การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ลงทุนหุ้น VI เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 513 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 22 ตอบกลับ
- 1582 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย sergio_rb
-
-
-
- 12 ตอบกลับ
- 2296 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Green
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 865 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 853 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 922 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 4134 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 5613 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 6123 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 7435 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 9847 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 11743 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 137499 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 157044 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI ComVisit
-
-
-
- 4 ตอบกลับ
- 189288 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย NoOne_
-
-
-
- 2 ตอบกลับ
- 201174 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 328679 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 159 ตอบกลับ
- 215965 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
-
-
- 4 ตอบกลับ
- 254612 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย qwer123433
-
-
-
- 35 ตอบกลับ
- 107523 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Airmd
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 3603 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 21152 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 40827 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Officer
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 362 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 3 ตอบกลับ
- 1335 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย nasesus
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 72 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 42 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 39 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 216 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 82 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 190 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 81 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 74 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 33 ตอบกลับ
- 1976 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Adil
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1919 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 101 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 102 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 72 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 18 ตอบกลับ
- 1304 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย nuxster
-
-
-
- 23 ตอบกลับ
- 1496 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย TheViZ
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 114 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 27 ตอบกลับ
- 1888 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Boomcity
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 135 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 1202 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 17 ตอบกลับ
