การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1090 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 3201 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย testfree
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 2644 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 4912 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 3777 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 3842 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 8940 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 10217 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 12874 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 147938 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 4 ตอบกลับ
- 201263 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย NoOne_
-
-
-
- 2 ตอบกลับ
- 212225 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 339634 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 159 ตอบกลับ
- 224439 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
-
-
- 3 ตอบกลับ
- 1675 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 4 ตอบกลับ
- 263638 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1089 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1016 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1060 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1042 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1255 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 35 ตอบกลับ
- 110076 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Airmd
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 3931 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 22063 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 41981 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 5 ตอบกลับ
- 10996 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย kanxit
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 290 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 850 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 79 ตอบกลับ
- 8630 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Arkad
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 2316 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 169 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 169 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 366 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 2250 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 16 ตอบกลับ
- 6346 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 584 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 148 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 137 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 178 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 251 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 1677 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 166 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 5 ตอบกลับ
- 4300 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 209 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 243 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 30 ตอบกลับ
- 4759 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Tiklucky
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 144 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 1350 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 412 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 293 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 9 ตอบกลับ
- 3579 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 347 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 411 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 499 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 654 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 547 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 578 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 53 ตอบกลับ
- 11089 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Paw Patrol
-
-
-
- 18 ตอบกลับ
- 28388 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 350 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 647 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Bird.Songwut
-
-
-
- 30 ตอบกลับ
- 8214 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Paspawit
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 670 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
Meeting ภาคใต้ 8 มีนาคม 2569
สรุปสัมมนา Meeting นักลงทุนภาคใต้ อาจารย์โจ ลูกอีสาน
อจ โจ แบ่งปันทั้งมุมมองต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ กลยุทธ์การจัดพอร์ต การวิเคราะห์เจาะลึกกลุ่มธุรกิจและหุ้นรายตัว ไปจนถึงแนวคิดปรัชญาการใช้ชีวิตและการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดได้อย่างละเอียดดังนี้
---
1. ภาพรวมพอร์ตการลงทุนและการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation):
สัดส่วนพอร์ตการลงทุนปัจจุบัน :
อาจารย์โจจัดสรรพอร์ตการลงทุนโดยแบ่งเป็น หุ้นไทย 50% และ หุ้นต่างประเทศ 50% (เน้นตลาดฮ่องกงและจีน)
ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา:
ปัจจุบันอาจารย์โจหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากมองว่าดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 100 ปีไปมากแล้ว จึงมี Downside risk หรือความเสี่ยงขาลงที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับดอลลาร์ที่แข็งค่า นำเงินไปพักไว้ในกองทุนตลาดเงิน (Money Market Fund) ระยะสั้นของต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยราว 3-4% เพื่อรอจังหวะซื้อหุ้นในอนาคต
ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีน:
แม้พอร์ตในส่วนนี้จะเผชิญการขาดทุนบ้างในปีที่ผ่านมา แต่อาจารย์โจยังเชื่อมั่นว่า "จีนคืออนาคตของโลก" หุ้นขนาดเล็กในฮ่องกงหลายตัวมีราคาถูกมาก มีกระแสเงินสดในมือสูงกว่ามูลค่าบริษัท (Market Cap) ถึง 4-5 เท่า และจ่ายปันผลในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังเรื่องธรรมาภิบาลและการไซฟ่อนเงิน (เงินสดทิพย์) จึงต้องใช้ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เป็นเกราะป้องกัน
ตลาดหุ้นเวียดนาม:
ได้ขายทำกำไรออกไปหมดแล้ว เนื่องจากมองว่าหุ้นไม่ได้ถูกมากเมื่อเทียบกับฮ่องกง และประสบปัญหาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของบริษัทที่ทำได้ยาก รวมถึงมีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน
มุมมองต่อตลาดหุ้นไทย:
แม้หลายคนจะหนีไปลงทุนต่างประเทศ แต่อาจารย์โจมองว่าเป็น ข้อดี
เพราะเมื่อคนสนใจน้อยลง การแข่งขันก็ต่ำลง ทำให้สามารถค้นหา หุ้นเพชรในตม หรือหุ้นขนาดเล็ก (Small Cap) ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและปันผลสูงระดับ 7-10% ได้ง่ายขึ้น โดยเน้นเก็บหุ้นที่อิ่มตัวแต่กระแสเงินสดเสถียร หรือหุ้นตัวเล็กที่กำลังแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งได้ อย่างไรก็ตาม หากดัชนี SET ขึ้นมาในระดับ 1,500 จุด จะมองว่ามูลค่าเริ่มตึงตัว และบริษัทจำนวนมากพยายามจ่ายปันผลพิเศษโดยการกู้เงินมาจ่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน
---
2. กลยุทธ์และเทคนิคการลงทุนสไตล์ "ลูกอีสาน"
การรับมือกับวิกฤต สงคราม และ Circuit Breaker
การใช้ TFEX ป้องกันความเสี่ยง:
เมื่อเกิดความระแวงต่อสถานการณ์โลก (เช่น สงครามอิหร่าน-อิสราเอล หรือปัจจัยการเมืองในประเทศ) อาจารย์โจมีการ Short TFEX เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต ควบคู่ไปกับการ Long ทองคำล่วงหน้า ซึ่งทองคำมักจะปรับตัวขึ้นในช่วงวิกฤต ช่วยชดเชยผลขาดทุนจากตลาดหุ้นได้
Mindset ต่อเหตุการณ์ Circuit Breaker:
อาจารย์โจมองว่า Circuit Breaker คือ
โอกาสทองในการช้อนซื้อ"** หากวิเคราะห์แล้วว่าเหตุการณ์ที่ทำให้หุ้นตกลงมานั้น ไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของบริษัท โดยอาจใช้เงินสดราว 25% ของพอร์ตในการเข้าซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานดีและมีการจ่ายปันผลรองรับ
คิดสวนทางกับตลาด (Contrarian Thinking):
ในช่วงที่ตลาดหมี (ตลาดขาลง) หมีมักจะตัวใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ (คนกลัวเกินเหตุ) และในตลาดกระทิง (ตลาดขาขึ้น) คนก็มักจะมองโลกในแง่ดีเกินไป ให้ใช้หลักคิดของ Charlie Munger คือ ให้คิดกลับด้านเสมอ
กลยุทธ์การซื้อหุ้นปันผล (Dividend Capture)
