จันทร์ พ.ค. 28, 2012 10:28 am
นายกฯถก‘เต็งเส่ง’พัฒนาทวาย นายกฯใช้เวที"ดับเบิลยูอีเอฟ"ยกระดับจีทูจี
Source -กรุงเทพธุรกิจ (Th), Saturday, May 26, 2012
กยอ.หารืออิตาเลียนไทยเผยโครงการใหญ่ เกินกำลังเอกชน เตรียมตั้งกรรมการดูแล
กยอ.เสนอรัฐบาลยกระดับโปรเจคนิคมฯ ทวาย เป็นความร่วมมือระดับรัฐบาล ไทย-พม่า เสนอนายกฯ ถก เต็ง เส่ง ในเวทีดับเบิลยูอีเอฟ สัปดาห์หน้า ผลักดันลงนามเอ็มโอยู ด้าน ไพรินทร์ ชี้พัฒนาเชื่อมทวายมีจุดอ่อนต้องแก้ ความเชี่ยวชาญของอิตาเลียนไทย-ขนาดพื้นที่-ไม่มีท่อก๊าซ-อุปสรรคเดินทาง
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน วานนี้ (25 พ.ค.) ว่าที่ประชุมได้มีมติที่จะเสนอให้รัฐบาลยกระดับโครงการท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวายเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลพม่ากับรัฐบาลไทย (จีทูจี) จากเดิมที่โครงการดังกล่าวเป็นสัมปทานของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับรัฐบาลพม่า
เขากล่าวว่า จะเสนอให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า ในโอกาสที่นายเต็ง เส่ง เดินทางเข้ามาร่วมประชุม World Economic Forum on East Asia (WEF) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ และจะพยายามผลักดันให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)
นายอาคม กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือกันว่าโครงการดังกล่าวถือว่า มีความสำคัญต่อภูมิภาคและประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่เชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกในภาคตะวันออกของไทย (อีสเทิร์นซีบอร์ด) โดยนิคมอุตสาหกรรมทวายจะเป็นฐานในการขยายการลงทุนของอุตสาหกรรมต้นน้ำของประเทศไทย และช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งสินค้าของไทยไปยังภูมิภาคอื่นๆ
ขณะนี้ ไทยก็มีความพร้อมในการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์เส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 97 กม.มูลค่าโครงการ 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนที่เหมาะสมด้วย
ทั้งไทยและพม่าให้ความสำคัญกับโครงการทวายเป็นอย่างมาก และต้องการที่จะเห็นโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ดังนั้น กยอ.จึงเห็นว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับโครงการนี้โดยยกระดับโครงการขึ้นเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับรัฐ โดยจะมีการคุยกับอิตาเลียนไทย เนื่องจากโครงการอาจจะเกินกำลังเอกชนที่จะดำเนินการโดยลำพัง รัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการในการทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อเร่งผลักดันการสนับสนุนในหลายรูปแบบ ได้แก่ การสนับสนุนทางการเงิน สามารถพิจารณาสนับสนุนทั้งเงินให้เปล่า และเงินกู้ รวมทั้งรัฐบาลสามารถช่วยชักชวนนักลงทุนต่างชาติทั้งที่ลงทุนอยู่ในไทยและยังไม่ได้เข้ามาลงทุนให้ไปลงทุนในทวายในอนาคต ในระดับรัฐบาลต้องหารือกันหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาจุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อนให้เป็นด่านสากล
กำหนดกรอบ 5 ด้าน พัฒนาฝั่งตะวันตก
เขากล่าวถึง กรอบแนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับโครงการทวายของไทย มี 5 ด้าน คือ 1. ให้กำหนดเป็นแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาล ในการสนับสนุนโครงการพัฒนาท่าเรือทวายโดยอาจมีการผลักดันให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่รัฐบาลพม่า และรัฐบาลของประเทศคู่ค้ารวมถึงนักลงทุน
2. เร่งเจรจากับทางการพม่าเพื่อเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวและถาวร ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อม ณ จุดแดนบ้านพุน้ำร้อน 3. พิจารณาแนวทางสนับสนุนทางการลงทุนที่เหมาะสมร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย โดยพิจารณาจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจใหม่ที่ประกอบไปด้วยรัฐวิสาหกิจ และเอกชนไทยที่มีศักยภาพในการลงทุน
4. เร่งรัดการก่อสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าฝั่งไทยระหว่างกรุงเทพฯ-บ้านพุน้ำร้อนให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานและมาตรฐานเส้นทางในพม่า และ 5. ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าในมิติต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการโดยเฉพาะระบบการเงินและยกระดับมือแรงงาน
ไพรินทร์ ชี้ทวายยังมีจุดอ่อนต้องแก้
ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโครงการนิคมอุตสาหกรรมทวายมีจุดอ่อนอยู่ 4 ด้าน คือ 1. บริษัทอิตาเลียนไทยเป็นนักพัฒนาที่ดิน (developer) ไม่ใช่นักลงทุน (investor) 2. ขนาดของพื้นที่ทวายขนาดใหญ่มาก 3. ท่อก๊าซไม่ได้ขึ้นฝั่งที่ทวาย ซึ่งเมื่อเทียบกับมาบตาพุด หากไม่มีท่อก๊าซขึ้นที่มาบตาพุด ก็จะไม่เกิดอุตสาหกรรมเหมือนทุกวันนี้ และ 4. ทำเลที่ตั้งของทวายอยู่สูงกว่ากรุงเทพฯ การเดินทางต้องข้ามภูเขา การขนสินค้าต้องข้ามภูเขา ซึ่งต้องมาดูว่าคุ้มหรือไม่