- 25950 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Peter1011
-
-
-
- 74 ตอบกลับ
- 4842 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย gonogo
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 132 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 132 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 132 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 2593 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย IndyVI
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 109 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 22 ตอบกลับ
- 2438 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย BoOngBiing
-
-
-
- 1 ตอบกลับ
- 167 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 169 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 175 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 123 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 107 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 125 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 127 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 121 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 90 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 4412 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย Thai VI Article
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 148 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 151 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย A445838
-
-
-
- 78 ตอบกลับ
- 12430 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย DNILMONGKOL
-
-
-
- 0 ตอบกลับ
- 727 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
-
- 3 ตอบกลับ
- 444 แสดง
-
โพสต์ล่าสุด โดย amornkowa
-
-
Re: ทำไมเราต้องลงทุนหุ้นต่างประเทศ? มาแชร์กันครับ
(2nd reposted)
มา update กันครับ โพสท์นี้น่าจะยาวที่สุดที่ผมเคยเขียนมา ผมสังเกตเห็นหลายๆอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมการลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ
Investor's disagreement
มีการ clash กันระหว่างนักลงทุน ทั้งสาย growth สาย value สายกาว ในหลาย community ทั้งบน discord reddit facebook etc. ที่อาการหนักคือสายกาวที่ชอบหุ้นจำพวก tech และ AI มากจนลืมไปว่าความเสี่ยงของหุ้นตรงนี้มันสูงมากๆ หุ้น AI ที่วิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นมี upside ที่ลดลงในขณะที่ความเสี่ยงยังเท่าเดิม
สายกาวและสาย tech ที่ผมเห็นจะค่อนข้างมีความมั่นใจในตนเองสูงมาก อย่างว่าก็เป็นปกติตาม industry นี้ที่ founders ต้องมั่นใจมากที่จะนำพา start-up ผ่านเรื่องต่างๆได้ ปกติผมไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับกลุ่มนี้เท่าไร ไม่อยากไปเถียงด้วย เสียสุขภาพจิตเปล่าๆ เพจนักลงทุนเก่งๆที่ผมรู้จักแห่งหนึ่งก็โดนเพจหุ้น tech US มาคุกคาม ผมเองก็เคยโดนด้วยครับโดยโดนแบบต่อหน้าต่อตา
Communities
ผมตาม reddit Value Investing มาค่อนข้างนาน ได้เห็น post ที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือโพสท์ยาวๆแต่มีเนื้อหาสาระที่ดี ไม่ค่อยจะมีคนอ่านและ interact เท่าไหร่ และผมเคยลองเขียนถามเรื่องต่างๆบนนั้นเพื่อให้มีการสนทนาที่มีคุณภาพ แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ นั่นอาจจะหมายความว่า นักลงทุนรายย่อยหลายๆคนที่นั่นไม่ชอบอ่านอะไรที่ยาวๆ ส่วนใหญ่ก็จะชอบไปอ่านโพสท์สั้นๆในแนวว่า (1) หุ้นตัวนี้ถูกยังไงโดยมีสรุปสั้นๆ (2) โพสท์ในทำนองว่าตลาดหุ้นแพงไปแล้ว (3) โพสท์จำนวนมากเกี่ยวกับหุ้น NVO PYPL UNH และ Mag 7 ตรงนี้หล่ะเป็นจุดที่ทำให้ผมรู้ว่านักลงทุนหลายๆคนที่นั่นก็ไม่ได้เก่งมากมายไปกว่าเรา เนื่องจากชอบ herding ตามคนอื่นๆไป และโพสท์ที่เจอก็มาในทำนองว่าหุ้นตัวนี้จะลงต่อมั้ย? หุ้นตัวนี้ P/E ถูกมากดีรึเปล่า? หุ้นตัวนี้ลงมาเยอะมากน่าสนใจ แต่ไม่ได้อธิบายว่าทำไมมันถึงถูก fair and balanced view of its business operation แต่นานๆก็จะมีโพสท์คุณภาพมา แต่ที่สำคัญคือ comments ซึ่งบอกเราได้หลายอย่าง โดยโพสท์นอกกรอบหรือหุ้นอื่นๆเช่นหุ้นจีน มักจะโดนต่อต้าน ยิ่งตอกยำ้ความเป็น herding บนนั้น อย่างไรก็ตาม โพสท์ดีๆก็มีเช่นในทำนองเตือนสติหรือโพสท์อธิบายหุ้นต่างๆ comment ก็มักจะดีตามไปด้วย
