที่ผมทำคือตรวจสอบเงินสดทั้งหมดที่มีหุ้นตัวอื่นตัวไหนที่สามารถขายเป็นเงินสดได้ รวมถึงขอเงินที่บ้านมากสุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะแปลง warrant ที่มีทั้งหมด เพราะผมไม่อยากเสียโอกาสไปแม้แต่หุ้นเดียว และโอกาสครั้งนี้มันชัดที่สุดตั้งแต่เล่นหุ้นมา อารมณ์ผมตอนนั้นเหมือนกับเข้าห้องสอบแล้วครูเขียนคำตอบให้บนกระดาน แล้วอยู่ที่ใครจะเงยหน้าขึ้นมามอง บทสรุปคือเงินสดเกือบจะหมดทั้งบ้าน เงินติดตัวผม1อาทิตย์สุดท้ายก่อนที่เงินเดือนจะออกเหลืออยู่ไม่ถึง 2พันบาท บทสรุปของการตีแตกก็คือ บริษัทปันผลทั้งหมดประมาณ .90 บาทต่อหุ้น หุ้น svi ตอนนั้นขึ้นจาก 2 บาท ไป 2.80 ก่อนขึ้น xd
ข้อคิดจากกรณีนี้คือ โอกาสในตลาดหุ้นมีมาเรื่อยๆ แต่โอกาสทองฝังเพชรแบบไม่มีความเสี่ยงจริงๆ มีไม่เยอะมากบางทีมันซ่อนอยู่ใน wording ของงบการเงินหรือในหนังสือทำ tender ถ้าหาเจอแล้วก็ต้องคว้าไว้ให้ได้มากที่สุดครับ
อยากเจอหุ้นแบบนี้มั่งครับ ต้องทำยังไงถึงจะเจอหุ้นแบบนี้นะ
แล้วก็ผมว่าสำคัญที่จิตใจ ถ้าไม่เชื่อมั่นจริงๆ ทำอย่างนี้ไม่ได้ครับ
หนักแน่นดีครับ
-
comrade
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 810
- ผู้ติดตาม: 6
chukieat30 เขียน:เป็นการเปรียบเปรยและเตือนสติครับ
คุณอาจจะโชคดีแล้วครับ ที่ได้รับคำเตือน เพราะ ถ้าเค้าไม่เห็นนักลงทุนยุคหลัง
เป็น น้อง พี่เค้าคงไม่เตือน เพราะ คงเปลืองตัว เปลืองเวลา
นานๆ จะเห็นล็อคอินระดับๆ มาคอมเม้นท์ หลังจากที่พี่พวกนี้หายไปนาน
สำหรับผม เราควรรีบตักความรู้ที่เค้าส่งมาให้ เพราะมันคือ การตกผลึกชั้นยอดครับ

Sure I am of this that you have only to endure to conquer
-
suwicha
- Verified User
- โพสต์: 349
- ผู้ติดตาม: 36
ผมเคยนะ ประมาณปี50ขายบ้านได้เงินมา1ล้านบาท
แล้วไปซื้อบ้านใหม่โดยไม่วางเงินดาวน์
เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นเงินทุนที่มีอยู่มันค่อนข้างน้อยเกินไปหน่อยที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมาย
แต่ไม่ได้เทซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษนะครับ พอร์ทผมจะมีหุ้น3-7ตัวเสมอ
แค่เชื่อว่าผลตอบแทนที่หาได้มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็แค่นั้น
ทุกวันนี้บ้านกับรถก็ยังผ่อน ทั้งที่สามารถจะตัดสดได้แล้วยังเหลือมูลค่าหุ้นที่มากกว่าขายบ้านตอนนั้นเป็นสิบเท่า
ผมเชื่อเหมือนดร.นิเวศน์ครับ ลงทุนในหุ้นชั้นดีเกือบ100%เสมอ
-
todto
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 202
- ผู้ติดตาม: 13
