การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 163 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 802 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 31 ตอบกลับ
- 10113 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย sakuraix
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1463 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 2005 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 89 ตอบกลับ
- 30692 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Ahatan
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 2813 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 4236 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 5645 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 16349 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 24666 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 28600 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 165255 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 4 ตอบกลับ
- 219498 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย NoOne_
-
-
-
- 2 ตอบกลับ
- 230306 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 357411 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 161 ตอบกลับ
- 240268 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
-
-
- 35 ตอบกลับ
- 113792 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Airmd
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 23949 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 44188 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 2 ตอบกลับ
- 648 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 96 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 83 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 1762 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 74 ตอบกลับ
- 9286 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IamYou
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 287 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 2404 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 5043 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 363 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 454 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 363 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 365 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 372 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Ballfight
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1247 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 525 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 2 ตอบกลับ
- 1018 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 944 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 236 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย earthcu
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 229 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 230 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 260 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 480 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 412 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 389 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 2006 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 2294 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 21 ตอบกลับ
- 9598 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Takerisks
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 2261 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 585 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 553 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 46 ตอบกลับ
- 11889 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Bungkom
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 641 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 27 ตอบกลับ
- 6660 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 300 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 445 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย earthcu
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 488 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 31 ตอบกลับ
- 7929 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย flyingcatz
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 868 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1000 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย luckyman
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 3555 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 883 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 878 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 827 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 887 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 2267 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 923 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
Re: สรุปเนื้อหา สัมมนา VI201 ภาคใต้ สค 69
สรุปรายละเอียดงานสัมมนา VI201 ภาคใต้
การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing - VI) กลยุทธ์และมุมมองตลาดหุ้นไทยในช่วงดัชนี 1600 ยังน่าลงทุนไหม
มุมมอง แนวคิด และกลยุทธ์การลงทุนจากงานสัมมนาของกลุ่มนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ซึ่งจัดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ) คณะวิทยาศาสตร์ หาดใหญ่ โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน VI ระดับแนวหน้าของประเทศไทยหลายท่าน ได้แก่
คุณ โจ อนุรักษ์ บุญแสวง (อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ThaiVI)
คุณ วิบูลย์ (ผู้เขียนหนังสือตะแกรงร่อนหุ้น)
คุณ ธนสิทธิ์ (นักลงทุน VI รายใหญ่ในภาคใต้)
คุณหลิน วีรพงศ์ ธัม (อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ThaiVI)
คุณ นุช วราพรรณ (นักลงทุนสายปันผล กรรมการ ThaiVI)
ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์และตอบคำถามอย่างเจาะลึก
พิธกร : น้องเอก
---
### ส่วนที่ 1: แก่นแท้และหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI Core Principles)
1. หลักการ 4 ข้อของการร่อนหุ้น (โดย พี่วิบูลย์)
การลงทุนแบบ VI ไม่ใช่การซื้อมาขายไปเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แต่มีแก่นหลัก 4 ประการ ได้แก่:
1.ซื้อหุ้นเหมือนซื้อธุรกิจ: ให้มองว่าเรากำลังเข้าไปเป็นเจ้าของกิจการที่มีรายได้ มีพนักงาน มีการดำเนินงานจริง
2.ซื้อในธุรกิจที่เข้าใจ: อย่าซื้อหุ้นตามคำบอกเล่าของผู้อื่นโดยไม่ศึกษา นักลงทุนต้องเข้าไปดูและทำความเข้าใจโมเดลธุรกิจนั้นอย่างถ่องแท้
3.ซื้อในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value):
มูลค่าที่แท้จริงไม่ใช่ "ตัวเลขตายตัว" (เช่น 123.32 บาท) แต่เป็น "ช่วงของมูลค่า" (Range) ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวแปรต่างๆ เช่น อัตราคิดลด (Discount Rate) หรือกระแสเงินสดในอนาคต มูลค่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปีตามผลประกอบการ หากธุรกิจดีมูลค่าจะเพิ่ม ธุรกิจแย่มูลค่าจะลดลง
4. ถือหุ้นไว้ตราบที่ยังเป็นธุรกิจที่ดี: ความผันผวนของตลาดที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลงเป็นเพียงราคาบนกระดาน หากพื้นฐานธุรกิจยังดีจริง ในระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนผลประกอบการเสมอ
2. กลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ "กองหน้า-กองหลัง" (โดย คุณนุช)
เปรียบเทียบพอร์ตการลงทุนเหมือนทีมฟุตบอล พอร์ตไม่ควรมีแต่ "กองหน้า" (หุ้นเติบโตที่หวังส่วนต่างราคา) แต่ต้องมี "กองหลัง" (หุ้นปันผล) เพื่อใช้บริหารจัดการกระแสเงินสดในระยะยาวและสร้างความอุ่นใจในยามตลาดผันผวน
การคว้าโอกาสในวิกฤต: ยกตัวอย่างหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่พี่ไก่ ธันวา เป็นกรรมการ ในช่วงโควิดที่ราคาตกลงมาเหลือราว 10 กว่าบาท หากนักลงทุนกล้าซื้อในวันนั้นและถือมาจนถึงปัจจุบันที่ราคากลับไป 40 กว่าบาท จะได้รับปันผลเทียบกับต้นทุนสูงถึง 20%
ท่ามกลางวิกฤต ห้ามพอร์ตว่าง: หากในยามที่ตลาดหุ้นตกหนักและเราไม่มีหุ้นปันผลคอยสร้างกระแสเงินสดเลย หรือมีแต่หุ้นที่หวังกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) แล้วไม่เป็นไปตามคาด นักลงทุนจะเกิดความตื่นตระหนก การสะสมหุ้นปันผลที่แข็งแกร่งจึงเป็น "ท่าง่าย" ที่ช่วยพยุงจิตใจและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน
---
### ส่วนที่ 2: มุมมองต่อสภาวะตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน
วิทยากรแต่ละท่านมีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยที่หลากหลาย แต่โดยรวมยังเห็นโอกาสซ่อนอยู่ภายใต้ความท้าทาย:
1. หุ้นไทยขนาดกลางและเล็กยังน่าสนใจ (โดย พี่ตี้ ธนสิทธิ์)
แม้ดัชนีตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด ซึ่งดูเหมือนสูง แต่การปรับขึ้นรอบนี้เกิดจากการดันดัชนีของหุ้นขนาดใหญ่บางตัว (เช่น แบงก์) ในขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กหลายบริษัทยังมีราคาที่ไม่แพง (Undervalued) และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง การกระจายการลงทุนในหุ้นไทยสัก 10-20 ตัวยังถือเป็นกลยุทธ์ที่ดี
2. ตลาดหุ้นไทยผ่านพ้นจุดต่ำสุดและเริ่มเห็นแสงสว่าง (โดย พี่หลิน)
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเผชิญวิกฤตซ้อนทับ ทั้งจากการหดตัวของมูลค่า (Multiple Contraction - P/E ลดลงเรื่อยๆ คล้ายที่เคยเกิดในเวียดนาม) และปัญหาเศรษฐกิจการเมืองที่ชะงักงัน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นแสงสว่างจากอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามา เช่น แผงวงจร (PCB) ที่เริ่มเป็นดาวรุ่ง, Data Center, และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
จุดเข้าซื้อที่ดีที่สุดของ VI: คือการซื้อหุ้นที่ P/E ต่ำมากๆ ไม่มีความคาดหวังสูง และให้ปันผลระดับ 7-8% โดยต้องมั่นใจว่ากำไรจะไม่ตก หากธุรกิจกลับมาเติบโตจะได้แรงหนุนสองเด้ง (กำไรโต + P/E ขยาย)
อย่าดูแค่ดัชนีตลาด: ดัชนีเป็นภาพลวงตา เช่น ตลาดเกาหลีที่ดัชนีขึ้นเยอะเพราะหุ้นเพียงไม่กี่ตัว (SK hynix, Samsung) หรือเวียดนามที่ดัชนีร่วงแต่หุ้นบางตัวยังขึ้นต่อ ตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มักมีรอบวัฏจักรให้ทำกำไรได้
3. มุมมองความระมัดระวังต่อความแพงของตลาดหุ้นไทย (โดย พี่โจ)
พี่โจมองว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นวิกฤตแบบ "ต้มกบ" (ค่อยๆ ซึมลงทีละ 10% จนลบไป 40-50%) ปัจจุบันพี่โจเน้นถือเงินสดและขายหุ้นที่ราคาขึ้นมาเกินมูลค่ามากกว่าการซื้อเพิ่ม (เสริมจากมุมมองของแอด นี่คล้ายกับเทคนิค Rebalancing port ซึ่งคุณโจ มีทั้งหุ้นไทย และ หุ้นฮ่องกง เวลาหุ้นไทยขึ้นมา เกินสัดส่วนและแพง ก็มีขายหุ้นที่แพง และเอาเงินไปซื้อหุ้นฮ่องกงที่ถูก )
PEG ของไทยอาจแพงที่สุดในโลก: หากประเมินด้วยค่า PEG (P/E หารด้วย Growth) ปัจจุบัน P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ราว 16-17 เท่า แต่การเติบโตของกำไร (EPS Growth) อยู่ที่เพียง 3.6% ทำให้ PEG พุ่งไปถึง 4-5 เท่า ซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับตลาดอย่างเกาหลีใต้ที่ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า
กำไรที่โตเป็นเพียงภาพลวงตาชั่วคราว?:
กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ดูเหมือนจะเติบโตในปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้อานิสงส์ชั่วคราวจากสงคราม หากตัดกลุ่มนี้ออก กำไรส่วนอื่นเติบโตน้อยมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับชาว VI เราไม่กะเก็งจังหวะตลาด (Market Timing) หากเจอหุ้นรายตัวที่ดีก็ยังสามารถลงทุนได้เสมอ
---
### ส่วนที่ 3: กลยุทธ์การเลือกระหว่าง "ปันผล" และ "ส่วนต่างราคา (Capital Gain)"
การเลือกหุ้นปันผลในตลาดไทย (โดย พี่วิบูลย์ และ พี่นุช)
ปัจจุบันการหาหุ้นที่ให้ทั้ง "ปันผลสูง" และ "เติบโตสูง" ในตัวเดียวกันเป็นเรื่องยากมาก นักลงทุนต้องเลือกว่าจะเน้นทางใดทางหนึ่ง
* อย่ามองข้ามหุ้นขนาดกลาง-เล็ก: หุ้นกลุ่มนี้หลายบริษัทมีเงินสดล้นมือ (บางบริษัทมีมูลค่าตลาดไม่ถึงหมื่นล้าน แต่มีเงินสด 3,500 ล้านบาท จ่ายปันผลปีละ 700 ล้านบาท) ต่อให้ยอดขายไม่โตและกำไรเป็นศูนย์ ก็ยังสามารถจ่ายปันผลระดับ 10% ต่อไปได้อีกหลายปี ปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มปรับเพิ่มนโยบายจ่ายปันผล (Payout Ratio) จาก 30% เป็น 50%
* หุ้นธนาคาร: แม้ราคาจะปรับขึ้นมามาก (เช่น ธนาคารย่านสีลม ราคาจากร้อยกว่าบาทเป็นร้อยกลางๆ) แต่อัตราผลตอบแทนปันผลยังคงสูงกว่า 6-7% ซึ่งถือเป็นจุดที่ยังน่าสนใจ แต่ต้องพึงระวังว่าธุรกิจธนาคารอยู่ในจุดอิ่มตัว สังเกตได้จากการนำกำไรมาจ่ายปันผลในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก (เกือบ 100%) แทนที่จะเก็บไว้ขยายกิจการ
* ความปลอดภัยต้องมาก่อน: หากต้องการเน้นปันผล ควรเลือกหุ้นที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย และทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ (Defensive Stock) มากกว่าการวิ่งไล่ตามหุ้นตามกระแส
**ทำไมบริษัทไทยไม่ค่อยซื้อหุ้นคืน? (โดย พี่หลิน)
ในอเมริกามักมีการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เพื่อดันราคาหุ้น แต่ในไทยทำได้ยากเพราะ
1) สภาพคล่อง (Free Float) ของหุ้นไทยต่ำ หากซื้อคืนสภาพคล่องจะยิ่งหายและอาจตกเกณฑ์
2) โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยมักเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งต้องการ "เงินสด" ผ่านการจ่ายเงินปันผลมากกว่าการดันราคาหุ้นบนกระดาน
---
### ส่วนที่ 4: การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation) และคำแนะนำสำหรับมือใหม่
หากย้อนกลับไปเป็นมือใหม่ที่มีเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก (เช่น 100,000 บาท) วิทยากรมีความเห็นแบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก:
แนวทางที่ 1: ลงทุนในไทย 100% (โดย พี่ตี้)
หากเงินทุนน้อย การลงทุนในหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นปันผล เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการจัดการภาษีต่างประเทศ หรือข้อจำกัดในการดึงเงินกลับมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แนวทางที่ 2: มุ่งสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโต (โดย พี่วิบูลย์ และ พี่โจ)
หากมี "เงินน้อย แต่มีความรู้มาก" ควรไปลงทุนต่างประเทศ เพราะเงิน 100,000 บาท หากได้ปันผล 10% (10,000 บาท/ปี) ย่อมไม่พอเลี้ยงชีพ นักลงทุนในระยะเริ่มต้นต้องการสะสมทุนผ่าน Capital Gain
* ตลาดอย่างจีนหรือเกาหลีใต้ ยังมีหุ้นที่ P/E ถูกระดับ 6-7 เท่าซ่อนอยู่จำนวนมาก
* ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีหากเป็นการลงทุนระยะยาว (20-30 ปี) โดยไม่ดึงเงินกลับ และปัจจุบันเครื่องมืออย่าง AI สามารถช่วยคัดกรองข้อมูลหุ้นต่างประเทศเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น
ข้อควรระวังเรื่องภาษีและกลยุทธ์การใช้ DR (โดย พี่หลิน)
การบริหาร "เวลา" สำคัญพอๆ กับการบริหารเงิน เนื่องจากหุ้นไทยหลายร้อยตัวในยุคหลังเป็นหุ้น IPO ที่คุณภาพอาจไม่ดีนัก การเสียเวลาศึกษาหุ้นคุณภาพต่ำจะทำให้เสียโอกาส พี่หลินจึงแนะนำให้จัดสรรเวลาศึกษา "หุ้นที่คุณภาพดีที่สุดในโลก 100 ตัวแรก" เพื่อประหยัดเวลา