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นปันผลคือ ไตรมาสที่ 3 ของปี เพราะเป็นช่วงที่นักลงทุนสามารถคาดการณ์ผลประกอบการรวมทั้งปีได้ค่อนข้างแม่นยำ หากซื้อในช่วงนี้ หุ้นมักจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเพื่อรับข่าวปันผลในไตรมาส 4 และต้นปีถัดไป ทำให้นักลงทุนได้ทั้งกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และเงินปันผล (Dividend Yield) ในเวลาเดียวกัน
กฎ 3 ข้อในการ "ขายหุ้น" (Exit Strategy) :
นักลงทุนแนว VI จะขายหุ้นเมื่อเกิด 3 เหตุการณ์นี้เท่านั้น:
1. เจอหุ้นตัวใหม่ที่ดีกว่า มี Upside สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ:
หากหุ้นที่ถืออยู่ราคาปรับตัวขึ้นจนอัตราผลตอบแทนปันผลลดลง (เช่น จาก 8% เหลือ 5%) และมีตัวเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า สามารถสับเปลี่ยนตัวหุ้นได้ (Switching)
2. คิดผิด / ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน:
หากทิศทางธุรกิจไม่เป็นไปตามที่วิเคราะห์ไว้ หรือผู้บริหารเปลี่ยนนโยบายที่ขัดต่อหลักการลงทุน (เช่น เปลี่ยนจากธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนต่ำ ไปทำโรงแรมที่ใช้เงินลงทุนสูง) ต้องกล้าตัดขาดทุน (Cut loss)
3. ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปถึงมูลค่าที่เหมาะสม (Fair Value):
เมื่อหุ้นหมดความน่าสนใจในเชิงมูลค่า ก็ควรขายออก ไม่ควรคาดหวังว่าจะสามารถขายได้ที่จุดสูงสุดเสมอไป
---
3. การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและหุ้นกลุ่มต่างๆ
กลุ่มการเงินและสินเชื่อ (Leasing):
มองว่าผ่านจุดต่ำสุดของการตั้งสำรองไปแล้วในปีที่ผ่านมา การที่บริษัทเหล่านี้ลดเป้าการเติบโตและการขยายสาขาลง ทำให้ไม่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนมาก ส่งผลให้ **มีความสามารถในการจ่ายปันผลได้มากขึ้น** ถือเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในระดับราคาปัจจุบัน
กลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาล:
ธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม เป็นธุรกิจที่ ไม่มีคูเมืองป้องกัน (No Barrier to Entry) การแข่งขันดุเดือดมาก จึงไม่ได้ให้ความสนใจนัก ส่วนกลุ่มโรงพยาบาล หากราคาหุ้นปรับลดลงแรงจากความกังวลเรื่องสงครามที่อาจทำให้ลูกค้าตะวันออกกลางหายไป ถือเป็น "โอกาสในการเข้าซื้อ" หากมองในระยะยาวว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
กลุ่มเครื่องดื่ม (Beverage):
ผมเสนอว่ากลุ่มเครื่องดื่มได้รับอานิสงส์จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด
อย่างไรก็ตามอาจารย์โจเสริมว่า ต้องระวังบริษัทที่พึ่งพาการรับจ้างผลิต (OEM) เป็นหลัก เพราะกำไรจะผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก ควรเลือกลงทุนในบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและกำไรสม่ำเสมอ
กลุ่มวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน (Home Improvement):
แม้ราคาหุ้นจะปรับลดลงมาจนดูมี P/E ต่ำ แต่ต้องระวังเรื่องกระแสเงินสดที่ไปจมอยู่กับ “สต็อกสินค้าคงคลัง"จำนวนมหาศาล ทำให้บริษัทเหล่านี้มักไม่ค่อยมีเงินสดมาจ่ายปันผล และมักจะจ่ายเป็นหุ้นปันผลแทน
กลุ่มจัดหางานและ HR :
หลายคนกังวลว่า AI จะมาแย่งงานและกระทบต่อธุรกิจจัดหางาน แต่อาจารย์โจมองว่า ในความเป็นจริง งานที่ต้องพึ่งพาทักษะมนุษย์และการพบปะ (Face-to-Face) ยังไม่สามารถถูกแทนที่ด้วย AI ได้ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น ความกังวลของตลาดอาจมีมากเกินไป
ข้อควรระวัง หุ้นที่มีบริษัทแม่ในต่างประเทศ:
หุ้นกลุ่มนี้มักมีเงินสดในมือมหาศาล ไม่มีหนี้สิน แต่กลับจ่ายปันผลในอัตราที่ต่ำมาก (ราว 30%) และมีความเสี่ยงเรื่องการถ่ายเทผลประโยชน์ (Transfer Pricing) ผ่านการตั้งราคาซื้อขายระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูก ทำให้นักลงทุนรายย่อยเสียเปรียบ
---
4. บทเรียนธุรกิจจากการทำเกษตรกรรม (ทุเรียน ข้าว ปาล์ม ยาง)
อาจารย์โจได้ลงมือศึกษาและทำเกษตรกรรมด้วยตนเอง ทั้งการปลูกข้าวและเสาะหาสายพันธุ์ทุเรียนหายาก ซึ่งให้บทเรียนที่สามารถนำมาเชื่อมโยงกับการลงทุนได้อย่างลึกซึ้ง:
ธุรกิจที่ไม่มี Barrier to Entry จะไม่มีกำไรที่ยั่งยืน:
หากธุรกิจใดกำไรดี แต่ใครๆ ก็สามารถเข้ามาทำได้ สุดท้ายซัพพลายจะล้นตลาดและราคาก็จะพังทลายลง ยกตัวอย่างเช่น การปลูกทุเรียน ในอดีตทุเรียนราคาแพงมาก ทำให้คนแห่โค่นสวนยางและสวนปาล์มมาปลูกทุเรียน เมื่อผลผลิตชุดใหม่ออกสู่ตลาดพร้อมกัน ประกอบกับจีนนำเข้าจากเวียดนามมากขึ้น ราคาจะตกลงอย่างรุนแรง กฎข้อนี้ใช้ได้กับธุรกิจในตลาดหุ้นเช่นกัน (เช่น สุกี้ชาบู ที่เมื่อก่อนกำไรดี แต่ปัจจุบันแข่งขันกันดุเดือดจนกำไรหดตัว)