Notelio เขียน:ผมว่าคำพูดนี้มันเหมือนกับเป็นการเปรียบเปรย มากกว่าว่าถ้ามั่นใจว่าหุ้นตัวนั้นจะขึ้นแน่ๆ ก็เอาสินทรัพย์ที่มีทั้งหมดมาทุ่มไปเลย
ถ้าจะถามเป็นกรณีส่วนตัวของผมก็คงมี case เดียวตอนปี 52 ที่ ผบห. svi ทำ MBO แล้วในหนังสือที่ทำ tender มีระบุเรื่องแหล่งที่มาของเงินที่ ผบห. จะต้องนำมาชำระหนี้ให้ bank ที่ปล่อยกู้มาทำ tender ว่าจะมาจากการปันผลจากกำไรสะสมของหุ้น svi ซึ่งตัวเลขที่คิดได้ตอนนั้นขั้นต่ำที่จะปันผลก็คือ .50-1 บาท แต่ตอนนั้นผมถือตัว warrant อยู่ ซึ่งต้องแปลงเป็นตัวแม่ให้ได้ไม่งั้นอดปันผล ในตอนนั้นสิ่งที่ผมทำคือตรวจสอบเงินสดทั้งหมดที่มีหุ้นตัวอื่นตัวไหนที่สามารถขายเป็นเงินสดได้ รวมถึงขอเงินที่บ้านมากสุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่จะแปลง warrant ที่มีทั้งหมด เพราะผมไม่อยากเสียโอกาสไปแม้แต่หุ้นเดียว และโอกาสครั้งนี้มันชัดที่สุดตั้งแต่เล่นหุ้นมา อารมณ์ผมตอนนั้นเหมือนกับเข้าห้องสอบแล้วครูเขียนคำตอบให้บนกระดาน แล้วอยู่ที่ใครจะเงยหน้าขึ้นมามอง บทสรุปคือเงินสดเกือบจะหมดทั้งบ้าน เงินติดตัวผม1อาทิตย์สุดท้ายก่อนที่เงินเดือนจะออกเหลืออยู่ไม่ถึง 2พันบาท บทสรุปของการตีแตกก็คือ บริษัทปันผลทั้งหมดประมาณ .90 บาทต่อหุ้น หุ้น svi ตอนนั้นขึ้นจาก 2 บาท ไป 2.80 ก่อนขึ้น xd
ข้อคิดจากกรณีนี้คือ โอกาสในตลาดหุ้นมีมาเรื่อยๆ แต่โอกาสทองฝังเพชรแบบไม่มีความเสี่ยงจริงๆ มีไม่เยอะมากบางทีมันซ่อนอยู่ใน wording ของงบการเงินหรือในหนังสือทำ tender ถ้าหาเจอแล้วก็ต้องคว้าไว้ให้ได้มากที่สุดครับ
ถ้าเจอแบบนี้อีก มายืมผมนะพี่โน๊ต

ผมจะได้รู้ว่าตัวไหน ^_^
-
nut776
- Verified User
- โพสต์: 3350
- ผู้ติดตาม: 5
ถ้ามีขายเมีย มาซื้อ นี่รีบกันเลยป่าวคับ
show me money.
-
roek09
- Verified User
- โพสต์: 147
- ผู้ติดตาม: 2
ถ้าเจอหุ้นที่ผมสามารถ ตีแตก ผมก็คงขายบ้าน ขายรถ มาซื้อหุ้น เพราะโอกาสได้มากว่าเสียจากการวิเคราะห์ของเรา โอกาสดีๆไม่ได้มีบ่อยๆ ถ้าเจอผมจะกินคำใหญ่ๆ ไม่กินคำเล็กๆ เพราะเวลาตลาดหุ้นเอาคืนก็คงไม่ปราณีเรา
-
ซุนเซ็ก
- Verified User
- โพสต์: 1104
- ผู้ติดตาม: 3
สูงสุดผมเคยซื้อหุ้นตัวเดียว 100%
ในชีวิตเคยทำ 4 ครั้งครับ สำเร็จ 3 พลาด 1
แต่ขนาดขายบ้านขายรถ ต่อให้หุ้นมันดีและถูกแค่ไหน ผมจะไม่มีวันทำแบบนั้น
การรวยช้าไม่ใช่ทุกข์แต่อย่างใด. การขายบ้านขายรถมาซื้อหุ้น แม้จะมีโอกาสพลาดแค่ 1% จาก 100% ผมก็ไม่เอาแล้วครับ
เพราะถ้า 1% นั้นเกิดขึ้นมา...ทุกข์ระทมกันทั้งครอบครัว, คนเล่นหุ้นที่ฆ่าตัวตายกันก็เพราะเหตุการณ์แบบนี้
ชีวิตเรา restart เหมือนในเกมส์ไม่ได้ครับ การจะกลับมาจุดเดิมอาจทำไม่ได้อีกแล้วในชีวิต
