Value Investing
-
- ประกาศ
- โพสต์
- คนเห็น
- โพสต์ล่าสุด
-
- 29 ตอบกลับ
- 2872 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Targar
-
- 0 ตอบกลับ
- 367 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 729 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 2092 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 5822 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 7229 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 21398 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 29743 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 170668 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 2 ตอบกลับ
- 236462 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
- 1 ตอบกลับ
- 363430 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- กระทู้
- โพสต์
- คนเห็น
- โพสต์ล่าสุด
-
- 161 ตอบกลับ
- 242581 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
- 35 ตอบกลับ
- 115032 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Airmd
-
- 0 ตอบกลับ
- 24548 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 44827 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 70 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
- 0 ตอบกลับ
- 56 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
- 0 ตอบกลับ
- 2355 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 1 ตอบกลับ
- 1377 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 65 ตอบกลับ
- 3486 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Minozana
-
- 0 ตอบกลับ
- 101 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 69 ตอบกลับ
- 6194 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Suwanwok
-
- 20 ตอบกลับ
- 2672 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย flyingcatz
-
- 0 ตอบกลับ
- 168 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย luckyman
-
- 0 ตอบกลับ
- 88 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 0 ตอบกลับ
- 81 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 1 ตอบกลับ
- 1059 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 21 ตอบกลับ
- 2249 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IsayaVI
-
- 0 ตอบกลับ
- 1100 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 222 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 59 ตอบกลับ
- 3602 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย artistpershare
-
- 0 ตอบกลับ
- 266 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 0 ตอบกลับ
- 173 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 1 ตอบกลับ
- 1742 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 21 ตอบกลับ
- 7021 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Mainoo37
-
- 0 ตอบกลับ
- 361 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 0 ตอบกลับ
- 1450 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 1 ตอบกลับ
- 1745 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 0 ตอบกลับ
- 1516 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 26 ตอบกลับ
- 11714 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย aui_forrest
-
- 0 ตอบกลับ
- 201 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 1 ตอบกลับ
- 551 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
- 0 ตอบกลับ
- 317 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 1749 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 730 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย earthcu
-
- 21 ตอบกลับ
- 10117 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Ectsom