ปัญหาความยากจนของชาวนาไทย:
เกิดจากปัญหาต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต เมื่อเปรียบเทียบข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวเวียดนาม เวียดนามได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว ต้นทุนสายพันธุ์ก็ถูกกว่า แม้ข้าวไทยจะขายได้ราคาสูงกว่า แต่เมื่อหักลบต้นทุนแล้ว ชาวนาเวียดนามกลับมีกำไรที่สูงกว่ามาก การพึ่งพาการส่งออกข้าวในปริมาณมากๆ จึงไม่ได้ช่วยให้ชาวนาไทยรวยขึ้น หากไม่ปรับโครงสร้างต้นทุน
---
5. ข้อคิดเรื่องการบริหารกองทุนระดับประเทศ
กองทุนประกันสังคม:
กำลังเผชิญวิกฤตที่เงินไหลออกมากกว่าเงินไหลเข้า และอาจล้มละลายใน 20 ปี วิธีแก้มีเพียง 3 ทางคือ:
1. เพิ่มอัตราเงินสมทบ
2. ขยายอายุเกษียณ (ซึ่งคนส่วนใหญ่ต่อต้าน)
3. **บริหารพอร์ตการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น** ปัจจุบันนโยบายการลงทุนยังอนุรักษ์นิยมมากเกินไป หากสามารถบริหารให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 8% เงินชราภาพของผู้ประกันตนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
---
6. ปรัชญาชีวิต ความก้าวหน้า และความสุขของการมีเงิน
ในช่วงท้ายของการสัมมนา อาจารย์โจได้ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเป้าหมายของการลงทุนและคุณค่าของเงิน:
หุ้นเปลี่ยนชีวิต ไม่มีอยู่จริง:
ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากการแทงหุ้นถูกตัวเพียง 1-2 ตัวแล้วรวยข้ามคืน แต่เกิดจาก "พอร์ตการลงทุนที่เปลี่ยนชีวิต อาศัยการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม รับผลตอบแทนแบบทบต้นอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ **"ต้องไม่ขาดทุนหนัก"** การขาดทุน 50% ต้องทำกำไรถึง 100% จึงจะกลับมาเท่าเดิม ดังนั้น การปกป้องเงินต้นจึงสำคัญที่สุด
กฎการลดน้อยถอยลงของความสุข (Diminishing Marginal Utility):
เมื่อคนเรามีเงินจาก 1 แสน เป็น 1 ล้าน หรือ 10 ล้าน ความสุขจะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีเงินระดับ 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้าน ความสุขจะเริ่มคงที่ ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวอีกต่อไป
ความมั่นคงคือความสุขที่แท้จริง:
เงินอาจจะไม่ได้ซื้อความสุขฉาบฉวยได้ตลอดไป แต่สิ่งที่มีค่าที่สุดของเงินคือ **"ความมั่นคงทางใจ"** การมีเงินทำให้เรามีสิทธิ์เลือก ไม่ต้องทนทำงานที่เกลียด ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย (สามารถเข้าถึงการรักษามะเร็งที่ดีที่สุดได้) และไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากความยากจน
การแบ่งปันและส่งต่อ:
การมีเงินทำให้เราสามารถดึง "ด้านดี" ของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สามารถช่วยเหลือญาติพี่น้อง หรือบริจาคเพื่อสังคมได้โดยไม่ต้องหวังผลตอบแทน โดยอาจารย์โจมีความฝันที่อยากจะเป็น "ผู้บริจาครายบุคคลที่บริจาคเงินให้มูลนิธิมากที่สุดในประเทศ" ด้วยการนำดอกผลจากการลงทุนมาช่วยเหลือสังคม
มรดกและการจัดการเงินให้ลูกหลาน:
สำหรับการส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลาน หากลูกหลานไม่มีความรู้ความเข้าใจในการเลือกหุ้นรายตัว วิธีที่ปลอดภัยและดีที่สุดคือการสอนให้พวกเขานำเงินไปซื้อ **"กองทุนดัชนีหุ้นทั่วโลก (Global Index Fund/ETF)"** เพื่อรับผลตอบแทนตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หรือจัดตั้งเป็นกองทรัสต์ (Trust) เพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียเงินต้น
**บทสรุปทิ้งท้าย:**
อาจารย์โจย้ำเตือนนักลงทุนเสมอว่า เราเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของจักรวาล ไม่ควรยึดติดหรือเครียดกับความผันผวนของตลาดหุ้นมากจนเสียสุขภาพ จงลงทุนด้วยสติ ไม่ทายใจตลาด ล้มเหลวให้เป็น เรียนรู้จากความผิดพลาด และที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากจุดไหน หากมีความตั้งใจและโฟกัสศึกษาอย่างจริงจัง **"ไม่มีที่ใดที่ไกลกว่าก้าวย่างของเธอ"** ทุกคนสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จในแบบของตนเองได้เสมอ
1000087467.jpg
by amornkowa
10
-
ลงทุนท่ามกลางไฟแห่งสงคราม/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ปั่นป่วน” เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเกาหลีและตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดตกลงไปเกิน 10% ภายในเวลา 2-3 วัน นี่ทำให้เราควรมาดูว่าอนาคตหลังจากนี้ เช่น อีกปีหนึ่งหรืออาจจะหลายปี หุ้นน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อที่เราจะได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ได้ถูกต้อง