อีกอย่างคนในบ้านเราคงนอนไม่หลับหรอกครับ ระหว่างเวลาที่เราขายบ้านขายรถไปไล่ซื้อหุ้น
การลงทุนที่ดีมันต้องมีความสุขไปด้วยระหว่างเดินทาง
-
ศิษย์เซียน007
- Verified User
- โพสต์: 1252
- ผู้ติดตาม: 1
ถ้ามีบ้านหลายหลังรถหลายคันและมั่นใจหุ้นที่จะลงทุนจริงๆก็สามารถตีแตกได้เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ก็น่าจะได้บ้านหลังใหม่หรือรถคันใหม่เพิ่มคับ แต่ถ้าหากลงทุนผิดพลาดไปก็ยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้คับ เป็นกลยุท์ที่ดีสำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์มาก 
-
chukieat30
- Verified User
- โพสต์: 3531
- ผู้ติดตาม: 4
คนส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างที่พี่ชูว่าครับ เราจึงเห็นมนุษย์เงินเดือนมากมาย ที่ทำงานเพื่อหนี้สิน ไม่ใช่เพื่อสินทรัพย์
ตามที่พี่นันว่าไว้ครับ
คนส่วนมาก ชอบมองคนแค่ เปลือก
แต่ VI ต้องมองที่ แก่นแท้
ถ้าคุณตีลูกตามไทเกอร์ คุณก้ไม่มีทางจะเหนือกว่า ไทเกอร์ จงนำวงสวิงของไทเกอร์มาปรับใช้ให้เหมาะกับคุณ
หวิ่งชุนหวอซาน หวิ่งชุนยิปมันจีทคุดโด้ พื้นฐานก้มาจากหวิ่งชุน แม้ชื่อจะต่าง
แต่หวิ่งชุนก้คือ หวิ่งชุน
ทำวันนี้ให้ดี ทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่า และทำวันข้างหน้าให้ดีที่สุด
-
kraikria
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1197
- ผู้ติดตาม: 4
ลงทุนหุ้นตัวเดียวหมดหน้าตัก ผมยังไม่เคยทำเลยครับ ทุกวันนี้ยังลงทุนในหุ้นไม่ถึงครึ่งของทรัพย์สินด้วยซ้ำ
แต่ถ้าลงทุนแบบ Focus น้อยตัวนี่ ทำแทบตลอดเลยครับ หลายๆครั้งที่ถือหุ้นตัวเดียวมากกว่าครึ่งของ Port หุ้น
ไม่ควรลงทุนอะไร ถ้าไม่รู้สึกสบายใจในสิ่งนั้น
-
wigraipat
- Verified User
- โพสต์: 210
- ผู้ติดตาม: 0
ผมเคยจนมาก่อนคับ
ตอนจนอยู่คุณต้องเสี่ยงเพื่อตีแตกให้เรามีโอกาสรวย
แต่พอคุณรวยแล้วถึงจะตีแตกคุณก็ไม่ยอมลงเงินหมด
เชื่อเถอะคับไม่มีใครอยากกลับไปจนอีก
-
pullmeunder
- Verified User
- โพสต์: 332
- ผู้ติดตาม: 0
ผมคงไม่ขนาดขายรถ ขายบ้านหรอกครับ
แต่จะหน้าด้านไปขอเงินจากครอบครัวเพิ่มเติมเอา
จะพยายามหลีกเลี่ยงมาร์จิ้น เพราะหากระยะสั้นโดน force sell มาแล้วมันจะไม่คุ้ม
-
ส.สลึง
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 3795
- ผู้ติดตาม: 85
ผมเคยพูดประโยคนี้ในออฟฟิศ
วันนั้นเป็นวันอุ๋ยร้อยจุดครับ
แต่ก็ไม่ได้ทำจริงๆ เพราะไม่มีทั้งบ้านทั้งรถ
มีพี่คนนึงฟังเสร็จ
ก็รีบต่อโทรศัพท์หามาร์เก็ตติ้งกันเลยทีเดียว
"วิถีรักษ์โลก บ้าน 1 หลัง รถ 1 คัน สาว 1 คน กางเกงใน 1 ตัว" <( ̄︶ ̄)> ...