-
- 15 ตอบกลับ
- 7954 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Kanokkan
-
- 0 ตอบกลับ
- 591 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 1892 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 648 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย earthcu
-
- 33 ตอบกลับ
- 12336 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย aui_forrest
-
- 2 ตอบกลับ
- 1906 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
โพสต์ยอดนิยม
-
เส้นทางลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อก ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรนักลงทุน VI สไตล์ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั่นคือ 1) ลงทุนระยะยาวมากแทบจะตลอดชีวิตหรืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี 2) ในหุ้นที่มีคุณภาพสูงมาก วัดจากผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่สูงในระดับอย่างน้อยปีละ 15-20% ขึ้นไป 3) ธุรกิจมีการเติบโตต่อเนื่องยาวนานอย่างน้อยในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ขนาดของธุรกิจเติบโตขึ้นมากขนาด 5-10 เท่า เป็นอย่างน้อย 4) บริษัทมีความสามารถทางการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่งอย่างถาวร อาจจะด้วยเครื่องหมายการค้าที่ดีเยี่ยม มี Economies of Scale หรือ การมีเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นต้น 5) หุ้นมีราคาถูก วัดจากค่า PE หรือตัวเลขอื่น ๆ รวมถึงขนาดของมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ของหุ้น ถ้าพบหุ้นที่เข้าข่ายคุณสมบัติดังกล่าว เราก็เพียงแต่เข้าไปซื้อและถือลงทุนไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ยกเว้นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในคุณสมบัติทางธุรกิจซึ่งรวมถึงความสามารถในการแข่งขันที่อาจจะหายไปเพราะเทคโนโลยีใหม่มาทำลายมัน ส่วนการขึ้นลงของราคาหุ้นนั้น ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะทำให้เราขายหุ้น โดยปกติ ถ้าทุกอย่างยังเป็นไปตามเงื่อนไขหรือคุณสมบัติ 5 ข้อดังกล่าว เราก็คาดหวังได้ว่าหุ้นตัวนั้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวซัก 10 ปีขึ้นไปได้ในระดับปีละ 10-15% แบบทบต้น เป็นอย่างน้อย โดยในกรณีที่ดีสุดยอดนั้น ผมเคยเสนอไว้ว่า หุ้นระดับ “ซุปเปอร์สต็อก” จะโตขึ้นถึง 10 เท่าในเวลา 10 ปี หรือเท่ากับผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 26% อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย คงทำได้ยาก ฟังดูแล้ว ดูเหมือนว่าเส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกจะไม่ได้ยากอะไร หาหุ้นซุปเปอร์สต็อกซัก 5 ตัว ซื้อแล้วถือไว้ 17 ปี ถ้าได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยซักปีละ 14-15% พอร์ตก็โตขึ้น 10 เท่าแล้วโดยไม่ต้องทำอะไรมาก และถ้าถือยาวต่อไปเป็น 34 ปี พอร์ตก็จะโตขึ้นเป็น 100 เท่า วันที่เราเกษียณก็จะเป็นเศรษฐีอาจจะมีเงินเป็นพันล้านบาทถ้าเงินต้นที่เราเอาไปลงทุนเป็น 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่เส้นทางการลงทุนหุ้นซุปเปอร์สต็อกในโลกจริงนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยกรวดและอุปสรรคมากมายและคนส่วนใหญ่คงไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้ ต้องเลิกกลางคันโดยการขายหุ้นทิ้งและอาจจะละทิ้งความคิดและความฝันบรรเจิดที่จะมีความมั่งคั่งและมีความสุขจากการลงทุนระยะยาวแบบ VI สไตล์บัฟเฟตต์ไปเลย ผมจะยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลงทุนในหุ้นซุปเปอร์สต็อกมานานหลายสิบปีแล้วจำนวน 3 ตัวว่า ในระหว่างที่ถือหุ้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตัวแรกก็คือหุ้น CPALL ที่ผมถือมาน่าจะกว่า 15 ปีแล้ว วันที่เริ่มเข้าไปถือนั้น ผมก็เริ่มจะเห็นแล้วว่าร้านสะดวกซื้อของบริษัทกำลังเป็น “ผู้ชนะ” และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วโดยการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกหัวระแหง กำไรต่อผู้ถือหุ้นก็สูงเนื่องจากไม่ต้องลงทุนมากในการขยายงานเพราะใช้วิธีเช่าแทนการซื้อที่ดิน การเติบโตนั้นคงโตต่อไปได้นานมาก เพราะประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มมีธุรกิจแบบนี้ เช่นเดียวกัน บริษัทมีความได้เปรียบที่ถาวรเพราะขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งและมี Economies of Scale สูง ราคาหุ้นก็ไม่แพงเมื่อคิดจาก Market Cap. ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาทในวันนั้น ประมาณน่าจะ 10 ปีหลังจากซื้อ ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็วจนมีราคาสูงที่สุดประมาณ 88 บาทต่อหุ้นในช่วงต้นปี 2561 ทำกำไรเกิน 10 เท่าจากราคาซื้อ แต่ผมก็ไม่ได้ขาย ผมมองว่ามันยังมีสถานะเป็นซุปเปอร์สต็อกอยู่ เพราะตลาดร้านสะดวกซื้อยังขยายได้อีกมาก ความแข็งแกร่งและความได้เปรียบอย่างถาวรยังคงอยู่ เพราะขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมากขึ้นไปอีก มีเพียงอย่างเดียวที่เปลี่ยนไปนั่นก็คือ ราคาหุ้นในตอนนั้นสูงขึ้นซึ่งทำให้ค่า PE ปรับตัวขึ้นไปน่าจะในระดับกว่า 30 เท่าขึ้นไปแล้วจากระดับที่ไม่เกิน 20 เท่าในตอนเริ่มต้น หลังจากนั้น ราคาหุ้น CPALL ก็เริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ อย่างยาวนาน ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการขึ้นของราคาหุ้นเริ่มเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงมากของไทย ไปถึงปัญหาของบริษัทที่เกิดปัญหาทางด้านบรรษัทภิบาลหลายครั้ง ไปถึงการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนว่าจะแพงกว่าพื้นฐานอีกหลายครั้ง ซึ่งทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมาจนถึงปัจจุบันที่ราคาประมาณ 43 บาทต่อหุ้นหรือลดลงจากจุดสูงสุดถึงประมาณ 50% หมดสภาพการเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” อย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการของบริษัทยังดีและเติบโตต่อเนื่องมาตลอดจนทำให้ค่า PE ลดลงเหลือเพียง 12.4 เท่า และปันผลต่อปีอาจจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 4% เช่นเดียวกับกำไรของบริษัทต่อผู้ถือหุ้นที่สูงถึง 22.7% ต่อปี และความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันที่ไม่ถอยลงเลย ถ้าจะสรุปง่าย ๆ ก็คือ ด้วยสถานะปัจจุบัน หุ้นก็ยังเข้าข่ายการเป็นหุ้นซุปเปอร์สต็อกอยู่ครบ เพียงแต่นักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่เชื่อเท่านั้นเอง หุ้นตัวที่ 2 และ 3 เป็นหุ้นเวียตนาม ตัวแรกก็คือ หุ้น FPT หุ้นเทคโนโลยีหมายเลข 1 ของเวียตนามที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในด้านของการเขียนซอฟท์แวร์เพราะคนเวียตนามที่มีความสามารถสูงและมีต้นทุนแรงงานที่ถูกเมื่อเทียบกับชาติอื่นเห็นได้จากการเติบโตของรายได้และกำไรอยู่ในระดับประมาณ 20% ต่อปีติดต่อกันหลายปี และถ้ายังทำได้อย่างนั้นเรื่อย ๆ มันคงจะโตขึ้นเป็นบริษัทที่ใหญ่มากในอนาคตอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า ราคาหุ้นในวันที่ผมซื้อเมื่อ 4-5 ปีก่อนและทยอยซื้อต่อเนื่องนั้น มีค่า PE เฉลี่ยประมาณ 25 เท่า ซึ่งผมคิดว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม หลังจากซื้อ ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปมาก จาก 40 พันด่อง หรือประมาณ 51 บาทต่อหุ้น ในช่วงต้นปี 2022 กลายเป็นเกือบ 120 พันด่องในช่วงกลางปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ในเวลา 2 ปีครึ่ง แสดงออกถึงศักยภาพหุ้นซุปเปอร์สต็อกอย่างสมบูรณ์ ผมถึงกับเชื่อว่ามันจะกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นเวียตนามในวันหนึ่งคล้าย ๆ กับหุ้นซัมซุงของเกาหลี แต่แล้ว หุ้น FPT ก็เริ่มประสบกับอุปสรรค ครั้งแรกก็จาก “สงครามการค้า” ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำให้ยอดขายของบริษัทชะลอตัวลง