การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 71 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 62 ตอบกลับ
- 2712 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Suwanwok
-
-
-
- 69 ตอบกลับ
- 5938 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Suwanwok
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 587 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1942 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 5683 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 7080 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 21236 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 29586 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 170496 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 2 ตอบกลับ
- 236284 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 363254 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 161 ตอบกลับ
- 242279 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
-
-
- 35 ตอบกลับ
- 114973 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Airmd
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 24533 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 44806 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 39 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 20 ตอบกลับ
- 2291 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย flyingcatz
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1060 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 138 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย luckyman
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 94 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 71 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 61 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 963 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 21 ตอบกลับ
- 2134 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IsayaVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 996 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 211 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 59 ตอบกลับ
- 3465 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย artistpershare
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 254 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 166 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 1702 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 21 ตอบกลับ
- 7002 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Mainoo37
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 347 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 352 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 414 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 353 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 379 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1440 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 1721 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1501 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 26 ตอบกลับ
- 11526 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย aui_forrest
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 430 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 506 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 562 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 195 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 540 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 309 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1730 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 713 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย earthcu
-
-
-
- 21 ตอบกลับ
- 10099 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Ectsom
-
-
-
- 15 ตอบกลับ
- 7914 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Kanokkan
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 585 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1884 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 639 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย earthcu
-
-
-
- 33 ตอบกลับ
- 12244 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย aui_forrest
-
-
-
- 2 ตอบกลับ
- 1883 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 2007 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 74 ตอบกลับ
- 10641 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IamYou
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 691 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 5698 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 721 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 2526 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
หนังซีรีส์เรื่องวันโลกาวินาศตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมมักจะชอบคิดฝันถึงอนาคตของเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นแล้วจะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราอย่างรุนแรง อย่างในช่วงเร็ว ๆ นี้ก็คือการที่ตลาดหุ้นโลกหรืออเมริกาจะเกิดวิกฤติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากหุ้น AI ถล่ม ซึ่งจะนำให้หุ้นทั้งตลาดตกลงมาอย่างหนักทั่วโลกและกระทบกับตลาดหุ้นไทยด้วยอย่างที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้
แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่นำไปสู่วิกฤตินั้น คงไม่ใช่เรื่องเดียว แต่น่าจะเป็น “ซีรีส์” คล้ายกับหนังซีรีส์ที่มาเป็นชุด ๆ หรือเป็นตอน ๆ ซึ่งนำไปสู่วิกฤติในที่สุด ตอนนี้ผมคิดได้ 2-3 “Scenario” หรือ 2 -3 สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ซีนาริโอที่ 1 ซึ่งน่าจะเป็นสถานการณ์ที่ใช้เวลายาวนานหน่อยก่อนที่จะเกิดวิกฤติ ซึ่งผมจะเรียกว่า “กำไรที่น่าผิดหวังของหุ้น AI” ซึ่งจะเริ่มจาก
ฉากแรก อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ยอมลง ซึ่งตอนนี้กำลังขึ้นไปที่จุดสูงสุดในรอบประมาณ 24 ปีแล้วที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปีสูงถึง 5.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจก็ยังเติบโตดี การว่างงานต่ำ บริษัทจดทะเบียนรายงานผลประกอบการล่าสุดที่ดี ดัชนีตลาดหุ้น เช่น S&P ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ภายใต้ภาพที่สวยหรูนั้น ต้นทุนการเงินของรัฐบาลและธุรกิจกำลังเพิ่มขึ้นและจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นหรือหนี้เก่าหมดอายุและต้องกู้เงินมาทดแทนหนี้เดิมที่ต้นทุนต่ำ
ฉากที่ 2 การลงทุนทางด้าน AI ของทุกบริษัทโดยเฉพาะบริษัทระดับยักษ์ทั้งหลายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน โครงการลงทุนโดยรวมของผู้เล่นในอุตสาหกรรมในอนาคตแค่ 5 ปีข้างหน้านั้นสูงในระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น เพราะทุกคนต่างก็แข่งกันเป็นผู้ชนะที่จะเข้าไปยึดกุมการนำในธุรกิจที่ทุกคนคิดว่าจะทำรายได้มหาศาลในอนาคตอันใกล้ และเงินที่จะนำมาใช้นั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้
ฉากที่ 3 เวลาผ่านไป ราคาของผลิตภัณฑ์ AI กลับลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ปริมาณการใช้ยังมากขึ้นและคุณภาพของ AI จะดีขึ้นเรื่อย ๆ อานิสงค์จากการแข่งขันของผู้ให้บริการที่ต้องการแย่งลูกค้าจากคู่แข่งอย่างดุเดือด เหนือสิ่งอื่นใด AI ราคาถูกจากจีนอาจเข้ามาเสนอให้กับลูกค้าโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการ AI ที่สุดยอดขนาดนั้น
ผลก็คือ บริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมโหฬาร ในขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากอย่างที่คิด กำไรต่อยอดขายจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่กลับลดลง ซึ่งเป็นการบอกว่าธุรกิจ AI นั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำกำไรได้มากมายอย่างที่คิด
ฉากที่ 4 อาจจะมีหุ้น AI ขนาดยักษ์บางแห่งประกาศงบที่ “น่าผิดหวังอย่างแรง” แม้ว่ายอดขายอาจจะยังเติบโตดีอยู่แต่นักลงทุนก็ผิดหวังเทขายหุ้นทำให้ราคาหุ้นตกลงมา 20% และต่อมาก็ตามมาด้วยงบการเงินของอีกบริษัทหนึ่งที่น่าผิดหวังเช่นเดียวกัน และไตรมาศต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซึ่งก่อให้เกิดการขาดความมั่นใจของนักลงทุนต่อธุรกิจ AI