Wall Street Bets ซึ่งคือศูนย์รวมรายย่อยของอเมริกา เป็นที่ๆผมเห็นคนพนันกับหุ้นหลายๆตัวมีทั้งได้และเสีย โพสท์ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับการเล่นหุ้นซะส่วนใหญ่ในทำนองแบบว่า quick gains/high risk bet ที่ทำได้จากเงินสดคงเหลือ แต่สิ่งที่ผมสนใจก็คือ activities บนนี้ หากผมเริ่มเห็นโพสท์ในทำนองโชว์กำไรถี่ขึ้น ผมจะระวังตัวให้ดี หากผมเริ่มเห็นโพสท์น้อยลง นั่นหมายความว่าตลาดไม่ดี (คล้ายๆกับ ThaiVI อ่ะครับ) หลังๆ moderators จะชอบลบบางโพสท์แบบไม่มีเหตุผล ทั้งๆที่โพสท์นั้นๆไม่ได้มีเนื้อหาที่ผิดกฏ WSB แต่อย่างใด นั่นเป็นการเลือกปฏิบัติและยังเป็นการละเมิด free speech อีกด้วย
ผมไม่ได้ตามบน Twitter/X เท่าไหร่ แต่ก็พอทราบว่ามีคนเก่งๆอยู่บนนั้นด้วย ที่สำคัญคือต้องเลือกให้ถูกคนหากจะตามจริงๆ เพราะของปลอมก็มีอยู่พอประมาณ
โดยปกติผมจะตาม discord ของคุณ wj ที่นั่นมีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ดีอยู่ตลอด แต่บางทีผมก็มี disagreement กับบางคนในนั้น โดยเฉพาะ user รูปการ์ตูนแมว ที่ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นนักลงทุนสถาบัน บนเรื่อง macro ต่างๆ ผมเถียงเค้าไม่ชนะหรอกครับ เพราะเค้ามี paper ของ broker ต่างชาติที่เก่งๆมาเป็น reference อยู่ตลอด แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่าเค้า bear หุ้นจีนสุดๆก่อนที่มันจะเด้งกลับ 5555 หลังๆผมไม่ได้ไปตามกลุ่มนั้นแล้วเพราะวิธีการลงทุนที่ผมใช้ต่างจากกลุ่มนั้นพอสมควร
US Bubble Possibility
ล่าสุด newsletter ของ WSJ editor Jason Zweig เขียนในทำนองว่าหุ้น Mag 7 มีการลงทุน AI อย่างมหาศาล โดยใช่เงินส่วนใหญ่จาก internal cash flow และมีบางส่วนจากหนี้ที่มากการกู้ยืมสูงมากขึ้น หากการลงทุนนี้ capitalise ไม่ได้เลยหรือได้น้อยกว่าที่คาด ก็จะสร้างปัญหาได้
Michael Burry ก็ออกมาซื้อ put option หุ้นเทคบางตัวที่ราคาสูงมากเช่น PLTR ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนพูดถึงกันพอสมควร
บน internet communities รวมถึง news site เริ่มมีการ mention ถึงฟองสบู่กันมากขึ้นโดยเฉพาะที่อเมริกา แต่ผมว่าตลาดเป็นฟองสบู่แค่บางส่วน จากการสำรวจ S&P 500 ของผมเอง หุ้น old economy ที่มีพื้นฐานดีหลายๆตัวมีราคาที่ตกตำ่ลงจาก high เดิม บางตัวมาเกินกว่าครึ่งด้วยซำ้ แต่หุ้นจำพวก new economy อย่างพวก platform and software ก็ยังทำ new-high ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งราคาและ valuation โดยมีกำไรและ/หรือรายได้และ/หรือ active users ที่มากขึ้น ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่ามันจะโดนเหตุการณ์ที่มา trigger หุ้นตกยังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆคือมันจะมาแบบคาดไม่ถึง
สำหรับเรื่อง "this time it's different" มันก็คือส่วนหนึ่งประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดีๆนี่เอง ดูได้จาก hype ในสมัยก่อนตั้งแต่ canals -> railroads -> electricity -> automotive -> radio -> Nifty Fifty -> internet -> tech และตอนนี้ก็คือ AI ทุกเหตุการณ์มาจาก innovation ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (และมันก็ทำได้จริงๆ) แต่ความเห่อของ public นั่นเองที่ overshoots the reality หรือเรียกง่ายๆว่าร้อนแรงเกินไปในตอนต้นๆที่ technology เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานและผลพวงของสิ่งเหล่านี้ยังไม่ take effect ที่เพิ่ม productivity ได้ดีพอ พอ public เริ่มเห็นความจริงฟองสบู่ก็แตก
เวลาฟองสบู่แตกเราจะแทบไม่รู้ตัว หุ้นมันจะค่อยๆลงมาเรื่อยๆแบบวันละ 2-3% คล้ายๆกับการต้มกบ ระยะเวลาก็อาจจะเป็นหลายๆปีจนกว่าจะถึง bottom โดยมีปัจจัยในด้านลบคอยมา support การลงอย่างต่อเนื่อง กว่าจะมารู้ตัวอีกทีก็ถึง bottom แล้ว