ประเด็นแรกที่ผมมักจะทำเสมอก็คือ ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามกับตลาดหุ้นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องการศึกษาเฉพาะตลาดหรือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิแต่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบแน่เพราะอาจจะเป็น “คู่สงคราม” หรือไม่ก็เป็นประเทศอื่นที่ได้รับผลของสงครามผ่านภาวะเศรษฐกิจ การเงินหรือการถูกโจมตีอันเป็นผลข้างเคียง และก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มีข้อมูลมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ มาก
ประวัติศาสตร์ก็คือ ก่อนสงครามหรือเมื่อเกิดสงคราม ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและตกลงมาแรงเพราะการ “ตกใจ” ของนักลงทุน เนื่องจากสงครามจะก่อให้เกิดการทำลายล้างและกระทบกับเศรษฐกิจ การเงินและตลาดหุ้นมาก เพราะการผลิตสินค้าเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์และปัจจัยในการสงครามต่าง ๆ รวมถึงอาหารและพลังงานอาจจะติดขัดทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินทางการเงินเช่นหุ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นหลังจากสงครามผ่านไปประมาณ 1 ปี
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดชั่วคราว แต่เมื่อเปิดขึ้นใหม่ ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงมาก เหตุผลก็เพราะว่าสหรัฐไม่เกิดความเสียหายเลย แต่โรงงานในสหรัฐกลับเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาวุธและสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ ส่งให้กับพันธมิตรในยุโรป
สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ช่วงแรกตลาดก็ผันผวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเรือที่เพิรล์ฮาร์เบอร์ถูกญี่ปุ่นถล่ม แต่หลังจากนั้น ในช่วงสงครามตั้งแต่ปี 1942-1945 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงปีละ 25% เนื่องจากมีการผลิตอาวุธและสินค้าเพื่อใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะรวมถึงการส่งผลผลิตเหล่านั้นให้กับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป
สงครามเกาหลีในปี 1950-1953 ดัชนี S&P500 ก็เติบโตขึ้นประมาณ 30% หรือปีละเกือบ 10% ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นเดี้ยง เช่น เดียวกับสงครามเวียตนามที่รบกันยาวนานต่อเนื่องถึง 20 ปี ตลาดหุ้นก็โตไปเรื่อย ๆ ยกเว้นในช่วงปี 1973-74 ซึ่งเป็นช่วงท้าย ๆ ของสงครามที่เกิดวิกฤติน้ำมันจากการที่ประเทศกลุ่มโอเปกงดส่งน้ำมันให้อเมริกาซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปมากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกลายเป็น “Stagflation” คือเศรษฐกิจตกต่ำในขณะที่เงินเฟ้อรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนเป็นวิกฤติ
“สงครามอ่าว” ในตะวันออกกลางปี 1990-91 ที่สหรัฐบุกอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวตที่ถูกยึดครองโดยอิรัก ในช่วงแรก ดัชนีหุ้นS&P 500 ตกลงไป 10% แต่เมื่อกองทัพอเมริกาเริ่มโจมตี ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแรงมาก ภายใน 1 ปี ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 20%
สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ตลาดหุ้นก็ตกลงไปแรงทั่วโลก เพราะราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมากถึง 50% แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ และตอนนี้นักลงทุนก็แทบไม่สนใจแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เกิดสงครามอเมริกากับอิหร่านแทน
ข้อสรุปก็คือ สงครามนั้น มักก่อให้เกิดความตกใจและส่งผลสั้น ๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือภาวะทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินเสียหาย ดังต่อไปนี้คือ
1) สงครามจะลามไปยังจุดอื่น ๆ หรืออาจจะไปทั่วโลก เพราะอิหร่านเริ่มโจมตีประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียที่สนับสนุนสหรัฐ
2) จะเกิดเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะสงครามต้องใช้น้ำมันมาก หรืออย่างในกรณีสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันประมาณ 20ของโลกไม่สามารถนำออกไปใช้ได้ ทำให้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรลและคาดว่าจะขึ้นไปได้ถึง 150 เหรียญในไม่ช้า
3) เศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะถดถอยลงถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป การท่องเที่ยวอาจจะลดลงเพราะการบินถูกรบกวน เช่นเดียวกับการค้าที่จะติดขัดโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการที่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วยอาจจะทำให้เกิด Stagflation ได้
4) มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เช่นเรื่องของการแซงชั่นการค้า การขึ้นภาษีและการจำกัดการส่งออกสินค้าที่อาจจะเป็นยุทธปัจจัยเช่นพวกแร่หายากเป็นต้น
ทั้งหมดนั้นทำให้ตลาดหุ้นตกแรง แต่โอกาสที่จะเกิดต่อเนื่องยาวนั้น จากประวัติศาสตร์มักพบว่ามันไม่จริง โลกมีความสามารถในการปรับตัวเสมอ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามอาจจะจบลงหรือกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” แต่ไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับโลกอีกต่อไปเพราะโลกปรับตัวได้ นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่คนโดยเฉพาะนักลงทุนแทบจะเลิกสนใจไปแล้ว
ประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ สงครามจะลามไปยังประเทศอื่นหรือจุดอื่นหรือไม่ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทั้งรัสเซียและจีนเองก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือหรือตอบโต้อเมริกา เช่น เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็ไม่ได้เป็นมิตรกับอิหร่าน ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่สนับสนุนสหรัฐในด้านของการอนุญาติให้เครื่องบินของสหรัฐบินไปโจมตีอิหร่านด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้อิหร่าน “แก้แค้น” โดยการโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศเหล่านั้น
ประเด็นต่อมาก็คือ สงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะถ้ายืดเยื้อก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคายาวนานซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาแรงต่อไป
ในความเห็นของผมก็คือ สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามทางอากาศ” คล้าย ๆ “The Battle of Britain” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ทิ้งระเบิดโจมตีอังกฤษนานหลายเดือนเพื่อที่จะทำให้อังกฤษยอมแพ้โดยที่เยอรมันไม่ได้ยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองอังกฤษ แต่อังกฤษไม่ยอม และก็พยายามต้านทานโดยใช้ปืนต่อสู้อากาศยานและนำเครื่องบินขึ้นไปรบกับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันจนในที่สุดเยอรมันก็เลิกรบไปเองและหันไปบุกรัสเซียแทน
ในกรณีของสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่โจมตีอิหร่านโดยเครื่องบินและขีปนาวุธ ผมคิดว่าอิหร่านก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และก็คงตอบโต้โดยใช้โดรนและขีปนาวุธยิงฐานทัพอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุน รวมถึงการขู่และปิดการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้อเมริกาต้องหยุดการโจมตีอิหร่าน
สำหรับผมเองคิดว่าสงครามครั้งนี้คงใช้เวลาไม่นานก็จะเลิกไปเอง เพราะอเมริกาไม่ได้ส่งคนเข้าไปรบในพื้นแผ่นดินอิหร่าน แค่เลิกส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าอิหร่านทุกอย่างก็จบ นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสหรัฐได้ทำลายอาวุธและศักยภาพในการผลิตอาวุธส่วนใหญ่รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้วเสร็จและสามารถตั้งผู้นำหรือได้ผู้นำอิหร่านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาต่อไปแล้ว หลังจากนั้น ทรัมป์ก็จะ “ประกาศชัยชนะ” แล้วเรื่องของสงครามอิหร่านก็จะจางหายไปคล้าย ๆ สงครามยูเครน
ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะดำเนินการไปตามปกติ และแน่นอน ก็จะไปเจอกับภาวะแห่งความผันผวนไม่แน่นอนและก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกเช่นกัน เพราะในช่วงเร็ว ๆ นี้ “ระเบียบโลก” ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่โลกมีกติกาที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศซึ่งรวมถึงมหาอำนาจ จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระยะหลัง ๆ นี้ดูเหมือนว่า “อำนาจ” จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนแทน
ที่พูดมาถึงจุดนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะปัญหาต่าง ๆ จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร?