ทำไมต้องเลือกที่ทวาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็เคยมาศึกษาที่เวียดนาม แต่หากให้เราทำ เราก็พร้อมสนับสนุน นายไพรินทร์กล่าว
เดินหน้ารถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง
นายอาคม กล่าวว่าที่ประชุม กยอ.นั้นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม ได้รายงานถึงความคืบหน้าความร่วมมือพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างไทยกับจีนว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างหลักการจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) รถไฟความเร็วสูง คาดจะสามารถผลักดันให้เสร็จสิ้นภายใน 5 เดือน หลังจากนั้น จะเปิดให้มีการประมูลก่อสร้างและเสนอเทคโนโลยีการเดินรถ ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯะ หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน ในวงเงิน 3 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้เสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง หรือ การปรับปรุงเส้นทางรถไฟที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพรองรับการขนส่งสินค้าทางรางควบคู่ไปกับการขนส่งผู้โดยสาร เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าของประเทศลงได้ด้วย โดยจะนำเสนอ ครม.ในเร็วๆ นี้
ตั้งอนุกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำตะวันออก
นายอาคม กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติตั้งคณะกรรมการคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก 9 จังหวัด (อยอ.) โดยมีนายวุฒิพงษ์ ฉายแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
คณะอนุกรรมการชุดนี้ จะมีหน้าที่ในการวางแผนในการบริหารจัดการและแก้ปัญหาน้ำในลุ่มน้ำตะวันออก 9 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นครนายก ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และสระแก้ว
ชง ครม.แผนลงทุนกู้เงินในประเทศ
นอกจากนั้น ประธาน กยอ.ได้เสนอแนวคิดว่าจะเสนอต่อ ครม.พิจารณาว่า ครม.ควรจะมีมติออกมาอย่างชัดเจนว่า การลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ที่จะมีการลงทุน 5 ปี ในวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท รวมทั้งการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องใช้เงินกู้ในการลงทุน รวมถึงโครงการกู้เงินเพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจด้วย
เขากล่าวว่า จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าให้ใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เนื่องจากขณะนี้ ระบบเงินออมของไทยมีสูงมาก ทำให้สภาพคล่องมีสูงถึง 6-7 แสนล้านบาท และทุนสำรองเงินตราก็มีค่อนข้างสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศ
การกู้เงินในประเทศเพื่อลงทุนนั้นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย คือ นอกจากไม่ต้องเสียอัตราดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมที่จะบวกเพิ่ม ยังจะมีเม็ดเงินในการหมุนเสียนในระบบทำให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญ การไม่กู้เงินจากต่างประเทศจะช่วยให้ค่าเงินบาทอยู่ในสภาพที่แข่งขันได้ นายอาคมกล่าว
ไม่พูดถึงใช้ทุนสำรอง
ส่วนการนำเงินสำรองออกมาใช้ในการลงทุนนั้น นายอาคม กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ความหมายของการกู้เงินในประเทศ คือ ให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาแนวทางจัดหาเงินกู้ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ กู้เงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ การออกพันธบัตร หรือการระดมทุนผ่านกองทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (PPP)
การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ซอฟท์โลน) จำนวน 3 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลต้องการให้เป็นสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ หลังประสบอุทกภัย นายวีรพงษ์ ได้ขอให้สมาคมธนาคารไทยช่วยเร่งรัดให้สถาบันการเงินพิจารณาปล่อยสินเชื่อดังกล่าวให้มากขึ้นโดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) เนื่องจากพบว่าตัวเลขการอนุมัติเบิกจ่ายปัจจุบันยังต่ำมากโดยมีการปล่อยกู้เพียง 0.97% ขอให้สมาคมธนาคารไทยช่วยตรวจสอบปัญหาของการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวเพื่อหารแนวทางแก้ไขต่อไป
ไทย-พม่าให้ความสำคัญกับโครงการทวายมาก และต้องการที่จะเห็นโครงการเกิดขึ้นได้จริง
--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