ล่าสุดผมได้อ่าน column บน Wall Street Journal (WSJ) ที่เขียนเกี่ยวกับจำนวนนักลงทุนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่สูงมากขึ้นไม่ว่าจะมาจากเหตุผลใดก็ตาม (เช่น ลงทุนระยะยาว เล่นเก็งกำไร เก็บเงินไว้ซื้อบ้าน อยากรวยเร็ว etc.) คนอื่นๆที่อ่าน column นี้ก็คงคิดว่าคนกลุ่มนี้กำลังเริ่มต้นได้ดีในการเก็บเงิน แต่ผมกลับมองในทางตรงกันข้าม การที่นักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีความรู้พอสมควรแต่ยังไม่มีประสบการณ์เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมากเป็น indicator ตัวหนึ่งของฟองสบู่ โดยผมให้ข้อสังเกตดังนี้
(1) คนกลุ่มนี้ได้เห็นตลาดที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลตอบแทนที่เอาชนะเกือบทุกสินทรัพย์ใน long-term จึงมองว่าเป็นที่เก็บเงินที่ดี และเป็นสิ่งที่ rational ผมเองก็คิดแบบนั้น
(2) ส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานดีเช่น AAPL AMD GOOGL MSFT NVDA บางคนก็ลงใน index fund ETF แล้วได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นๆ ทำให้เกิดภาพลวงตาในระยะสั้นๆว่าตลาดหุ้นทำเงินได้ "ง่ายๆ" (quick gains) จากการ "buy-the-dips" หลังจากหุ้นตกตอน Trump ประกาศภาษี
(3) คำว่า "ง่ายๆ" คือการซื้อหุ้นแบบไม่ได้ดูอะไรมากนักเช่น ไม่ดูงบ ไม่อ่าน 10K มักจะเกิดจากการซื้อหุ้นตัวใหญ่ที่พื้นฐานดีมากที่ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่ามันจะโตได้ต่อเนื่องจากทุกคนใช้งานหรือของบริษัทนั้นอยู่ หรือซื้อตามๆกันไป (herding) แล้วหุ้นตัวนั้นราคาขึ้นมาในเวลาอันสั้น อารมณ์เดียวกันกับหุ้นไทยตอนที่ตกมาตอนมีโรคระบาดใหม่ๆ ผมยังจำได้เลยว่าบนนี้มีคนโพสท์รัวๆๆ และบน discord นั้นมีคนคุยกันไม่หยุด
(4) หลายๆคน claim ว่าจะ buy and hold หรือ (HODL - Hold-On-for-Dear-Life) ซึ่งเป็นสิ่งที่ rational และผมเองก็คิดแบบนั้น แต่การ execution นั้นมันไม่ได้ทำง่ายๆ Gen Z หลายๆคนไม่มีประสบการในตลาดขาลง รวมถึง structural bear market หรือแปลแบบง่ายๆว่าตลาดขาลงแบบมีพื้นฐานที่แย่ลงด้วยในระยะยาว ซึ่งประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอยู่ ณ ตอนนี้ โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศอเมริกามีสภาวะตลาดแบบนี้คือช่วงหลังปี 2008 ในสภาวะตลาดแบบนี้เราจะเจอทั้งข่าวร้าย การ discourage ความเครียดจากสิ่งอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นแต่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนแบบไม่รู้ตัว
(5) ข่าวหรือเรื่องราวในทำนองว่า นาย ก ทำอาชีพธรรมดา แล้วเก็บเงินสะสมหุ้นจนกลายเป็นเศรษฐีในระยะเวลา x ปี มีอยู่เป็นประจำ ซึ่งสิ่งที่ WSJ รายงานนั้นก็ไม่ต่างจากเรื่องราวพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่องของ survivalship bias เนื่องจากคนกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร จึงได้รับการสัมภาษณ์ (ไม่งั้นใครอยากจะอ่าน article นี้ละครับ!) ต่างจากที่มีอีกหลายๆคนที่ล้มหายตายจากตลาดหุ้นไป และไม่ได้มีโอกาสถูกสัมภาษณ์เรื่องราวการลงทุนของพวกเขาซึ่งน่าจะมีกรณีศึกษาที่ดีๆอีกหลาย case แล้วเบื้องหลังจริงๆของคนกลุ่มนี้คืออะไรกันแน่ hard work หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพียงแค่ buy-the-dip
นอกจากนั้นยังได้มีกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ซึ่งมีอาชีพอยู่ในกลุ่มทหารและมี "disposable income" ได้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยทั้งในหุ้น AI และเหรียญ digital ต่างๆ ซึ่งมักจะมาในรูปแบบ "getting rich quickly" และนั่นแหละคือการพนัน
