Value Investing
-
- ประกาศ
- โพสต์
- คนเห็น
- โพสต์ล่าสุด
-
- 11 ตอบกลับ
- 792 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
- 36 ตอบกลับ
- 2751 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย daniel_lam
-
- 0 ตอบกลับ
- 241 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI ComVisit
-
- 0 ตอบกลับ
- 874 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 12 ตอบกลับ
- 3111 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Green
-
- 0 ตอบกลับ
- 1181 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 1213 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 1265 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 4488 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 5879 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 6479 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 7853 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 10154 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 12046 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 137945 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 1 ตอบกลับ
- 157468 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI ComVisit
-
- 4 ตอบกลับ
- 189780 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย NoOne_
-
- 2 ตอบกลับ
- 201682 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
- 1 ตอบกลับ
- 329174 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- กระทู้
- โพสต์
- คนเห็น
- โพสต์ล่าสุด
-
- 159 ตอบกลับ
- 216696 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
- 4 ตอบกลับ
- 254749 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
- 35 ตอบกลับ
- 107639 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Airmd
-
- 0 ตอบกลับ
- 3639 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 21178 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 40881 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
- 0 ตอบกลับ
- 754 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 1 ตอบกลับ
- 1309 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 1 ตอบกลับ
- 2052 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 1 ตอบกลับ
- 1299 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 1 ตอบกลับ
- 4573 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 0 ตอบกลับ
- 115 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 3 ตอบกลับ
- 1586 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย nasesus
-
- 0 ตอบกลับ
- 76 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 22 ตอบกลับ
- 2212 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย sergio_rb
-
- 0 ตอบกลับ
- 224 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 0 ตอบกลับ
- 120 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 33 ตอบกลับ
- 2968 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Adil
-
- 18 ตอบกลับ
- 1572 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย nuxster
-
- 23 ตอบกลับ
- 1738 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย TheViZ
-
- 27 ตอบกลับ
- 2648 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Boomcity
-
- 17 ตอบกลับ
- 26060 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
- 74 ตอบกลับ
- 5108 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย gonogo
-
- 0 ตอบกลับ
- 161 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
- 1 ตอบกลับ
- 2673 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
- 22 ตอบกลับ
- 2634 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย BoOngBiing
-
- 0 ตอบกลับ
- 149 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
โพสต์ยอดนิยม
-