* กลยุทธ์เลี่ยงภาษี: ปัจจุบันพี่หลินจัดสรรเงินลงทุน 90% อยู่ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งรวมถึงการซื้อตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่จดทะเบียนในตลาดไทย (มีกว่า 300-400 ตัว) ทำให้สามารถเข้าถึงหุ้นต่างประเทศระดับโลกได้โดยไม่ต้องปวดหัวเรื่องการจัดการภาษีนำเงินกลับประเทศ และแบ่งเพียง 10% เท่านั้นไปลงทุนในพอร์ตต่างประเทศโดยตรง
---
### ส่วนที่ 5: "กำไรคือพ่อทุกสถาบัน" ปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นที่แท้จริง
ในระยะยาว ผลประกอบการคือกำหนดทุกสิ่ง (โดย พี่โจ และ พี่วิบูลย์)
นักลงทุนมือใหม่มักสับสนกับปัจจัยมหภาค (Macro Factors) เช่น อัตราดอกเบี้ย ดาวโจนส์ หรือสงคราม ซึ่งพี่โจมองว่าเป็นเพียง "เสียงรบกวน (Noise)" ระยะสั้น ในระยะยาวปัจจัยเดียวที่ขับเคลื่อนราคาหุ้นคือ **EPS (กำไรต่อหุ้น)** ตราบใดที่บริษัททำกำไรได้ดีและเติบโต ราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นตามเสมอ
* คณิตศาสตร์ของราคาหุ้น: พี่วิบูลย์ยกตัวอย่าง หากหุ้นมี EPS 10 บาท ตลาดให้ P/E 7 เท่า ราคาหุ้นจะอยู่ที่ 70 บาท หากปีหน้า EPS โตเป็น 12 บาท ที่ P/E เดิม ราคาจะกลายเป็น 84 บาท หรือหากตลาดมองเห็นศักยภาพการเติบโตและให้ P/E เพิ่มเป็น 10 เท่า ราคาจะพุ่งไปถึง 120 บาท
* กับดักหุ้นโตแต่ราคาไม่ไปไหน: หากเจอหุ้นที่กำไรโตทุกไตรมาสแต่ราคาไม่ขยับ (เช่น หุ้นกลุ่มคลินิกความงาม) มีคำอธิบายเดียวคือ "คุณซื้อหุ้นในวันแรกที่ราคาแพงเกินไป (Price-in ไปแล้ว)" เช่น ซื้อตอน P/E 40-50 เท่า ต่อให้กำไรโต แต่เมื่อตลาดปรับลดระดับ P/E (De-rating) ลงมาเหลือ 15 เท่า ราคาหุ้นย่อมไม่ไปไหนหรืออาจติดลบ
* ปัญหาชั่วคราวคือโอกาส: หากบริษัทมียอดขายเติบโต แต่กำไรหดตัวจากต้นทุนที่บวมขึ้นชั่วคราว (เช่น ค่าขนส่งแพง, ค่าเสื่อมจากการลงทุนเครื่องจักรใหม่) พี่โจมองว่านี่คือโอกาส หากประเมินแล้วว่าในอนาคตต้นทุนจะกลับมาปกติและกำลังการผลิตใหม่เริ่มทำรายได้ ราคาหุ้นที่ตกลงมาจะเป็นจุดเข้าซื้อที่ดี
---
### ส่วนที่ 6: กลยุทธ์และจุดตัดสินใจในการ "ขายหุ้น" (โดย พี่ตี้)
การพิจารณาขายหุ้นออกจากพอร์ต มีหลักเกณฑ์ 3 ประการ ได้แก่:
1. เมื่อรู้ตัวว่าคิดผิด (Cut Loss): หากพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนไปหรือประเมินมูลค่าผิดพลาดแต่แรก ไม่ว่าจะขาดทุน 10% หรือ 20% ก็ต้องยอมรับความจริงและรีบขายตัดขาดทุนทันที
2. เมื่อราคาขึ้นไปสูงเกินพื้นฐานอย่างไร้เหตุผล: หากซื้อหุ้นที่ P/E 10 เท่า และกิจการไม่ได้เติบโตมากนัก แต่อยู่ดีๆ ตลาดเก็งกำไรจน P/E พุ่งไป 20-30 เท่า ถือเป็นจุดที่ควรพิจารณาขายทำกำไร
3. เมื่อเจอโอกาสการลงทุนที่ดีกว่า (Opportunity Cost): หากหุ้นที่ถืออยู่ราคาเริ่มปรับตัวขึ้นมาบ้างแล้ว และเราบังเอิญไปเจอหุ้นอีกตัวที่ราคาถูกมากและมีอัปไซด์สูงกว่า แต่ไม่มีเงินสดเหลือ ก็สามารถขายหุ้นตัวเดิมเพื่อสับเปลี่ยนเงินทุน (Switching) ไปยังตัวที่คุ้มค่ากว่าได้
---
### ส่วนที่ 7: ข้อคิดทิ้งท้ายจากวิทยากร
* รวยช้าๆ แต่มั่นคง (พี่นุช): อย่าเข้ามาในตลาดหุ้นด้วยความคิดที่จะ "รวยเร็ว" เพราะตลาดสามารถทำให้คุณ "จนเร็ว" ได้เช่นกัน ก้าวช้าๆ ก้าวเล็กๆ แต่ให้ความรู้และผลตอบแทนเติบโตอย่างมั่นคง ดูแลสุขภาพเพื่อให้อยู่รับผลตอบแทนทบต้นไปได้นานๆ
* ความเสี่ยงของ DR (พี่วิบูลย์): แม้ DR จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการลงทุนต่างประเทศ แต่มีความเสี่ยงแฝงคือ "ความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร" หากสถาบันการเงินที่ออก DR ล้มละลาย นักลงทุนจะมีสถานะเป็นเพียงเจ้าหนี้ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นบริษัทนั้นๆ โดยตรง ดังนั้นควรเลือกซื้อ DR ที่ออกโดยสถาบันการเงินที่ใหญ่และมั่นคง
* มองหุ้นไทยเป็นกองหลัง: ตลาดหุ้นไทยยังสามารถใช้เป็นพอร์ตเชิงรับ (Defensive) ที่คอยสร้างกระแสเงินสดจากปันผลได้เป็นอย่างดี ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและขนาดเงินทุนของนักลงทุนแต่ละบุคคล
สุดท้ายขอขอบคุณ วิทยากรทั้ง5ท่าน และ น้องเอก ที่เลือกคำถามได้ดีมาก ทำให้ได้ความรู้จากวิทยากรเต็มอิ่ม
by amornkowa
6
-
สรุปเนื้อหา สัมมนา VI201 ภาคใต้ สค 69