ตลาดหุ้น US นั้นมีความเป็น efficient สูงกว่าแต่ก่อนอย่างมีนัยยะสำคัญ จากที่คนเก่งขึ้น มี technology ในการวิเคราะห์ที่ดีขึ้น ทุกคนเข้าถึงการลงทุนได้อย่างง่ายดาย information ที่ลื่นไหลอย่างรวดเร็ว การที่จะเอาชนะตลาดได้ต้องอาศัยความเก่งและ insight เหนือกว่าคนอื่น investment tools ที่เหนือกว่าสถาบันการเงินชั้นนำ สิ่งเหล่านี้ต้องได้มาจากการใช้เวลาในการศึกษาเป็นเวลานานและยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับ tools ต่างๆที่มีราคาสูง องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ "โชค" ซึ่งเป็นถือเป็น "ก็อก-หลัก" ในการกำหนดว่าเราจะเอาชนะได้รึเปล่า
สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ หากคุณไม่มีเวลามากพอและไม่ได้ทำงานด้านลงทุน คุณไม่ต้องไปเสียเวลาไปหาหุ้นถูกๆที่นั่น การหาหุ้นที่ mispriced นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หุ้นที่ถูกๆมักจะเป็นหุ้นที่กำลังมีปัญหาเรื้อรังที่กำลังรอการแก้ใข (หรืออาจจะแก้ใขไม่ได้เลย) ไม่งั้นราคาหุ้นมันไม่ลงมาถึงขนาดนี้หรอก (ลองไปดู CPB NVO UPS) low cost index funds จึงเป็น option ที่ดีที่สุดหากเราลงทุนได้ไม่เก่งเท่ากับคนอื่น เพราะ "คนอื่นก็ทำได้เหมือนกัน" อย่าลืม assess ตัวเองด้วยครับ เหตุการณ์แบบนี้ผมจะเรียกว่า การลงทุนยากกว่าเดิม เพราะมันง่ายกว่าเดิม เหมือนกับที่พี่หลินได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้
ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมอยากจะยำ้อีกรอบว่า ผมไม่เคยคิดที่จะฟันธงว่าตลาดหุ้นอเมริกาจะแตกตอนนี้หรือตอนไหนก็ตาม เพียงแต่ว่ามีมีหลายๆ indicator ที่ฟ้องออกมาว่ามันมี symptom ของฟองสบู่อยู่ในบาง sector เท่านั้นเอง แพงไปรึเปล่า? ผมไม่รู้ครับแต่ผมว่ามันไม่ก็ถูกมานานแล้ว ผมยังยึดคติเดิมของผมคือ "ถ้ามันไม่ถูก ก็ช่างแม่ง*"
*refers to the Mother of Mr. Market
หุ้นกระดูก
ระหว่างที่ผมสำรวจตลาดหุ้นอเมริกา ผมได้พบกับหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยไม่ค่อยมีการพบเห็นในตลาดอื่นๆ หุ้นกลุ่มนี้จะมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบหรือ D/E สูงมหาศาลแต่มีกำไรสม่ำเสมอและราคาก็ยังวิ่งขึ้นลงตามผลประกอบการณ์อีกด้วยไม่ใช่โดน SP หรือ Halt ต่างจากในโซนเอเชียที่หุ้น negative equity เป็นสิ่งที่ไม่ดีอย่างยิ่งและมักมาจากการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
สิ่งหลักๆที่ทำให้เกิด negative equity มาจากการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง (มูลค่าหุ้นที่ซื้อคืนจะถูกหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้น) แทนที่จะจ่ายปันผลออกมาเป็นเงินสดซึ่งจะโดนคิด witholding tax มหาศาล ในขณะที่บางที่มีการแปลงทุนเป็นหนี้ จ่ายปันผลเป็นหุ้นกู้ (convertible bond) เพื่อสร้างรายจ่ายเพื่อลดภาษี ทั้งนี้กฏหมายที่นั่นก็ยังเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจแบบนี้ด้วยทำให้มีหลายบริษัททำกันเช่น DPZ HLT IHG OTIS UPS
การทำแบบนี้เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นเนื่องจากเป็นการสร้างผลตอบแทนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ (คล้ายกับการกินไก่จนเหลือแค่กระดูกที่มนุษย์ไม่สามารถกินต่อไปได้แล้ว) แต่อาจสร้างปัญหาได้เวลากำไรลดหรือพลิกเป็นขาดทุนติดต่อกันหลายๆ quarter อาจจะจะต้องเข้า Chapter 11 ทันทีและราคาหุ้นอาจจะผันผวนมากกว่าปกติ การใช้ P/B ratio และ ROE ที่นั่นในการคัดหุ้นอาจจะทำไม่ได้จาก distorted equity และการหาหุ้นโดยใช้ P/B ต่ำๆเป็นตัวกรองก็จะได้แค่หุ้นที่แย่จริงๆที่ไม่มีคนอยากจะซื้อ
หุ้นไทย
อย่างที่ทุกคนรู้ๆกัน fund flow ในตลาดหุ้นไทยวิ่งเข้าแต่หุ้นตัวใหญ่ ทำให้หุ้นตัวใหญ่วิ่งขึ้นแต่หุ้นตัวกลางถึงเล็กไม่ค่อยมีการขยับเท่าไหร่ หลายๆตัวก็ถอยลงจะกำลังซื้อหดและกำไรที่ลดลง ที่ดัชนีวิ่งขึ้นมาหลักๆก็เป็นผลมาจากหุ้น banks telecoms และ DELTA ที่นักลงทุนสถาบันยังสนใจกันอยู่ ส่วน trading volume ยังน้อยกว่าปีที่แล้วเนื่องจากนักลงทุนรายย่อยหนีไปลงทุนต่างประเทศกันหมด โดยเฉพาะที่อเมริกา หนึ่งในประโยชน์จากการที่เราได้ลงทุนในหลายๆตลาดก็คือการที่ได้เห็นสภาพ boom และ bust ในเวลาเดียวกัน เช่นหุ้นอเมริกาและไทยตามลำดับ
(edited) แม้ว่าเคยมีคนเขียนว่า ตลาดหุ้นไทย ณ เวลานี้มันช่างมืดมนซะเหลือเกิน ผมอยากจะเถียงว่า