ต่อมาหรืออาจจะก่อนหน้าด้วยซ้ำก็คือการมาของ AI ที่สามารถเขียนโค๊ดได้ดีและดีขึ้นเรื่อย ๆ ที่ทำให้คนเชื่อว่าธุรกิจเขียนโปรแกรมทำระบบ IT ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทจะถูกดิสรัปท์หรือถูกทำลายได้ เพราะบริษัทที่ใช้บริการอาจจะเขียนโปรแกรมเองแทนที่จะจ้าง FPTทำให้ ตั้งแต่วันที่ราคาหุ้น FPT ขึ้นสู่จุดสูงสุด มันก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าไม่ใช่รวดเดียว บางทีตกลงมาแรงถึงเกือบ 30% มันก็ดีดตัวขึ้นบ้าง แต่เมื่อข่าวความสามารถของ AI รุ่นใหม่ในการเขียนโปรแกรมดีขึ้นไปอีก ราคาก็ตกกลับลงมาใหม่ที่ต่ำกว่าเดิม จนถึงวันนี้ราคาหุ้น FPT ลดเหลือประมาณ 60 พันด่อง หรือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของราคาพีกที่เกือบ 120 พันด่องเมื่อ 2 ปีก่อน ความเชื่อว่า FPT จะถูกทำลายโดย AI นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ตรงกันข้าม ในโลกแห่งความเป็นจริงก็คือ รายได้และกำไรของ FPT โดยเฉพาะการรับจ้างเขียนโปรแกรมกำลังเติบโตขึ้นประมาณ 20% ต่อปีแบบที่เคยเป็นมา และการรับงานใหม่ซึ่งเป็นแบ็คล็อกหรือปริมาณงานสะสมของบริษัทนั้นกลับโตขึ้นถึง 30% นอกจากนั้น งานด้าน AI ที่บริษัทเริ่มจะให้บริการเรียกว่า “AI Factory” ที่ใช้ชิพของเอ็นวิเดีย ก็โตได้ดีจนใกล้ถึงจุดคุ้มทุนแล้ว ในด้านของบริษัทเองดูเหมือนว่าพวกเขาจะ “มีความสุข” กับสถานการณ์ขณะนี้ ตัวเลขผลประกอบการและหุ้น FPT ล่าสุดก็คือ รายได้และกำไรโตระดับ 20% ต่อปี และน่าจะโตได้ต่อเนื่องยาวนาน ธุรกิจมีคุณภาพคือมีกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 28.5% ต่อปี Market Cap ของบริษัทอยู่ที่ 109,183 พันล้านด่องหรือประมาณ 140,000 ล้านบาท ค่า PE เหลือเพียง 10.9 เท่า ซึ่งตรงตามคุณสมบัติของการเป็นซุปเปอร์สต็อกแน่นอน ประเด็นเดียวที่เป็นความเสี่ยงก็คือ การถูกดิสรัปท์โดย AI ในอนาคตและบริษัทไม่สามารถปรับตัวรับกับมันได้ หุ้นตัวที่ 3 ก็คือ หุ้น MWG หรือโมไบล์เวิลด์ “เจ้าพ่อค้าปลีก” ที่ขายโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่ใหญ่ที่สุดของเวียตนาม ที่มียอดขายปีที่แล้วประมาณ 2 แสนล้านบาทในปี 2025 และปีนี้คาดว่าจะโตขึ้นอีก 30% อานิสงค์จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มนิยมเข้าซื้อของในร้านค้าปลีกสมัยใหม่แทนที่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม หุ้น MWG นั้น ต้องบอกว่าเข้าข่ายเป็นซุปเปอร์สต็อกตั้งแต่วันที่ผมเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามเต็มตัวและแทบจะตั้งแต่ MWG เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นวันแรก ในตอนนั้นผมเองยังไม่ซื้อเพราะยังเกี่ยงเรื่องค่า PE ที่ค่อนข้างสูง กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือ มันมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเต็ม ถ้าผมจะซื้อก็ต้องจ่ายพรีเมียมเพิ่มจากราคาตลาดประมาณ 30% อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปและผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นต่อเนื่องและเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่บริษัทขยายไปขายสินค้าใหม่ ๆ รวมถึงการทำซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมก็ทนไม่ไหว ต้องยอมซื้อหุ้นในราคาสูงกว่าตลาด 30% เป็นจำนวนมาก แต่ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นตามจนผมไม่ขาดทุน ถึงแม้ว่าหุ้น MWG จะไม่เคยเจออุปสรรคใหญ่ ๆ ราคาก็เคยปรับตัวลงในระดับ 30-40% เป็นระยะ ๆ และราคาหุ้นเคยสูงสุดที่ประมาณ 85 พันด่องและก็ตกลงมาจนถึงช่วงเร็ว ๆ นี้ที่76 พันด่อง ซึ่งทำให้คนที่ทนการขาดทุนไม่ไหวขายหุ้นทิ้ง ตัวเลขล่าสุดของหุ้น MWG ก็คือ ROE ประมาณ 25% ต่อปี ยอดขายและกำไรโตระดับ 30% Market Cap. อยู่ที่ประมาณ 145,000 ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าบริษัทจะสามารถโตไปได้อีกมากเมื่อคิดว่าบริษัทครองตลาดค้าปลีกที่น่าจะมีขนาดใหญ่เป็นล้านล้านบาทได้ในอนาคต ค่า PE ของหุ้นลดลงเหลือเพียง 11.4 เท่า ความเข้มแข็งและความได้เปรียบเนื่องจากขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากจะเป็นคูเมืองที่ป้องกันคู่แข่งได้ ในความเห็นผม นี่คือซุปเปอร์สต็อกที่ชัดเจนมาก อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นสำหรับต่างชาติยังคงต้องจ่ายค่าพรีเมียม แต่ช่วงนี้เหลือเพียงประมาณ 7% แต่ก็หาคนขายยากby Thai VI Article