เหตุร้ายทำลายตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรเหตุการณ์ร้ายแรงที่นักลงทุนกลัวมากว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ตลาดหุ้น “พัง” บางครั้งถึงขั้น “วิกฤติ” ร้ายแรง มีหลาย ๆ เรื่อง ทั้งหมดนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์ และก็จะเกิดขึ้นอีก เพราะเราอาจจะแก้ไขหรือป้องกันอะไรไม่ได้ เพราะบางเรื่องอาจจะเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือ “สงคราม” ระหว่างชาติหรือแม้แต่สงครามกลางเมืองของคนชาติเดียวกัน โดยเฉพาะถ้าเป็น“สงครามใหญ่” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายสูง เช่น สงครามยูเครนกับรัสเซียในขณะนี้ ส่วนสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังเกิดขึ้นในช่วง 5-6 วันที่ผ่านมานั้น ยังไม่เข้าข่าย แต่ถ้าเกิดลุกลามและทำให้เกิดความเสียหายสูงมาก ทั้งจากชีวิตและทรัพย์สินหรือทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนัก เช่น สหรัฐประกาศเพิ่มภาษีศุลกากรทั้งจากไทยและกัมพูชามากจนกระทบการส่งออกจำนวนมหาศาลของไทย นั่นก็อาจจะทำให้เข้าข่ายที่จะทำให้ตลาดหุ้นพังได้ ประวัติศาสตร์ของสงครามที่ทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นพังนั้น มีมากมาย เพราะโลกโดยเฉพาะในสมัยก่อนนั้น เกิดสงครามใหญ่จำนวนมาก เพิ่งจะมายุคหลัง ๆ นี้ที่ความคิดของคนโดยเฉพาะในสังคมของประเทศที่เจริญแล้ว ที่มองว่าสงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายและไม่มีประโยชน์ที่จะไปยึดดินแดนของฝ่ายตรงข้าม การเป็นมิตรและเจรจาเพื่อทำการค้ากันนั้น ได้ประโยชน์มากกว่ามากมาย และเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และมีประเทศที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก หลาย ๆ ประเทศมีตลาดหุ้นที่ใหญ่โตและมั่นคงแล้ว แต่หลายแห่งก็ต้องปิด หรือเปิด ๆ ปิด ๆ การซื้อ-ขายหุ้นแทบจะหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ราคาหุ้นตกลงมามากมาย บางตัวก็อาจจะไม่ได้ตกมากนัก เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่ามันแทบไม่มีการซื้อ-ขาย เลย ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศที่อยู่ในศูนย์กลางของการสู้รบ คืออยู่ในภาคพื้นของทวีปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2ดัชนีตลาดหุ้นตกจากก่อนสงครามถึงวันสิ้นสุดสงครามและเปิดตลาดขึ้นใหม่นั้น ลดลงประมาณ 60-70% ในเวลา 6-7 ปี โดยที่ตัวเลขนั้นมีการปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว เพราะหลังจากเกิดสงคราม เงินเฟ้อเป็นสิ่งที่รุนแรงมากและกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมหาศาล และนี่คือฝรั่งเศสที่การรบเกิดขึ้นไม่มาก เพราะยอมแพ้ตั้งแต่แรก ประเทศที่ร้ายแรงกว่าก็คืออิตาลีที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามและเกิดการรบพุ่งหนัก ตลาดหุ้นตกลงไปประมาณ 85-90% ส่วนเยอรมันนั้น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีตลาดหุ้นที่ทำงานได้เพราะเป็นฝ่ายที่แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งในช่วงเวลานั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ตกลงมา 70-80% ในเวลาประมาณ 4-5 ปี ญี่ปุ่นเองก็เป็นฝ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และบอบช้ำหนักที่สุด เพราะถูกถล่มด้วยนิวเคลียร์ 2 ลูก นั่นทำให้ตลาดหุ้นแทบจะล่มสลาย ดัชนีตลาดหุ้นโตเกียวลดลงถึง 95% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนที่ตกอยู่ภายใต้สงครามที่ยาวนานคือสงครามกับญี่ปุ่นก่อนที่จะเข้าสู่สงครามโลกจนจบสงคราม ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้นั้น ต้องถือว่าตกลงไป 100% คือล่มสลายไปเลย อังกฤษนั้น ผ่านทั้ง 2 สงครามโลก แต่เนื่องจากเป็นเกาะและศัตรูไม่สามารถยกพลขึ้นบกได้ ความเสียหายจึงมาจากทางอากาศและเรื่องของเศรษฐกิจที่ทรุดลงเพราะโรงงานไม่สามารถผลิตได้ และการค้าก็ทำได้ยาก ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ดัชนีตลาดหุ้นลอนดอนตกลงไป 35% ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ดัชนีตกลงไปประมาณ 20% ปรับเรื่องเงินเฟ้อไปแล้ว ในสงครามยูเครน-รัสเซียซึ่งยังไม่จบนั้น มีการประมาณการกันว่า ตลาดหุ้นรัสเซีย น่าจะตกลงไปประมาณ 20% ในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสงคราม เหตุที่ใช้การประมาณก็เพราะว่ามีความซับซ้อนในเรื่องของค่าเงินที่รัสเซียถูกแซงชั่นจากอเมริกาและประเทศในยุโรป และอื่น ๆ และการที่ค่าเงินรูเบิลลดลงซึ่งทำให้การคำนวณคิดเป็นดอลลาร์ค่อนข้างจะไม่แน่นอน เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ รัสเซียเองนั้นไม่ได้เป็นสนามรบ ตลาดหุ้นยูเครนเองนั้น น่าจะตกลงไปอย่างน้อย 50% หรือมากกว่านั้น เพราะยูเครนถูกบุกและถูกยึดครองพื้นที่ประเทศไปมาก