- นักลงทุนตายเรียบ (ผมยังไม่ตาย)
- เจ้าของบริษัทตาย (บริษัทที่ผมเลือกยังไม่ตาย แค่กำไรลด)
- กองทุนตาย (ไม่เคยซื้อเพราะรู้ว่าค่าธรรมเนียมแพงและแพ้ตลาด)
- นักลงทุนต่างชาติตาย (ไม่ใช่หรอก พวกนี้มาฟันกำไร short มากกว่า)
- รายใหญ่ตาย (คุณเป็นรายใหญ่ แล้วคุณตายหรือยังครับ ทำไมถึงออกมาบ่น)
- รายย่อยตาย (ผมเป็นรายย่อย แล้วทำไมผมยังอยู่ได้)
- หุ้นบางตัวลงมา 90% (ผมไม่เคยซื้อ เพราะรู้ว่าปั่นราคา บางทีตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีในการซื้อด้วย)
ที่จริงผมยังมี case study ของหุ้นอีกตัวหนึ่งว่างๆจะเขียนมาให้อ่านครับ ถ้าเราเก่งจริงๆเดี๋ยวก็เจอหุ้นดีๆในราคาที่เหมาะสมเองครับ ถ้าไม่เจอหุ้นราคาเหมาะสม ระหว่างรอผมก็ upskill ตัวเองไปเรื่อยๆ
by Peter1011
5
-
นิสัยนักสู้ VS นิสัยนักเลือก/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ในยามที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีและธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI กำลังร้อนแรงเป็นไฟในช่วงเร็ว ๆ นี้ คนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีผลประโยชน์และความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองเป็นเดิมพันก็คือ นักธุรกิจหรือผู้บริหารกิจการและนักลงทุนโดยเฉพาะในตลาดหุ้น
คนสองกลุ่มนี้จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับสิ่งเดียวกันคือบริษัทหรือหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ความสำเร็จของแต่ละกลุ่มนั้น อาจจะมาจากความคิดและการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน หลายเรื่องอาจจะตรงกันข้าม เหตุผลก็คือ นักธุรกิจนั้น ความสำเร็จส่วนใหญ่แล้ว มักมาจากมุมมองและนิสัยของสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็น “นักสู้” ส่วนนักลงทุนนั้น ความสำเร็จในระยะยาวในความคิดของผมแล้ว มักจะเป็น “นักเลือก”
แน่นอนว่านักลงทุนจำนวนมากอาจจะไม่ได้มองแบบผม โดยเฉพาะถ้าเขามีสไตล์การลงทุนที่เป็นแนว “เก็งกำไร” หรือการลงทุนแนวทางแบบอื่นที่ไม่ใช่แนว “ VI” โดยเฉพาะที่เป็นสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นการลงทุนระยะยาวมาก และถือหุ้นที่ผมเรียกว่า “ซุปเปอร์สต็อก” เป็นหลัก
ผมจะเปรียบเทียบความคิดและนิสัยของคน 2 กลุ่มนี้โดยแยกออกเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหรือค่อนข้างมาก เริ่มตั้งแต่
ข้อแรก มุมมองของเรื่องระยะเวลาของการบรรลุเป้าหมายหรือการทำงาน สำหรับนักธุรกิจแล้ว ทุกอย่างต้องเร็ว ระยะเวลาต้องสั้น เช่น ผลงานนั้น ช้าที่สุดก็คือ 1 ไตรมาศ เป้าหมายหรือแผนระยะยาวแม้แต่ 1 ปีนั้น ในยุคปัจจุบันนั้นแทบจะรับไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึง “แผน 5 ปี” อย่างสมัยก่อน
แต่สำหรับ “VI พันธุ์แท้” นั้น เรามองกันที่ 5-10 ปี โดยเน้นในเรื่องของการ “ทบต้น” ผลงานหรือผลตอบแทนไปเรื่อย ๆ ส่วนในแต่ละไตรมาศหรือแต่ละปีนั้น บางทีเราไม่ได้ทำอะไรเลย ว่าที่จริงโดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาหลายปีแล้ว ตามวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ “นั่งทับเงินสดอยู่” ทั้ง ๆ ที่นักธุรกิจแทบทั้งโลกรวมถึงนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังคึกคักสุด ๆ
ข้อ 2 ความรวดเร็วของการตัดสินใจ ซึ่งสำหรับนักธุรกิจแล้ว เป็นหัวใจของความสำเร็จ โดยที่ในยุคใหม่นั้น ถึงกับเปลี่ยนสุภาษิตจาก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เป็น “ปลาเร็วกินปลาช้า” แต่ VI แบบเรากลับตรงกันข้าม เพราะส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะไม่ทำอะไรนอกจากคิดและวิเคราะห์โดยไม่เห่อไปกับ “กระแส” เรารอจังหวะหรือ “จุดที่งดงามที่สุด” ที่จะ “ลงมือทำ” และได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม อย่างที่บัฟเฟตต์ชอบพูดเปรียบเทียบว่า ในกีฬาเบสบอลนั้น เขาจะตีลูกต่อเมื่อคน คือพิตเชอร์ ขว้างลูกเข้ามาในจุดที่ตีง่ายที่สุด