8
-
Beyond the Noise หลิน วีระพงษ์“Beyond the Noise ก้าวข้ามความผันผวน ค้นหาหุ้นคุณค่าในตลาดไทยและทั่วโลก” ในงาน Money Freedom Forum 2026 โดย คุณวีระพงษ์ (พี่หลิน) นักลงทุน VI ประสบการณ์มากว่า 22 ปี สรุปโดย คุณ Art Tharin ▪️ ข้อมูลยิ่งเยอะ ยิ่งมองไม่เห็น การทดลองจุดสี ฟ้า 55% ส้ม 45% เท่าเดิมทุกภาพ แต่พอกระจายสีและเติมจุดขาวเข้าไป คนกลับตอบไม่ได้ว่าสีไหนมากกว่า ▪️ เรียนจากนักธุรกิจตัวจริง การลงทุนคือการลงทุนในธุรกิจ จึงควรฟัง CEO และอ่าน annual report ของบริษัทระดับโลกโดยตรง “ฟังอาจารย์ที่ดี ทำให้เราคิดได้เอง” ▪️ วินัย 2 ด้าน • ด้านราคา — ยุค Nifty Fifty คนทุ่มเงินก้อนเดียวซื้อหุ้นที่ “ไม่มีวันล้ม” แล้วขาดทุนเกือบ 90% ซื้อแพงเกินไป แม้กำไรโตก็ยังขาดทุนได้ อย่าซื้อครั้งเดียว อย่าซื้อตัวเดียว ให้ทยอยซื้อ • ด้านธุรกิจ — กำไรที่ดีวันนี้อาจไม่ถาวร เพชรที่ถูกปลูกฝังว่า “นิรันดร์” วันนี้ต้องเจอเพชรแล็บ ▪️ ราคาถูกเหมือนกัน ผลลัพธ์ต่างกัน American Express — ราคาตก แต่คุณค่ายังอยู่ Berkshire ยุคสิ่งทอ — ราคาถูก แต่คุณค่ากำลังหาย คำถามสำคัญคือ ลูกค้ายังอยู่ หรือกำลังหายไป ▪️ Checklist 4 ข้อ ก่อนเชื่อมั่นในหุ้นสักตัว 1) ลูกค้าใหม่ยังเข้ามาไหม 2) ลูกค้าเก่ายังซื้อซ้ำไหม 3) ขึ้นราคาได้โดยลูกค้าไม่หนีไหม 4) ต้องพึ่งโปรโมชันหรือพรีเซนเตอร์เพื่อรักษาตำแหน่งไหม ราคากับคุณค่าไม่เหมือนกัน และต้องเอาชนะอคติที่ไม่ยอมขายของที่ซื้อมาแล้ว ▪️ เป็นเหยี่ยว ไม่ใช่นกกีวี เหยี่ยวบินได้ทั่วโลกเพราะต้องเจอการแข่งขัน นกกีวีอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจนบินไม่ได้ ลึก (หุ้นไทย) × กว้าง (หุ้นต่างประเทศ) = VI ที่แข็งแรง ใช้ทักษะจากไทยวิเคราะห์ธุรกิจทั่วโลก ใช้มุมมองระดับโลกกลับมาประเมินหุ้นไทย ▪️ เลือกทางให้ตรงกับตัวเอง เลือกหุ้นเก่งและใช้ AI เก่ง → หุ้นรายตัวที่ได้ประโยชน์จาก AI ไม่ถนัดเลือกหุ้น → กองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ กระจายกว้าง หุ้นรายตัวถ้าคิดผิด ให้หยุด DCA จนกว่าจะเข้าใจ แต่ DCA ดัชนีโลก อย่าหยุดลงทุน และระวังห้อง LINE หุ้นเด่นกับคำการันตีผลตอบแทน ▪️ ปิดท้าย กล้าหาญแบบราชสีห์ และอ่อนน้อมพอจะยอมรับว่าตัวเองผิด ไม่ต้องถูกบ่อย แต่ถูกทีต้องถูกเต็มๆ จดเหตุผลทุกครั้งที่ซื้อ ลงทุนสม่ำเสมอ ทบทวนพอร์ตเป็นรอบ และให้เวลาเป็นเพื่อน พี่หลินบินมา 22 ปี ไม่เคยมีวันไหนที่บินสบายตลอดทาง วันที่เจอเมฆ เครื่องก็สั่น โลกของการลงทุนก็เช่นกัน จะมีวันที่เมฆหมอกเข้ามา มีอันตราย มีเรื่องที่ท้าทายความคิดจนต้องถามตัวเองว่า "สิ่งที่เราอยู่ สิ่งที่เราทำ มันถูกต้องหรือเปล่า" แต่ทุกครั้งที่ผ่านไปได้ ความเชื่อมั่นก็จะสะสมขึ้นและยิ่งผ่านบ่อย ก็ยิ่งมั่นใจขึ้นby amornkowa
2
-
ยุคทองคำ จะไปต่อ หรือพอแค่นี้“ยุคทองคำ จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” โดย คุณตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (TFEX) และ คุณ ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร และประธานบริหารกลุ่มบริษัทในเครือ MTS Gold แม่ทองสุก --- #### ส่วนที่ 1: สถานการณ์อุปสงค์ทองคำโลกและการสะสมทองคำของธนาคารกลาง (Global Gold Demand & Central Bank Accumulation) ภาพรวมอุปสงค์ทองคำในระดับโลก: * ในไตรมาส 2 ปี 2026 (Q2/2026) อุปสงค์ทองคำรวมทั่วโลกทรงตัวอยู่ที่ 1,269 ตัน * โครงสร้างอุปสงค์แบ่งเป็น: ทองคำแท่งและเหรียญ 307 ตัน (ทรงตัว YoY), ความต้องการเครื่องประดับ 278 ตัน (ลดลง YoY), ธนาคารกลางซื้อสุทธิ 289ตัน ,การใช้ในภาคเทคโนโลยีและ AI 80 ตัน (เพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY), ขณะที่ Gold ETF มีเงินไหลออกสุทธิ -45 ตัน บทบาทสำคัญของธนาคารกลาง (Central Banks): * ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็นผู้ซื้อหลัก โดยใน Q2/2026 เข้าซื้อทองคำสุทธิถึง 289 ตัน (เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ) และมียอดซื้อสะสมสุทธิตั้งแต่ต้นปี 2026 ถึง Q3 รวมกว่า 170 ตัน * ประเทศที่เข้าซื้อทองคำสะสมมากที่สุดในปี 2026 ได้แก่ โปแลนด์ (+98 ตัน), อุซเบกิสถาน (+50 ตัน) และ จีน (+80 ตัน) ส่วนประเทศที่เป็นผู้ขายสุทธิหลักคือ ตุรกี (-82 ตัน) เนื่องจากปัญหาค่าเงินอ่อนและวิกฤตเศรษฐกิจภายใน และ รัสเซีย (-56 ตัน) เนื่องจากต้องการสภาพคล่องจากแรงกดดันสงครามและมาตรการคว่ำบาตร แรงจูงใจเบื้องหลังปรากฏการณ์ De-dollarization: * วิกฤตความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน) ซึ่งชาติตะวันตกสั่งอายัดสินทรัพย์และเงินสำรองของรัสเซีย สร้างความกังวลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต่อความเสี่ยงในการถือครองดอลลาร์สหรัฐและสินทรัพย์ในฝั่งตะวันตก * เกิดเทรนด์ Gold Repatriation หรือการดึงทองคำสำรองกลับมาเก็บไว้ในประเทศตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกแทรกแซง * ส่งผลให้ปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำสำรองสูงถึง 27% แซงหน้าการถือครองดอลลาร์สหรัฐ --- #### ส่วนที่ 2: การปรับยุทธศาสตร์มหาอำนาจและวิกฤตหนี้สิน-เงินดอลลาร์สหรัฐ (Geopolitical Shift & US Debt Issue) * ยุทธศาสตร์ของจีน: จากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สู่ทองคำ: * จีนดำเนินยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง (Strategic Diversification) โดยลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasury Bonds) จากระดับสูงสุด 1.1 ทริลเลียนดอลลาร์ ในปี 2013 เหลือเพียง 618 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 ปี * ในทางกลับกัน จีนได้เพิ่มปริมาณสำรองทองคำอย่างต่อเนื่องจาก 1,000 ตัน ในปี 2010 ขึ้นมาเป็น 2,410 ตัน ในปี 2026 (ซื้อสะสมต่อเนื่องกว่า 20 เดือน) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลก (เช่น ประเด็นความตึงเครียดไต้หวัน) สภาวะหนี้สาธารณะและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ: * หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ (U.S. National Debt) พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 40.10 ทริลเลียนดอลลาร์ (สะสมเพิ่มขึ้นในทุกยุครัฐบาล) สะท้อนโครงสร้างการเงินที่พึ่งพาการก่อหนี้และการพิมพ์เงินที่ไม่จำกัด * อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yields) ทรงตัวในระดับสูง (30-Year Yield แตะ 5.638%, 10-Year Yield แตะ 5.291%, 2-Year Yield แตะ 4.887%) กดดันสินทรัพย์เสี่ยงและสะท้อนว่านักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นในการถือครองดอลลาร์ --- #### ส่วนที่ 3: ทิศทางราคาทองคำ สถิติผลตอบแทน และมุมมองสถาบันการเงินโลก (Gold Price Trends & Forecasts) สถิติลักษณะราคาและผลตอบแทนทองคำไทย: * สถิติตลาดทองคำไทยย้อนหลัง 10 ปี (2560–2569) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +14.0% ต่อปี (คิดเป็นผลตอบแทนสะสม +46,500 บาท) โดยปีที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดคือปี 2568 (+53.1%) * สถิติชี้ว่าราคาทองคำมักปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงปลายปีต่อช่วงต้นปี โดยเฉพาะเดือน ธันวาคม (เป็นบวก 7 ใน 10 ปี เฉลี่ย +1.77%) และเดือน มกราคม (เป็นบวก 7 ใน 10 ปี เฉลี่ย +3.22%) การปรับฐานระยะสั้นและมุมมองระยะยาว (Supercycle): * แม้ราคาทองคำโลก (Gold Spot) ในช่วงสั้นจะปรับฐานจากจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High ที่ \$5,600) ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ \$3,900–\$4,300 เนื่องจากแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูง * แต่ในระยะยาว (2-3 ปี) ผู้เชี่ยวชาญยังคงมองว่าเป็นวัฏจักร Supercycle ที่ราคามีโอกาสกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมและทำสถิติใหม่ จากปัจจัยพื้นฐานการเป็นเครื่องมือปกป้องมูลค่าเงิน (Purchasing Power) จากเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของเงินกระดาษ (Currency Debasement) คาดการณ์ราคาจากสถาบันการเงินชั้นนำ: ปี 2026 (New Target): J.P. Morgan ($4,500), Goldman Sachs ($4,650), UBS ($4,600), Citi ($4,800), Deutsche Bank ($4,800), Morgan Stanley ($5,200), Bank of America ($4,360) ปี 2027 (Target): เป้าหมายส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ $5,000 ถึง $6,300 ต่อออนซ์ (โดย J.P. Morgan ให้เป้าหมายสูงสุดที่ $6,300) --- #### ส่วนที่ 4: การศึกสงคราม Gold Hub ในเอเชีย: สิงคโปร์ VS ฮ่องกง (Regional Gold Hub Competition) การเปลี่ยนบทบาทของภูมิภาคเอเชีย: * เอเชียกำลังยกระดับจากการเป็นเพียง "ผู้ซื้อ/ผู้บริโภคทองคำ" มาเป็น "ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานตลาดทองคำ" (Infrastructure Creators) เพื่อดึงดูดสภาพคล่อง การจัดเก็บ การชำระราคา (Clearing & Settlement) และการกำหนดราคา (Price Discovery) มาไว้ในภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดลอนดอนหรือยุโรป สิงคโปร์ (Singapore Gold Hub): * ชูนโยบายสิทธิประโยชน์ภาษี ยกเว้นภาษี GST สำหรับโลหะมีค่าเพื่อการลงทุน (Investment Precious Metals) * สร้างระบบนิเวศโรงกลั่นทอง (Gold Refinery Ecosystem) ผ่านมาตรการภาษี ARCS * จัดตั้งคลังจัดเก็บทองคำมาตรฐานสถาบัน (Vault & Secure Storage) ระบบโลจิสติกส์การขนส่งทองคำระดับโลก และพัฒนาเป็นศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่ง (Business & Wealth Management Hub) ฮ่องกง (Hong Kong Gold Hub): * ใช้จุดแข็งการเชื่อมโยงกับจีน (China Connection) และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน * ขยายความจุคลังจัดเก็บทองคำสู่มากกว่า 2,000 ตัน * พัฒนาระบบกลางสำหรับการชำระราคาและส่งมอบ (Central Clearing & Settlement) เชื่อมต่อกับตลาด Shanghai Gold Exchange หนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Gold ETF, Futures และระบบนิเวศทองคำที่อ้างอิงเงินหยวน (RMB Ecosystem) --- #### ส่วนที่ 5: ศักยภาพและยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการค้าทองคำภูมิภาค (Thailand Regional Gold Hub) ฐานความแข็งแกร่งเดิมของไทย: * ประเทศไทยมีปริมาณความต้องการทองคำต่อหัว (Per Capita) สูงติดอันดับ Top 3 ของโลก (รองจากจีนและอินเดีย) และเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน (ถือครองทองคำสำรองรวมราว 234.52 ตัน) * ตลาดทองคำแท่ง (Physical Gold) ร้านทอง และเครือข่ายรายย่อยมีความเข้มแข็งและเข้าถึงทุกชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังทางการเงินที่ช่วยกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมาหลายยุคสมัย * ตลาดอนุพันธ์ทองคำในไทย (TFEX Gold Futures) มีความซับซ้อนและมีวอลุ่มการซื้อขายสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย เหนือกว่าสิงคโปร์ในแง่ของปริมาณการเทรดของนักลงทุนรายย่อย องค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ Thailand Gold Hub: 1. International Gold Flow: การนำเข้า-ส่งออกทองคำเชื่อมต่อกับตลาดโลก 2. Institutional Liquidity: สภาพคล่องจากธนาคาร ผู้ค้า และ Market Maker 3. Vault & Custody: โครงสร้างพื้นฐานรับฝากและส่งมอบทองคำที่มีมาตรฐาน 4. Clearing & Settlement: ระบบชำระราคาและส่งมอบที่มีประสิทธิภาพ 5. Local Price Discovery: ยกระดับบทบาทจากผู้รับราคา (Price Taker) สู่ผู้ร่วมกำหนดราคา (Price Participant) ประโยชน์และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์: * การพัฒนาเป็น Gold Hub จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ ดึงดูดเงินลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มตลอด Supply Chain (โรงกลั่น โลจิสติกส์ ประกันภัย การเงิน) และเพิ่มรายได้ภาษีภาครัฐ * ข้อเสนอแนะ: ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล (ธปท., ก.