เศรษฐกิจของประเทศแทบจะล้มละลายและที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ต้องอาศัยประเทศในยุโรปและสหรัฐที่เข้าไปสนับสนุนเต็มกำลัง และนั่นก็คือผลร้ายจากสงครามต่อตลาดหุ้น เมื่อ “เสียงปืนดังขึ้น ดัชนีหุ้นก็ฟุบลง” เหตุร้ายเรื่องที่ 2 ที่ทำลายตลาดหุ้นก็คือ เมื่อสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศเกิดปัญหาและล่มสลายลง นั่นก็คือสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะพังพาบตามมา โดยที่ความล่มสลายของสถาบันการเงินนั้น มักจะมาจากการปล่อยกู้หรือลงทุนเกินตัวโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงเท่าที่ควร อาจจะเพราะว่าสภาวะทางเศรษฐกิจกำลังร้อนแรง หรือไม่ก็เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดหรือเกิดการฉ้อฉลขึ้น เมื่อสถาบันแห่งหนึ่งล่มสลาย ก็มักจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้สถาบันที่เกี่ยวข้องเกิดปัญหาตามมา และถ้าหยุดไม่อยู่ สถาบันการเงินเกือบทั้งระบบก็จะเกิดปัญหา กลายเป็นปัญหาระดับชาติและลามไปถึงตลาดหุ้นอย่างแน่นอน กรณีที่โด่งดังที่สุดกรณีหนึ่งก็คือการล่มสลายของ LehmanBrothers แบ้งค์เก่าแก่อายุ 158 ปีในช่วงก่อนวิกฤติซับไพร์ม ที่ดึงให้แบ้งค์อื่น ๆ มีปัญหาตามมาและแบ้งค์อื่น ๆ รวมถึงคนทั่วไปขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงิน โดยที่จุดเริ่มก็คือการที่ลีห์แมนเข้าไปเล่นเก็งกำไรกับตราสารการเงินซับไพร์มโดยที่ตนเองใช้เงินกู้มหาศาล เมื่อหนี้เสียเกิดขึ้นแบ้งค์ก็ล้มสร้างความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประมาณ 600,000 ล้านเหรียญ ในช่วงปี 2008 ซึ่งกลายเป็นวิกฤติตลาดหุ้นที่รุนแรงตามมา ในปี 2540 ที่เป็นวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ก็คือวิกฤติที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทยเกิดปัญหาหนี้เสียและขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ยืมระยะสั้นเป็นเงินดอลลาร์จากต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเวลานั้น การปล่อยกู้ทำกันอย่างเกินตัวไปมากเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยกำลังร้อนแรงมาก ลูกหนี้จำนวนมากได้รับเงินกู้ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรได้ ผลก็คือ แบ้งค์เจ๊งและตลาดหุ้นก็พังพินาศ เหตุร้ายแรงเรื่องที่ 3 ก็คือเรื่องของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและคงตัวในระดับที่สูงมาก ซึ่งทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลง คนกู้เงินยาก เม็ดเงินที่ใช้ในการทำธุรกิจติดขัด ทำให้บริษัทล้มละลายจำนวนมาก เช่นเดียวกัน เม็ดเงินก็จะถูกดึงออกจากตลาดหุ้น ทำให้หุ้นตกลงมารุนแรง ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อสูงมากอย่างในช่วงปีทศวรรษ 1970 ในอเมริกาที่เกิด “Stagflation” คือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจกลับหดตัวรุนแรงได้ก่อให้เกิดวิกฤติรุนแรงในตลาดหุ้นของสหรัฐ เรื่องสุดท้ายที่มีโอกาสทำให้ตลาดหุ้นตกรุนแรงมาก แต่เป็นการตกอย่างช้า ๆ ใช้เวลานานมาก—เป็นสิบ ๆ ปี และในระหว่างนั้น ตลาดหุ้นก็มีช่วงเวลาปรับตัวขึ้นเป็นระยะ ๆ อาจจะเป็นปี ๆ แต่ก็จะเป็นการปรับตัวขึ้นไม่สูงไปกว่าช่วงสูงสุดเดิม และนี่ก็คือประเด็นของประเทศที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ และจำนวนคนทำงานกำลังลดลงและประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นน้อยลงหรือไม่เพิ่มเลย ซึ่งนั่นก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลงมากหรือแทบจะไม่โตเลย ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิ่งและค่อย ๆ ปรับตัวลดลงเรื่อย ๆ และนั่นก็คือกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงตั้งแต่ปลายปี 1989 ถึงปลายปี 2012 เป็นเวลาถึง 23 ปี ที่ดัชนีตกลงมาจากประมาณ 39,000 จุด เหลือเพียงประมาณ 9,000 จุด หรือตกลงไปถึง 77% ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาและปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงประมาณ 50,836 ในช่วงนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าญี่ปุ่น โดยการนำของรัฐบาลตั้งแต่สมัยนายชินโซ อาเบะ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแนวทางของประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแม้ว่าโครงสร้างของประชากรก็ยังเป็นแบบเดิม สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ประเทศไทยเองก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุและจำนวนคนทำงานเริ่มลดลงแล้ว