ฉากที่ 5 ถึงจุดนี้ แทบทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็จะถูกตั้งคำถามว่า มันคุ้มไหมกับการลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผลตอบแทนต่อการลงทุนโดยเฉลี่ยที่อาจจะแค่ 10% ต่อปีนั้นจะทำให้คนเริ่มหยุดหรือชะลอการลงทุนลง ซึ่งก็ทำให้รายได้ลดลง กำลังการผลิตล้นเกินเพราะสร้างไว้เผื่อหนาคตมากเกินไป รายได้รวมโตช้าลงมากแต่รายจ่ายดอกเบี้ยและค่าเสื่อมอุปกรณ์และเครื่องจักรเพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้สูงมากและเริ่มถึงกำหนดชำระคืน ปัญหาทางการเงินกำลังเพิ่มขึ้น
ฉากที่ 6 เจ้าหนี้หรือคนที่ซื้อและถือหุ้นกู้ของบริษัทเริ่มต้องการดอกเบี้ยสูงขึ้นชดเชยกับความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะขาดสภาพคล่องหรือล้มละลาย
ฉากที่ 7 โครงการยักษ์ประเภทดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้เงินมากและเวลาสร้างยาวนานถูกเลื่อนออกไป บางโครงการก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซัพพลายเออร์อาจจะได้รับเงินช้าหรือบางรายก็อาจจะทิ้งงาน ข่าวต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้แทบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มีปัญหา ตลาดหุ้นโดยรวมเองก็ถูกกระทบ ไม่รู้ว่ารายต่อไปจะเป็นใคร
ฉากที่ 8 ตลาดหนี้หรือตลาดพันธบัตรจะเริ่มเกิดปัญหา ทุกสถาบันต่างก็เริ่มตั้งคำถามว่าตนเองมีพันธบัตรในกลุ่ม AI หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI มากเกินไปหรือเปล่า ถ้าใช่จะต้องลดลงเท่าไร หนี้ใหม่ที่จะออกมาจะต้องการดอกเบี้ยสูงขึ้นแค่ไหน ละนี่ก็คือปัญหาสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้หรือพันธบัตร
ฉากที่ 9 ก็คือ บริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำของธุรกิจ AI เกิดปัญหาในระดับที่อาจจะ “ล่มสลาย” ได้และต้องอาศัยการช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือบริษัทที่ใหญ่ แข็งแรงและมีฐานะการเงินที่เป็นเงินสดระดับมโหฬารอย่างเบิกไชร์แฮทเทอเวย์เข้ามากู้
ฉากสุดท้ายก็คือ ราคาหุ้น AI ขนาดยักษ์เกือบทั้งหมดล่มสลาย หุ้นตัวเล็กและเกี่ยวข้องกับ AI ต่างก็หนีไม่พ้น ราคาหุ้นถล่ม ส่งผลให้ดัชนีตลาดโดยรวมตกลงมา 30-40% ขึ้นไป บริษัทจำนวนมากล้มละลายหายไป แต่ก็ยังมีบริษัทที่ยังแข็งแกร่งที่สามารถฝ่ามรสุมครั้งใหญ่ที่สุดไปได้และค่อย ๆ เติบโตต่อไปใหม่ เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่จะค่อย ๆ ไต่คืนขึ้นมาสู่ราคาเดิม กลายเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่อาจจะในทศวรรษหน้า
ซีนาริโอที่ 2 คือ สถานการณ์วิกฤติตลาดหุ้นประเภทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว หรือที่ผมจะเรียกว่า “Sudden Death” หรือเป็น “อุบัติเหตุทางการเงิน” เริ่มจาก
ฉากที่ 1 อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของเฟดและพันธบัตรของเอกชนที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นมากยิ่งกว่า
ฉากที่ 2 โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ที่ใช้เงินกู้หรือเลเวอเรจสูง กลายเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ
ฉากที่ 3 กองทุนเอกชนที่ให้เงินกู้กับโครงการเหล่านั้นขาดทุนอย่างหนัก
ฉากที่ 4 แบ้งค์และสถาบันการเงินขนาดใหญ่พบว่าตนเองมีการปล่อยกู้ให้แก่โครงการ AI และดาต้าเซ็นเตอร์มากเกินไป
ฉากที่ 5 สถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งหนึ่งประสบกับปัญหาสภาพคล่องอย่างรุนแรงและนักลงทุนเริ่มนึกถึงวิกฤติการเงินซับไพร์มปี 2008
ฉากที่ 6 แบ้งค์เริ่มหยุดปล่อยกู้ให้แก่กันและกันเพราะไม่แน่ใจว่าแบ้งค์อื่นกำลังมีปัญหาสภาพคล่องหรือเปล่า
ฉากที่ 7 ตลาดเงินกู้ยืมสะดุดหยุดนิ่ง
ฉากที่ 8 บริษัทเทคโนโลยีและเฉพาะอย่างยิ่ง AI ไม่สามารถกู้ยืมเงินหรือออกพันธบัตรมาทดแทนหนี้เดิมที่กำลังหมดอายุ
ฉากที่ 9 นักลงทุนเริ่มขายหุ้นเทคโนโลยีและ AI กันอย่างหนักส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นซึ่งรวมถึงดัชนี S&P500 ที่ร่วงลงมาอย่างรวดเร็วถึงระดับ 20% ในเวลาอันสั้น
ฉากที่ 10 หุ้นที่ซื้อมาโดยใช้มาร์จินจำนวนมากถูกบังคับขาย ส่งผลให้หุ้นทั้งตลาดตกลงมาอย่างหนักทำให้ดัชนีตลาดตกลงมาเป็นวิกฤติ อาจจะถึง 40% ในเวลาอันสั้น
ฉากที่ 11 ตลาดทรัพย์สินการลงทุนแทบทั้งหมดรวมถึง ทอง พันธบัตร คริบโต ตกลงมาแรงไม่แพ้กัน เพราะนักลงทุนต่างก็ต้องการเงินสดในเวลาที่ฉุกเฉินและเศรษฐกิจกำลังขาดสภาพคล่องแบบนั้น
ซีนาริโอที่ 3 คือสถานการณ์ที่รวมซีนาริโอที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน เพราะซีนาริโอที่ 1 หรือ 2 โดยลำพังอาจจะไม่ก่อให้เกิดวิกฤติได้ นั่นก็คือซีนาริโอที่รวมประเด็นปัญหาที่รุนแรงทั้งหลายเข้าด้วยกันนั่นคือ