AI Disruption & The Value Investors : Fear, Fundamentals, and the Future
Kittisak Kovintavewat
Billionaire VI Page
VI201 ภาคใต้
### 1. จุดยืนพื้นฐานของ Value Investor (VI) ในยุค AI Disruption
ความจริงของการลงทุนในเทคโนโลยี:
ในโลกของการลงทุนนั้น เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมที่สุด อาจไม่ได้เท่ากับธุรกิจที่ยอดเยี่ยม และอาจไม่นำไปสู่ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีเสมอไป หากนักลงทุนซื้อหุ้นตัวนั้นในราคาที่แพงเกินไป แม้ว่าการเข้ามาของ Generative AI จะเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง แต่หลักการพื้นฐานที่นักลงทุนคุณค่าควรยึดถือยังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการมุ่งเน้นทำความเข้าใจตัวธุรกิจอย่างลึกซึ้ง ค้นหาบริษัทที่มีคูเมือง (Moat) ที่แข็งแกร่งและป้องกันคู่แข่งได้จริง ประเมินมูลค่าหุ้นโดยมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) และเฟ้นหาผู้บริหารที่มีวินัยในการบริหารเงินทุนและสามารถทบต้นผลตอบแทนจากเงินทุนสะสม (ROIC) ในระยะยาวได้
EQ สำคัญกว่า IQ ในสมรภูมิ AI:
ตลาดหุ้นไม่ได้มีประสิทธิภาพเต็ม 100% เสมอไป จึงทำให้มีโอกาสเกิดฟองสบู่และความตื่นตระหนกเป็นระยะ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มเทคโนโลยีจึงต้องอาศัยความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) มากกว่าความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) เพื่อต้านทานความกลัวตกรอด (FOMO) และสามารถรอคอยจังหวะอย่างอดทนจนกว่าจะเจอหุ้นที่ยอดเยี่ยมในราคาที่มีแต้มต่ออย่างแท้จริง
2. ปรากฏการณ์ "SaaS-pocalypse" และแรงสั่นสะเทือนในกลุ่มซอฟต์แวร์และคอนซัลต์
ความเสี่ยงต่อ Terminal Value ของกลุ่ม SaaS:
หุ้นซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์หลายตัวปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปี 2026 (เช่น HubSpot -47%, Salesforce -27%, Adobe -24%, ServiceNow -18%) เนื่องจากองค์กรธุรกิจเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ในการใช้เครื่องมือ AI และ Developer Tools เพื่อเขียนโค้ดและพัฒนาระบบใช้งานขึ้นมาเองหลังบ้าน ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปราคาแพง ความเสี่ยงจากการถูก AI ดิสรัปนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการคาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคตระยะยาวมาก (Terminal Value) ในแบบจำลอง DCF ของนักวิเคราะห์ ทำให้ราคาหุ้นเกิดการแกว่งตัวอย่างรุนแรงเนื่องจากขาดเสถียรภาพและมองอนาคตได้ยาก
*กรณีศึกษาของ Adobe และ Accenture:
Adobe: ที่เคยดูเหมือนเป็นหุ้นที่ไม่มีวันแพ้จากรายได้โมเดลสมัครสมาชิก (Subscription) กลับต้องเผชิญกับคำถามเชิงโครงสร้างเมื่อโมเดลสร้างรูปภาพของ OpenAI และคู่แข่งสามารถสร้างสรรค์ผลงานภาพได้อย่างรวดเร็วผ่านการพิมพ์คำสั่ง (Prompt) ทำให้กระบวนการตบแต่งภาพดั้งเดิมถูกลดทอนบทบาทลง
Accenture (ธุรกิจ Consulting):
ได้รับแรงกดดันจากการที่ AI สามารถทำวิจัย รวบรวมข้อมูลเชิงธุรกิจ และจัดทำรายงานหนาๆ ที่มีคุณภาพเสร็จสิ้นได้ภายใน 20-30 นาที ซึ่งเดิมทีเป็นงานหลักที่บริษัทคอนซัลต์ใช้คิดค่าบริการลูกค้าระดับหลายสิบล้านบาท นอกจากนี้ ความเร็วของ AI ในการเขียนโค้ดยังส่งผลให้จำนวนวันทำงานที่คิดเงินจากลูกค้า (Man-Day) ลดลง ทำให้พวกเขาต้องพยายามเปลี่ยนสัญญากับคู่ค้ามาเป็นรูปแบบคิดเงินตามผลสัมฤทธิ์ของงาน (Outcome-based) แทน
3. โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานผ่านกรอบวิเคราะห์ "5-Layer AI Cake"
Layer 1: Energy (พลังงานและระบบวิศวกรรมไฟฟ้า):
หน่วยประมวลผล AI กินไฟเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ทำให้พลังงานไฟฟ้าและระบบสายส่งกลายเป็นคอขวดหลัก บริษัทอย่าง GE Vernova (ผู้ผลิตกังหันไฟฟ้าที่เพิ่งแยกตัวออกมาและมี Backlog โครงการสูงถึง 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) และ Vertiv (ผู้นำระบบระบายความร้อนตู้เซิร์ฟเวอร์ใน Data Center) ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนระดับราคานี้อาจถือว่าสะท้อนมูลค่าไปมากแล้วจนอาจสายเกินไปที่จะไล่ราคา