ข้อ 3 เป้าหมายการบริหารงานของนักธุรกิจส่วนใหญ่ก็คือ Operation หรือการปฏิบัติการ การสร้างผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหา และที่สำคัญที่สุดอาจจะเป็นการสร้างรายได้วันต่อวันเดือนต่อเดือนหรือปีต่อปี แต่นักลงทุนจะมองที่การสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนที่จะป้องกันคู่แข่งไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด เรามองผลกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นและเรื่องความซื่อสัตย์ของผู้บริหารว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการลงทุน
ข้อ 4 ในเรื่องของอารมณ์หรือนิสัยของนักธุรกิจนั้น คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนที่ขยันมาก มีไฟแรงขนาดที่บางทีต้องนอนในโรงงานอย่างอีลอนมัสก์ เช่นเดียวกับที่ต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี กล้าเสี่ยง นอกจากนั้นก็ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์สูงและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีความสามารถในการสร้างแรงจูงใจพนักงาน แต่สำหรับนักลงทุน เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ความใจเย็น รอได้ด้วยใจที่สงบ ไม่ตกใจเวลาตลาดเกิดวิกฤติ พูดง่าย ๆ EQ สำคัญกว่า IQ เวลาลงทุน
ข้อ 5 ในเรื่องมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยงนั้น นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องเน้นที่ตัวกิจการเอง ทั้งเรื่องของพนักงาน สินค้าคงคลัง หนี้ และที่สำคัญ การแข่งขัน ซึ่งจะต้องเฝ้ามองติดตามตลอดเวลา หลุดไม่ได้เลยในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก
ในมุมของนักลงทุน เราเป็น “นักเลือก” ดังนั้น เราอยากหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ “ไม่จำเป็น” เช่น เลือกบริษัทที่มี “คูเมือง” หรือ “Moat” ที่สามารถป้องกันไม่ให้คู่แข่งบุกเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทได้ และมีกำไรที่สม่ำเสมอ เราเลือกบริษัทที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงมาก มีหนี้น้อยหรือมีกระแสเงินสดดีมากจนแทบไม่มีโอกาสล้มละลาย เป็นต้น
หัวใจสำคัญของเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างนักธุรกิจกับนักลงทุนก็คือ นักธุรกิจนั้นชอบ “การเติบโต” มาก แต่นักลงทุนจะมองที่ “ความเสี่ยง” มากกว่า ผมเองยึดสุภาษิตว่า “กำไรมากน้อยไม่ว่ากัน แต่ต้องไม่ขาดทุน” ตามกฎการลงทุน 2 ข้อของบัฟเฟตต์ที่ว่า “ข้อ 1 อย่าขาดทุน และข้อ 2 ให้กลับไปดูข้อ 1”
ข้อ 6 พูดถึงเรื่องของการแข่งขัน ความคิดเกี่ยวกับการแข่งนั้น นักธุรกิจซึ่งโดยธรรมชาตินั้นต้องเป็น “นักสู้” ดังนั้น พวกเขาก็จะต้องชอบที่จะต่อสู้กับคู่แข่ง “วันต่อวัน” ผ่านทางการตลาด การตั้งราคาขายสินค้า การให้บริการและการมีผลิตภัณฑ์หรือแนวทางใหม่ ๆ ที่เรียกว่าต้องมี “Innovation” นักธุรกิจที่ไม่ Active ในด้านของการแข่งขันในยุคปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จ
นักลงทุนเองนั้น จะมองเรื่องนี้แตกต่างออกไป เราเป็น “นักเลือก” เราไม่อยากได้บริษัทที่ต้องแข่งขันเอาเป็นเอาตายที่ทุกคนมีโอกาสแพ้ได้ง่าย ดังนั้น เราชอบบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอำนาจการตลาดสูง เช่น มีแบรนด์ที่โดดเด่น หรือมี Network Effects หรือมี Switching Cost สูง ที่ทำให้ไม่สามารถย้ายหรือเลิกใช้สินค้าหรือบริการจากเราได้ง่าย
ข้อ 7 การลงทุนขยายธุรกิจ เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่นักธุรกิจมักจะทำเมื่อมีเงินเหลือในบริษัท พวกเขามักจะอยากขยายหรือสร้างโรงงานหรือสถานให้บริการใหม่ พวกเขาอยากขยายหรือทำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือบางคนก็อาจจะสนใจไปซื้อกิจการเพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัททั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจใหม่นั้น พูดง่าย ๆ นักธุรกิจชอบที่จะ “ขยายอาณาจักร”