และการเติบเศรษฐกิจทางเศรษฐกิจก็เริ่มลดลงเรื่อย ๆ จนล่าสุดโตแค่ประมาณ 2% และต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในย่านนี้ และนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเลยจากเมื่อ 10 ปีก่อน กลายเป็น “Loss Decade” ไปแล้ว และนับจากนี้ไปก็ดูเหมือนว่ายังไม่มีสัญญาณอะไรว่าจะดีขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความคิดหรือแนวทางในการแก้ปัญหานี้ ว่าที่จริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็แทบไม่ได้ทำอะไรที่จะต้านเทรนด์หรือแนวโน้มเรื่องคนไทยแก่ตัวลงเรื่อย ๆ ระบบต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน ทั้งทางด้านของ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงนโยบายของรัฐและระบบกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญถึงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจและสังคม ดูเหมือนว่าจะไม่เอื้ออำนวยให้กับการทำธุรกิจที่จะสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ดังนั้น การเริ่มทศวรรษใหม่หลังจาก “ทศวรรษที่หายไป” ของตลาดหุ้นจึงยังไม่เห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะไปทางไหนได้ ทุกวันนี้นักวิเคราะห์แทบทุกคนต่างก็เพียงแต่ตั้ง “ความหวัง” ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น และตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นใน “ปีหน้า” ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาหลาย ๆ ปีแล้ว แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าประเทศเราไม่ทำอะไร ก็อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเองby Thai VI Article
7
-
Re: นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรนิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก https://www.youtube.com/watch?v=tanGjFCT988 https://www.youtube.com/watch?v=tanGjFCT988by IndyVI
1
-
Re: อะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรอะไรเอ่ย… มาก่อนวิกฤติตลาดหุ้น/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร https://www.youtube.com/watch?v=S2DEOEwIf7k https://www.youtube.com/watch?v=S2DEOEwIf7kby IndyVI
1
-
Re: ใช้ AI อย่าเพิ่งซื้อหุ้น AI/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรใช้ AI อย่าเพิ่งซื้อหุ้น AI/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร https://www.youtube.com/watch?v=KfKZNe0LBb4by IndyVI
1
-
ประกาศ
- 📣 ThaiVI x Pi ชวนทุกท่านสัมมนา "จากหุ้นไทย สู่พอร์ตต่างประเทศ ลงทุนอย่างมั่นคง" อ่านต่อ
- 🚩(เปิดรับ) ประกาศรายชื่อ CV - SIS [ไม่นับสิทธิ์] วันที่ 22 ธ.ค. 68 อ่านต่อ
- 💚เปิดภาพบรรยากาศ "หลักสูตรอบรมฯ รุ่นที่ 24"💚 อ่านต่อ
- ⭐ จากประกายความหวัง…สู่ “อาคารสุขศาลาพระราชทาน” มอบโอกาสเข้าถึงการรักษา อุ่นใจใกล้ชุมชน อ่านต่อ
- 🩸ประกาศรายชื่อ🩸 ThaiVI x IAT ชวนสมาชิกร่วมทำความดี "บริจาคโลหิต ต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์"❤️ อ่านต่อ
- 💥สายลงทุนต่างประเทศห้ามพลาด!! "ลงทุนหุ้นอเมริกาตัวแรก" กับ อ.เมธพนธ์ อมรธีรสรรค์ อ่านต่อ
- 🩵☁️🌺ThaiVI x Art Care 2024 ดูแลใจผู้สูงวัย สร้างรอยยิ้มใหญ่ ด้วยพลังแห่งศิลปะ อ่านต่อ
- 📣เปิดคอร์สใหม่!! "เจาะลึกหุ้นค้าปลีก" โดย อ.ศรุติ โชติเสรีวิทย์ อ่านต่อ
- 🩵 ไทยวีไอ ร่วมสนับสนุน "ครูนางฟ้า" เพื่อสร้างรากฐานที่ดีทางจิตใจให้กับเยาวชน อ่านต่อ
- 🤖ThaiVI Online Course เปิดคอร์สสุดพิเศษ "AI for VI" อ่านต่อ
- 📝 มัดรวมข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน และสิทธิประโยชน์สมาชิก ThaiVI (การสมัครสมาชิก/ต่ออายุ) อ่านต่อ
- 📚 สรุป Q&A จาก Opportunity Day by ThaiVI ครบ 4 ไตรมาส ปี 2024 อ่านต่อ
- 🌍ฟีเจอร์ใหม่ "ข่าวหลักทรัพย์ และบทวิเคราะห์" อ่านต่อ
- ⭐อัปเดตข้อมูลผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนใคร! StockRadars Top100 ล่าสุดถึงวันที่ 4 เม.ย. 68 อ่านต่อ
- ✨คณะกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ปี 2568-2569 อ่านต่อ
- 📣 ประกาศสิทธิ์การเข้าร่วมกิจกรรม Company Visit ปี 68 อ่านต่อ
- 🎉 "𝐓𝐡𝐚𝐢𝐕𝐈 𝐎𝐧𝐥𝐢𝐧𝐞 𝐂𝐨𝐮𝐫𝐬𝐞𝐬" โอกาสใหม่แห่งการเรียนรู้! 🎉 อ่านต่อ
- 🚨 UPDATE: 8/12/68 : เตือนภัย!! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อบุคคลในสมาคม ThaiVI เพื่อหลอกให้ลงทุน อ่านต่อ
- กฎ กติกา มารยาทในการใช้เว็บบอร์ด และข้อบังคับของสมาคมฯ อ่านต่อ