คำตอบอย่างสั้น ๆ ของผมก็คือ ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัย เราก็อาจจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นในสินค้าที่จะไม่เจ็บจากสงครามและอาจให้ผลตอบแทนที่ดีนั่นคือ
1) ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่จะได้ผลดีเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและอยู่นาน 2) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน 3) สินค้าโภคภัณฑ์เช่นแร่ธาตุที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ในการสงครามต่าง ๆ 4)สินค้าที่สามารถต่อต้านเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือพลังงานมาก เช่น สายการบิน และการเดินทางขนส่งเป็นต้น
นอกจากนั้น ในส่วนของการจัดพอร์ตเองก็ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมรวมถึงทรัพย์สินอย่างทองคำ และลงทุนในหลาย ๆ ตลาดหรือทั่วโลก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปกป้องเราจาก “ความเสี่ยงร้ายแรง” ระดับหายนะในช่วงภาวะสงครามได้
by Thai VI Article
7
-
✨📈StockRadars Premium เวอร์ชันอัปเกรด สุดคุ้มสำหรับสมาชิก ThaiVI รายปี!
อ่านต่อ
-
สิ่งที่พวกเราส่งต่อพลังแห่งการให้ คืนสิ่งดีๆ สู่สังคม 💚 ThaiVI Donation Summary 2025
อ่านต่อ
-
เปิดขายแล้ววันนี้!! คอร์สเจาะลึก "หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล" 🏥
อ่านต่อ
-
📣 [ประกาศรายชื่อ] กิจกรรมสุดพิเศษ⚡ThaiVI The Intelligent Investor 2026⚡!!
อ่านต่อ
-
💥สายลงทุนต่างประเทศห้ามพลาด!! "ลงทุนหุ้นอเมริกาตัวแรก" กับ อ.เมธพนธ์ อมรธีรสรรค์
อ่านต่อ
-
📣เปิดคอร์สใหม่!! "เจาะลึกหุ้นค้าปลีก" โดย อ.ศรุติ โชติเสรีวิทย์
อ่านต่อ
-
📝 มัดรวมข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน และสิทธิประโยชน์สมาชิก ThaiVI (การสมัครสมาชิก/ต่ออายุ)
อ่านต่อ
-
📚 สรุป Q&A จาก Opportunity Day by ThaiVI ครบ 4 ไตรมาส ปี 2024
อ่านต่อ
-
🌍ฟีเจอร์ใหม่ "ข่าวหลักทรัพย์ และบทวิเคราะห์"
อ่านต่อ
-
✨คณะกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ปี 2568-2569
อ่านต่อ
-
🎉 "𝐓𝐡𝐚𝐢𝐕𝐈 𝐎𝐧𝐥𝐢𝐧𝐞 𝐂𝐨𝐮𝐫𝐬𝐞𝐬" โอกาสใหม่แห่งการเรียนรู้! 🎉
อ่านต่อ
-
อัพเดต!
🚨 UPDATE: 8/12/68 : เตือนภัย!! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อบุคคลในสมาคม ThaiVI เพื่อหลอกให้ลงทุน
อ่านต่อ
-
กฎ กติกา มารยาทในการใช้เว็บบอร์ด และข้อบังคับของสมาคมฯ
อ่านต่อ