Layer 2: Chips & Memory (เซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ):
TSMC: ครองความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาดผ่านพลังทางกระบวนการผลิต (Process Power) ที่สะสมมายาวนาน 30-40 ปี มีทีมวิศวกรที่เก่งและสามารถทำ Yield ในการผลิตชิปสถาปัตยกรรมระดับ 2-3 นาโนเมตรได้สูงกว่าคู่แข่งรายอื่น
ARM: เป็นผู้ควบคุมการดีไซน์ชิป CPU แบบ ARM-based ซึ่งกินไฟน้อยกว่าตระกูล X86 ของค่ายดั้งเดิมอย่างมาก ในยุค Agentic AI คอนเซปต์ศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ CPU เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเพื่อช่วยทำงานประสานระบบ การเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรม ARM จึงช่วยให้ Data Center ลดต้นทุนพลังงานได้ถึง 30%
SanDisk (SNDK): ได้รับอานิสงส์เนื่องจากการเทรนและประมวลผล AI ต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลถาวร (NAND Storage) สูงมาก และประกอบกับการที่ค่ายผู้ผลิตเกาหลียักษ์ใหญ่ย้ายกำลังการผลิตไปผลิตหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) สำหรับ AI ระดับสูงแทน ส่งผลให้ Supply ของ NAND ทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ดันให้หุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่าในหนึ่งปี แต่นักลงทุนต้องพึงระวังว่าหุ้นชิปหน่วยความจำยังมีลักษณะเป็นสินค้าวัฏจักร (Cyclical Commodity) ที่มีความผันผวนสูง
NVIDIA: ยักษ์ใหญ่ที่ฉลาดในการทำธุรกิจ ล่าสุดขยายความร่วมมือทางการเงินกับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ 6 แห่งเพื่อเตรียมวงเงินสนับสนุน (Financing) กว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยปล่อยกู้ให้แก่กลุ่ม Startups นำเงินเหล่านั้นมาสั่งซื้อฮาร์ดแวร์ GPU ของ NVIDIA ไปใช้งานต่อ
Layer 3: Infrastructure (ผู้ดูแลคลาวด์และด่านเก็บเงินทางด่วน): หุ้นกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscalers (เช่น AWS, Microsoft Azure, Google Cloud) คือหนึ่งในจุดที่ปลอดภัยและน่าลงทุนที่สุดเชิงโครงสร้าง เนื่องจากพวกเขาเป็นเหมือน "เจ้าของถนนและด่านเก็บค่าผ่านทาง" (Tollbooth) ไม่ว่าแอปพลิเคชันหรือสตาร์ตอัป AI ค่ายไหนจะชนะใจผู้ใช้ สุดท้ายก็ต้องมาตั้งระบบประมวลผลและเสียเงินเช่าพื้นที่ระบบคลาวด์ของ Hyperscalers ทั้งสิ้น ตัวเลขระบุว่าการลงทุนตู้เซิร์ฟเวอร์และ Data Center ของยักษ์ใหญ่คลาวด์มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยเพียง 2 ถึง 2 ปีครึ่ง ส่งผลให้ปีที่เหลือสามารถทำกำไรส่วนเพิ่มได้มหาศาล (คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากการเช่าใช้ GPU หรือ IaaS ที่มี ROIC ประมาณ 31% และขึ้นไปถึง 46% หากให้บริการโมเดลผ่าน API ของตัวเอง)
Layer 4: Models (สมองกลปัญญาประดิษฐ์): มี การแข่งขันเปิดตัวรุ่นใหม่ที่ดุเดือดมากแทบทุกสองสัปดาห์ (เช่น ค่าย OpenAI, Anthropic, Gemini และโมเดล Open-weights จากค่ายจีน) สำหรับมุมมองลงทุน การเข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้ตอนเปิดตัวขาย IPO มีโอกาสสูงมากที่จะเจอมูลค่าประเมินที่แพงเกินจริง (Overpriced) เกิน 30-40 เท่าของยอดขาย คาดการณ์ว่าองค์กรส่วนใหญ่ในอนาคตจะไม่ได้ผูกขาดกับโมเดลเดี่ยว แต่จะเลือกดึงประสิทธิภาพจากหลากหลายค่ายมาประสานงานกันตามงบประมาณและความยากง่ายของงาน
Layer 5: Applications & Intelligence (ความปลอดภัยและการใช้งานประยุกต์):
ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันที่จะรอดพ้นจากการคุกคามของ AI ได้ ต้องเป็นโปรแกรมที่มีต้นทุนการย้ายค่าย (Switching Cost) มหาศาล เนื่องจากได้รับการผูกเชื่อมโยงและบูรณาการเข้ากับกระบวนการทำงานหลักหลังบ้านขององค์กรอย่างแน่นหนาจนถอดถอนยาก เช่น SAP, Salesforce หรือ Microsoft Office 365
บริการความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity เช่น CrowdStrike) เติบโตขึ้นล้อไปกับการสร้าง AI Agent ขององค์กร เนื่องจากผู้บริหารถูกกดดันด้วยความกังวลว่าผู้ใช้งานอาจเผลอนำข้อมูลที่เป็นความลับสุดยอด (Secret Source) ของบริษัทไปป้อนถามใน AI สาธารณะจนหลุดออกไปข้างนอก ส่งผลให้ยอดการจัดซื้อระบบป้องกันการรั่วไหลข้อมูล (Data Loss Prevention) เติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
### 4. กลยุทธ์และกรอบการลงทุนสำหรับประยุกต์ใช้จริง
ตรวจสอบคูเมืองด้วย 7 Powers (กรอบของ Hamilton Helmer):
ก่อนเลือกตัดสินใจลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีใดๆ นักลงทุนควรนำปัจจัยแห่งความได้เปรียบเชิงโครงสร้างมาตรวจสอบอย่างละเอียด เช่น การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale), ต้นทุนในการสับเปลี่ยนแบรนด์ (Switching Costs), ทักษะในระบบผลิตหลังบ้านที่ลอกเลียนยาก (Process Power) หรือความเชื่อมั่นและพฤติกรรมสาวกต่อตราสินค้า (Branding ของ Apple) หากขาดปัจจัยสำคัญเหล่านี้ หุ้นดังกล่าวอาจเป็นเพียงกระแสชั่วคราวที่ไม่เหมาะแก่การถือยาว
สัญชาตญาณของการรอคอยและส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย: นักลงทุนคุณค่าควรทำการบ้านเพื่อวิเคราะห์หาขอบเขตความเข้าใจที่แท้จริงของตัวเอง (Circle of Competence) และลิสต์รายชื่อหุ้นชั้นนำไว้ในใจล่วงหน้าเพื่อรอคอยจังหวะวิกฤต การเข้าทำในจังหวะที่ราคาหุ้นปรับตัวย่อลงมาจนปรากฏส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) สูงถึง 30% - 50% จะช่วยสร้างแต้มต่อสำคัญในการสร้างพอร์ตที่ทนทาน ทบต้นผลตอบแทนได้ดี และไม่สร้างความเครียดในระหว่างทาง
การปรับสมดุลพอร์ตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ:
ภายใต้ภาวะตลาดภาพใหญ่ที่มีแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อหรือความผันผวนของทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย นักลงทุนควรพิจารณาลดสัดส่วนหุ้นเติบโตสูงบางส่วนที่ยังไม่มีกำไรจริง แล้วหมุนเวียนเม็ดเงินมาพักไว้ในกลุ่มหุ้นที่มีลักษณะเป็น "Compounder" ที่มีความยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และสามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในสภาวะเศรษฐกิจตึงตัวเพื่อควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตรวม
---
by amornkowa
4
-
DEEPDIVE: UNH-วิกฤตชั่วคราว หรือจุดเปลี่ยนของ Healthcare Giant? by โต กิตติศักดิ์ โควินท์ทวีวัฒน์
อ่านต่อ
-
DEEPDIVE : RJH-"ฟ้าหลังฝน" กับการเติบโตรอบใหม่ by เอี๋ยว ธีรชาติ กิจรุ่งเรืองไพศาล
อ่านต่อ
-
📣 ประกาศรายชื่อ [ว่าง 6 ที่] ThaiVI x Pi เปิดกิจกรรม Company Visit "PR9" (25 ส.ค.)
อ่านต่อ
-
DEEPDIVE : KISS-เปลี่ยนผู้นำ ปรับเกมใหม่ ปลุกการเติบโตอีกครั้ง by จิม ศรุติ โชติเสรีวิทย์
อ่านต่อ
-
DEEPDIVE : รวมจักรวาลหุ้น "โรงเรียนจีน" by เจ็กกี้ สุธน สิงหสิทธางกูร
อ่านต่อ
-
📣VI201 HATYAI มาแล้ว... ชาวหาดใหญ่ เตรียมตัวให้พร้อม!! เรากำลังจะไปหา...
อ่านต่อ
-
📍 FEATURE UPDATE | ThaiVI DEEPDIVE Batch ZERO🔥
อ่านต่อ
-
🔔นักลงทุนห้ามพลาด! อัปเดตฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ติดตามข่าวหุ้นง่ายกว่าเดิม
อ่านต่อ
-
🔥 ThaiVI DEEPDIVE Batch ZERO รวมบทวิเคราะห์หุ้นไทย–หุ้นนอก จากนักลงทุนตัวจริง
อ่านต่อ
-
✨📈StockRadars Premium เวอร์ชันอัปเกรด สุดคุ้มสำหรับสมาชิก ThaiVI รายปี!
อ่านต่อ
-
📝 มัดรวมข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน และสิทธิประโยชน์สมาชิก ThaiVI (การสมัครสมาชิก/ต่ออายุ)
อ่านต่อ
-
🌍ฟีเจอร์ใหม่ "ข่าวหลักทรัพย์ และบทวิเคราะห์"
อ่านต่อ
-
✨คณะกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ปี 2568-2569
อ่านต่อ
-
🎉 "𝐓𝐡𝐚𝐢𝐕𝐈 𝐎𝐧𝐥𝐢𝐧𝐞 𝐂𝐨𝐮𝐫𝐬𝐞𝐬" โอกาสใหม่แห่งการเรียนรู้! 🎉
อ่านต่อ
-
อัพเดต!
🚨 UPDATE: 20/03/69 : เตือนภัย!! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อบุคคลในสมาคม ThaiVI เพื่อหลอกให้ลงทุน
อ่านต่อ
-
กฎ กติกา มารยาทในการใช้เว็บบอร์ด และข้อบังคับของสมาคมฯ
อ่านต่อ