1) ความผิดหวังในผลประกอบการของธุรกิจ AI ที่ว่า มันไม่ได้กำไรมากอย่างที่คิดเพราะรายได้อาจจะยังโตแต่ต้นทุนเพิ่มมากกว่า
2) เศรษฐกิจถดถอยลงในขณะที่อัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงเพราะอัตราเงินเฟ้อสูง และสภาพคล่องตึงตัวเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ อาจจะรวมถึงราคาพลังงานที่ยังสูงมาก
3) เกิดปัญหาทางธุรกิจหรือการล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่รวมถึงสถาบันการเงินบางแห่งที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI มาก
4) นักลงทุนขาดความมั่นใจในธุรกิจและฐานะการเงินของบริษัท ต่างก็เทขายหุ้นอย่างหนักจนหุ้นตกลงมาระดับ 30-40% กลายเป็นวิกฤติขนาดใหญ่ที่รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้บริษัทและธุรกิจ AI ล่มสลาย
วิกฤติ AI ถ้าเกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำให้การพัฒนา AI หายไปอย่างแน่นอน แต่การลงทุนคงจะชะลอลงมาก บริษัทขนาดใหญ่แต่ละแห่งส่วนใหญ่แล้วคงรอดจากการ “ล่มสลาย” พวกเขาก็คงที่จะพยายามรักษาตลาดบางเซ็คเตอร์ที่ตนเองเข้มแข็งเอาไว้และถอนตัวออกจากภาคส่วนที่สู้รายอื่นไม่ได้ แต่ไม่มีใครที่จะสามารถครองตลาด AI ทุกส่วนอย่างที่กำลังพยายามทำกันอยู่
เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะเป็น 10 ปี ขึ้นไป การใช้ AI ก็จะแทรกซึมเข้าไปในแทบทุกส่วนของสังคม มันยังคงห่างไกลจากการเข้าไปทดแทนมนุษย์อย่างแน่นอน แต่มันคงเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากในการช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตที่ดีขึ้นและอาจจะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น เพราะคน “ฉลาด” อาจจะไม่ได้ได้เปรียบหรือมีความสามารถเหนือคนอื่นมากอย่างที่เป็นเคยเป็นมาตลอดของมนุษยชาติ
ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องที่ผม “จินตนาการ” ขึ้น โอกาสที่จะเป็นจริงทั้งหมดไม่มี แต่โอกาสที่ตลาดหุ้นจะเกิด “วิกฤติ” นั้น อาจจะไม่ต่ำอย่างที่คิด เหนือสิ่งอื่นใดก็คือประวัติศาสตร์นั้น “ซ้ำรอยเสมอ” เพียงแต่เมื่อไร ไม่มีใครรู้ คนที่ลงทุนระยะยาวแทบจะตลอดชีวิตก็ต้องตระหนักไว้เสมอ
by Thai VI Article
11
-
หุ้นแบงก์ตอนนี้! แพงไปหรือยัง?
https://www.youtube.com/watch?v=F8raugV8Q5o
การประเมินมูลค่าและผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Valuation & ROE)
ความสัมพันธ์ระหว่าง P/BV และ ROE : ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์แปรผันตาม ROE เป็นหลัก (ความสัมพันธ์มากกว่า 80%) โดยระดับ Price to Book Value (P/BV) เฉลี่ยของกลุ่มปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.0 เท่า สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ยที่ระดับ 9%
สถานะ Valuation ปัจจุบัน : มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับ Fair Price (สะท้อนมูลค่าเหมาะสม) ไม่ได้อยู่ในระดับ Undervalued (P/BV 0.6 - 0.7 เท่า) เหมือนในอดีต ทำให้โอกาสการปรับขึ้นของ Valuation Multiples มีจำกัด โดยคาดการณ์ผลตอบแทนรวม (Total Return) อยู่ในกรอบประมาณ 10-20%
วิเคราะห์รายธนาคาร :
TISCO : มี ROE สูงที่สุดในกลุ่ม ส่งผลให้ซื้อขายที่ P/BV สูงประมาณ 2.4 - 2.5 เท่า ซึ่งเริ่มตึงตัวเมื่อเทียบกับกรอบมูลค่า
BBL : มี ROE อยู่ระดับต่ำประมาณ 7% และซื้อขายที่ P/BV ต่ำประมาณ 0.6 เท่า เนื่องจากนโยบายบริหารจัดการแบบอนุรักษนิยม และไม่มีนโยบายการเร่ง ROE
KTB : มี ROE ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 10% (สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่) ส่งผลให้ราคาหุ้นสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่ากลุ่ม
KKP : มี ROE ปรับเพิ่มขึ้นจาก 9% สู่ 12% เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากสายงานตลาดทุนและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) อยู่ที่ประมาณ 20-30%
นโยบายเงินปันผลและการคืนเงินทุนแก่ผู้ถือหุ้น (Dividend Policy & Capital Return)
อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) : อัตราเงินปันผลตอบแทนปรับลดลงมาอยู่ในกรอบเฉลี่ย 5-7% (เช่น SCB ปรับลดลงจากระดับ 10% มาอยู่ที่ประมาณ 7%)
ข้อจำกัดของ Dividend Payout Ratio : อัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ของธนาคารพาณิชย์เริ่มใกล้ระดับสูงสุดที่ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้อีกมาก การเติบโตของเงินปันผลในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับการเติบโตของกำไรสุทธิ (คาดการณ์เติบโต 3-5% ต่อปี) เป็นหลัก ไม่ใช่การขยาย Payout Ratio หรือการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติม
โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อและรายได้ (Loan Portfolio & Revenue Structure)
การเติบโตของสินเชื่อตามกลุ่มลูกค้า :
สินเชื่อภาคธุรกิจใหญ่ (Corporate Loans) : เป็นกลุ่มหลักที่มีการเติบโต จากโครงการลงทุนในประเทศ เช่น Data Center อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจโรงไฟฟ้า
สินเชื่อ SME : หดตัวต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน จากขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเข้ามาของสินค้าต่างประเทศผ่าน E-commerce
สินเชื่อรายย่อย (Retail Loans) : ชะลอตัวตามระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และการชะลอตัวของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์
โครงสร้างรายได้และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) :
รายได้หลักสัดส่วน 65-70% มาจากธุรกิจส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) ซึ่งเป็นรายได้ประจำ (Recurring Income) โดย NIM มีแนวโน้มทรงตัวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเติบโตของสินเชื่อรวมที่ระดับประมาณ 3%
รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) มีสัดส่วน 30-35% โดยสัดส่วนที่มาจาก Wealth Management คิดเป็นไม่ถึง 10% ของรายได้รวมทั้งหมด และมีความผันผวนตามสภาวะตลาดทุน จึงไม่ใช่ฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
คุณภาพสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายสำรอง (Asset Quality & Credit Cost)
คุณภาพหนี้ (NPL & Stage 2) : ปริมาณหนี้เสียยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยอาจเห็นสินเชื่อ Stage 2 ปรับเพิ่มขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติ แต่มาตรการช่วยเหลือช่วยป้องกันไม่ให้เปลี่ยนสภาพเป็น NPL (Stage 3)
แนวโน้ม Credit Cost : ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญผ่านระดับสูงสุดของรอบวิกฤตไปแล้ว แต่อยู่ในช่วงเริ่มเข้าสู่ระดับต่ำสุด (Bottom out) ทำให้ในระยะยาวธนาคารไม่สามารถเพิ่มกำไรจากการลดค่าใช้จ่ายสำรองได้เหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา
กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนมุ่งเน้นมูลค่า (Value Investment Strategy)
การหลีกเลี่ยงการซื้อในราคา Fair Price : เนื่องจากราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว การเข้าลงทุนในระดับราคาปัจจุบันจึงมี Margin of Safety ต่ำ
หลักการคัดเลือกหุ้น : มุ่งเน้นเลือกธนาคารที่มี ROE อยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น (ROE Uptrend) แต่ระดับ P/BV ยังไม่สูงเกินไป
การรอจังหวะสะสม (Buy on Weakness) : ควรเปิดรับโอกาสเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากความตกใจระยะสั้นของตลาดหรือเหตุการณ์ชั่วคราวที่ไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ เพื่อให้ได้ Margin of Safety และ Valuation Discount ที่เหมาะสม
by A445838
2
-
📌VI201 “ควันหลงสงคราม หุ้นไทย หุ้นนอก เราจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?” เปิดให้รับชมกันแบบ Online แล้ววันนี้!!
อ่านต่อ
-
🚩(เปิดรับ)ปรับเปลี่ยนวันที่ CV - RJH - Online [ไม่นับสิทธิ์] วันที่ 12 ต.ค. 69
อ่านต่อ
-
🚩(เปิดรับ) ประกาศรายชื่อ CV - COM7 - Online [ไม่นับสิทธิ์] วันที่ 6 ต.ค. 69
อ่านต่อ
-
🤖 รับชมฟรี! ในคอร์สใหม่ “AI กับการลงทุนเบื้องต้น” ใช้ AI เลือกหุ้นอย่างเดียว…อาจยังไม่พอ!
อ่านต่อ
-
วิชาใหม่จาก ThaiVI มาแล้ว! 🔥 เจาะลึกธุรกิจหุ้น Non-Bank ตั้งแต่โมเดลธุรกิจถึง Valuation
อ่านต่อ
-
📍 FEATURE UPDATE | ThaiVI DEEPDIVE Batch ZERO🔥
อ่านต่อ
-
🔔นักลงทุนห้ามพลาด! อัปเดตฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ติดตามข่าวหุ้นง่ายกว่าเดิม
อ่านต่อ
-
✨📈StockRadars Premium เวอร์ชันอัปเกรด สุดคุ้มสำหรับสมาชิก ThaiVI รายปี!
อ่านต่อ
-
📝 มัดรวมข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน และสิทธิประโยชน์สมาชิก ThaiVI (การสมัครสมาชิก/ต่ออายุ)
อ่านต่อ
-
✨คณะกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ปี 2568-2569
อ่านต่อ
-
อัพเดต!
🚨 UPDATE: 20/03/69 : เตือนภัย!! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อบุคคลในสมาคม ThaiVI เพื่อหลอกให้ลงทุน
อ่านต่อ
-
กฎ กติกา มารยาทในการใช้เว็บบอร์ด และข้อบังคับของสมาคมฯ
อ่านต่อ