-
SupachaiZ594
- Verified User
- โพสต์: 834
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้ามันไม่คุ้มเสี่ยง กำไรไม่ได้มากมายเป็นเด้ง ๆ หรือศึกษาไม่ถ่องแท้ คงไม่มีใครคิดขายบ้านขายรถมาซื้อหุ้นหรอกคับ
-
suwicha
- Verified User
- โพสต์: 349
- ผู้ติดตาม: 36
คนที่ต้องฆ่าตัวตายเพราะเจ๊งหุ้น..คงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถึงต้องพบจุดจบที่น่าเศร้า
ถ้าเพียงแต่เค้าจะรู้ว่า ธุรกิจยอดเยี่ยมเป็นยังไง ผู้บริหารทีมีธรรมาภิบาลและความสามารถเป็นยังไง
มูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทอยู่ที่เท่าไหร่..ไม่มีทางหรอกครับที่จะต้องฆ่าตัวตาย
ถ้าให้ขา่ยทุกอย่างมาเก็งกำไรว่าหุ้นตัวนึงจะขึ้นหรือไม่ผมก็ไม่ทำ..
แต่ถ้าผมเจอหุ้นชั้นยอดที่มีผู้บริหารชั้นเยี่ยม และสามารถซื้อในราคาที่ตำ่กว่ามูลค่าที่เหมาะสมมากๆ
เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นครับ..
แต่จะไม่ซื้อหุ้นเพียงตัวเดียวแน่นอน ไม่ว่ากรณีใด..เพราะมันเข้าข่ายการเล่นพนัน ไม่ใช่การลงทุนครับ
-
dome@perth
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 4741
- ผู้ติดตาม: 27
ไม่เคยครับ ไม่เคยขายบ้าน ขายรถมาซื้อหุ้น
เคยแต่ขายหุ้น มาซื้อบ้าน ซื้อรถครับ 
"ไม่มีสุตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ไม่ใช่แค่โชค
หนทางจะได้มาซึ่ง อิสระภาพทางการเงิน
มันมาจาก ความขยัน การไขว่คว้า หาความรู้
เชื่อและตั้งมั้นในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง"
-
wyn
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 179
- ผู้ติดตาม: 1
อยู่ที่ช่วงเวลามากกว่านะครับ อย่างช่วงวิกฤติแฮมเบอร์หุ้นถูกๆเยอะมาก ผมก็ขายรถเพื่อมาซื้อหุ้นเหมือนกันครับ ตอนนั้นยังใช้มาร์จิ้นไม่เป็น
-
KissmeBrow
- Verified User
- โพสต์: 30
- ผู้ติดตาม: 0
ช่วง PTT กำลังฮอตสุด ๆ ผมได้ยินเพื่อนพูดว่า "มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถมาซื้อ
แต่พอมาวันนี้ เวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยนไม่เห็นทำแบบที่พูด
-
อ.เอง
- Verified User
- โพสต์: 127
- ผู้ติดตาม: 0
สำหรับผม ก็ลงทุนเท่าที่มี ถึงจะถือตัวเดียวหนัก ๆ ก็ตาม มั่นใจแค่ไหนก็ไม่มาร์จิ้นเด็ดขาด
ผมว่ามันไม่สำคัญหรอกว่าเราจะได้มากหรือได้น้อย รวยเร็วหรือช้า ถ้าหลักการเราถูกต้อง รักษาเงินต้น ทำกำไรได้ เงินที่มีอยู่(ไม่ว่ามากหรือน้อย) ก็จะโตขึ้นได้เอง ไม่เห็นจำเป็นต้องทำอะไรเกินตัว
-
koon007
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าsetที่300กว่าอีก ก็น่าขายมาซื้อหุ้นครับ
-
cosmo
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 161
- ผู้ติดตาม: 2
ขายรถไม่ว่า ถ้าขายบ้าน แล้วไม่รู้จะไปอยู่ไหน คงลำบากน่าดู
ถ้าเจอหุ้นแบบมั้นใจถึงระดับ ต้องขายรถ ขายบ้าน ก็น่าจะเป็นไปได้ แต่คิดในใจเสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง
“Know what you own, and know why you own it.”- Peter Lynch -
-
Note1310
- Verified User
- โพสต์: 50
- ผู้ติดตาม: 0
ไม่กล้าขนาดนั้นครับ
ทุกวันนี้พยายามลงทุนหุ้น60% เงินสดหรือเทียบเท่า 40% จะพยายามให้อยู่ในระดับนี้ไปก่อน เพราะรู้ว่าประสบการณ์ยังน้อยวันไหนตกผลึกแล้ว ผมก็จะเพิ่มสัดส่วนเข้าไปครับ