ล.ต., ปปง.) ควรปรับเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งรับ/เน้นการควบคุมปราบปรามความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว มาเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเสียเปรียบหรือสูญเสียเค้กเศรษฐกิจให้แก่สิงคโปร์และฮ่องกงในอนาคต --- #### ส่วนที่ 6: นวัตกรรมการลงทุน กลยุทธ์บริหารความเสี่ยง และข้อควรระวัง (Investment Innovation & Risk Management) นวัตกรรมทางการเงินและผลิตภัณฑ์ใหม่: * Digital gold Trading: การซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (เช่น เป๋าตัง, K+) ช่วยให้การซื้อขายทองคำอ้างอิงสกุลเงินบาทและดอลลาร์สะดวกรวดเร็ว * Mini Gold Futures (TFEX): สัญญาซื้อขายล่วงหน้าขนาดเล็ก (เท่ากับทองคำ 2 บาท) ใช้เงินมัดจำเพียงประมาณ 10-15% (ราว 15,000 บาท) เพิ่มโอกาสให้นักลงทุนใช้บริหารความเสี่ยงและเพิ่มอัตราผลตอบแทน (Leverage) ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย * RWA Tokenization (Tokenized Gold): การแปลงทองคำเป็นโทเคนดิจิทัล เพื่อย่อยหน่วยลงทุนให้ขนาดเล็กลง เพิ่มความสะดวกในการชำระราคาและเข้าถึงสินทรัพย์ * การขยายเวลาทำการและสินค้าใหม่: TFEX เตรียมขยายเวลาเทรดครอบคลุมช่วงเช้า (เริ่ม 08:00 น.) และเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่อย่าง Bitcoin Futures สำหรับนักลงทุนรายย่อยในอนาคต กลยุทธ์การจัดสรรพอร์ต (Asset Allocation): * แนะนำให้มีทองคำในพอร์ตการลงทุนประมาณ 10-15% เพื่อกระจายความเสี่ยง * ผสมผสานการถือครองทองคำจริง (Physical Gold) สำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อเป็น Store of Wealth และใช้ Paper Gold / Futures ในการบริหารความเสี่ยงหรือทำกำไรในระยะสั้นได้ทั้งช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง * ปัจจัยเสี่ยงและข้อควรระวัง: * อัตราแลกเปลี่ยน (USD/THB): ความผันผวนของค่าเงินบาทมีผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ * ภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพ (Scammers): ระมัดระวังการหลอกลวงลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย (เช่น การสร้างเพจปลอม, การหลอกใ QR Code ร้านทองในการฟอกเงิน) โดยเน้นย้ำว่าควรลงทุนผ่านผู้ประกอบการและสถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างถูกต้องเท่านั้น ---by amornkowa
1
-
ประกาศ
- 🚀[ประกาศรายชื่อ] ร่วมรับฟังสด ThaiVI DEEPDIVE Batch 1 หุ้น "RACE" อ่านต่อ
- 📌VI201 “ควันหลงสงคราม หุ้นไทย หุ้นนอก เราจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?” เปิดให้รับชมกันแบบ Online แล้ววันนี้!! อ่านต่อ
- 🤖 รับชมฟรี! ในคอร์สใหม่ “AI กับการลงทุนเบื้องต้น” ใช้ AI เลือกหุ้นอย่างเดียว…อาจยังไม่พอ! อ่านต่อ
- วิชาใหม่จาก ThaiVI มาแล้ว! 🔥 เจาะลึกธุรกิจหุ้น Non-Bank ตั้งแต่โมเดลธุรกิจถึง Valuation อ่านต่อ
- 📍 FEATURE UPDATE | ThaiVI DEEPDIVE Batch ZERO🔥 อ่านต่อ
- 🔔นักลงทุนห้ามพลาด! อัปเดตฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ติดตามข่าวหุ้นง่ายกว่าเดิม อ่านต่อ
- ✨📈StockRadars Premium เวอร์ชันอัปเกรด สุดคุ้มสำหรับสมาชิก ThaiVI รายปี! อ่านต่อ
- 📝 มัดรวมข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน และสิทธิประโยชน์สมาชิก ThaiVI (การสมัครสมาชิก/ต่ออายุ) อ่านต่อ
- ✨คณะกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ปี 2568-2569 อ่านต่อ
- 🚨 UPDATE: 20/03/69 : เตือนภัย!! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อบุคคลในสมาคม ThaiVI เพื่อหลอกให้ลงทุน อ่านต่อ
- กฎ กติกา มารยาทในการใช้เว็บบอร์ด และข้อบังคับของสมาคมฯ อ่านต่อ