แต่นักลงทุนมักจะมองก่อนว่าเมื่อบริษัทมีเงินเหลือ เราควรจะประเมินดูก่อนว่าควรจะเอาไปทำอะไรถึงจะได้ผลตอบแทนระยะยาวดีที่สุด ซึ่งก็คือต้องดูว่าผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนเป็นอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ ถ้าไม่คุ้ม เช่น ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของเดิมก็ต่ำอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องขยาย เก็บเป็นเงินสดหรือคืนเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นดีกว่า หรือถ้าไปลงทุนในกิจการอื่น กิจการนั้นโดยปกติให้ผลตอบแทนอย่างไร ถ้าไม่ดีก็ไม่ควรทำ เป็นต้น
ข้อ 8 คือเรื่องของการตอบสนองต่อตลาดหุ้นและราคาหุ้น นักธุรกิจนั้น มักจะคิดว่าราคาตลาดของหุ้นของบริษัทคือเครื่องวัดความสำเร็จของตนเอง ถ้าราคาวิ่งขึ้นสูงและเร็วก็คิดว่าตนเองมีฝีมือในการบริหารกิจการสุดยอด และบ่อยครั้งก็ทำสิ่งต่าง ๆ ที่มักทำให้ราคาวิ่งโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังเป็นกระทิงร้อนแรง เช่น ประกาศทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์โดยที่ตนเองไม่มีประสบการณ์หรือความสามารถพอ การซื้อขายกิจการที่ไม่คุ้มค่าแต่ตลาดหุ้นชอบ เป็นต้น
แต่นักลงทุนแบบ VI นั้น มักจะมีอารมณ์ตรงกันข้ามเวลาตลาดหุ้นดี ยิ่งตลาดหุ้นและนักลงทุนทั่วไปคึกคักมาก “เรากลัว” และเมื่อตลาดหุ้นตกหนัก ตลาดเหงา เรากลับรู้สึกว่ามีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จมากขึ้น เราจะ “โลภ“
ข้อสุดท้ายก็คือ ความเป็นอิสระในการคิดและการตัดสินใจต่าง ๆ จากสังคมและสิ่งแวดล้อม นักธุรกิจนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ทั้งลูกค้า คู่ค้า และแรงงาน คนต่าง ๆ เหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเขาตลอดเวลา บ่อยครั้งเขาไม่สามารถคิดและตัดสินใจแบบอิสระและ “ไม่ลำเอียง” ได้
นักลงทุนนั้นเป็นคนที่มีอิสระมากกว่ามาก เพราะพวกเขาไม่ต้องสนใจคนอื่นว่าจะคิดหรือทำอะไรหรืออย่างไร นักลงทุนเป็นคนที่ “ไม่มีหัวโขน” ว่าที่จริงพวกเขาแทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่นเลยเมื่อเขาจะคิดหรือทำอะไร เขาไม่ต้องสนใจกระแสที่คนจะต่อว่าหรือมองเขาว่าเป็นคนไม่เก่งหรือลงทุนผิดพลาด ความสำเร็จของการลงทุนทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับตนเอง เช่นเดียวกับความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับตนเอง คุณมีอิสระที่จะซื้อหรือขายก็ได้ คุณสามารถที่จะรอและไม่ทำอะไรก็ได้ คุณไม่มีจ้าวนายที่จะต้องทำตามคำสั่งหรือประเมินผลงานของคุณ คุณจะทำผลงานที่ดีเพราะคุณคิดถูก ผลงานแย่เพราะคิดผิด ทุกอย่างอยู่ที่ตัวคุณเอง โทษใครไม่ได้เลย
by Thai VI Article
1
-
⭐ จากประกายความหวัง…สู่ “อาคารสุขศาลาพระราชทาน” มอบโอกาสเข้าถึงการรักษา อุ่นใจใกล้ชุมชน
อ่านต่อ
-
📍 (เปิดรับ) ประกาศรายชื่อ CV - VIH [ไม่นับสิทธิ์] วันที่ 3 ธ.ค. 68
อ่านต่อ
-
🩸ประกาศรายชื่อ🩸 ThaiVI x IAT ชวนสมาชิกร่วมทำความดี "บริจาคโลหิต ต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์"❤️
อ่านต่อ
-
💥สายลงทุนต่างประเทศห้ามพลาด!! "ลงทุนหุ้นอเมริกาตัวแรก" กับ อ.เมธพนธ์ อมรธีรสรรค์
อ่านต่อ
-
🩵☁️🌺ThaiVI x Art Care 2024 ดูแลใจผู้สูงวัย สร้างรอยยิ้มใหญ่ ด้วยพลังแห่งศิลปะ
อ่านต่อ
-
📣เปิดคอร์สใหม่!! "เจาะลึกหุ้นค้าปลีก" โดย อ.ศรุติ โชติเสรีวิทย์
อ่านต่อ
-
🩵 ไทยวีไอ ร่วมสนับสนุน "ครูนางฟ้า" เพื่อสร้างรากฐานที่ดีทางจิตใจให้กับเยาวชน
อ่านต่อ
-
🤖ThaiVI Online Course เปิดคอร์สสุดพิเศษ "AI for VI"
อ่านต่อ
-
📝 มัดรวมข้อมูล ขั้นตอนการใช้งาน และสิทธิประโยชน์สมาชิก ThaiVI (การสมัครสมาชิก/ต่ออายุ)
อ่านต่อ
-
📚 สรุป Q&A จาก Opportunity Day by ThaiVI ครบ 4 ไตรมาส ปี 2024
อ่านต่อ
-
🌍ฟีเจอร์ใหม่ "ข่าวหลักทรัพย์ และบทวิเคราะห์"
อ่านต่อ
-
⭐อัปเดตข้อมูลผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนใคร! StockRadars Top100 ล่าสุดถึงวันที่ 4 เม.ย. 68
อ่านต่อ
-
✨คณะกรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ปี 2568-2569
อ่านต่อ
-
📣 ประกาศสิทธิ์การเข้าร่วมกิจกรรม Company Visit ปี 68
อ่านต่อ
-
🎉 "𝐓𝐡𝐚𝐢𝐕𝐈 𝐎𝐧𝐥𝐢𝐧𝐞 𝐂𝐨𝐮𝐫𝐬𝐞𝐬" โอกาสใหม่แห่งการเรียนรู้! 🎉
อ่านต่อ
-
อัพเดต!
🚨เตือนภัย!! มิจฉาชีพปลอมตัวเป็น ดร.นิเวศน์ / ดร.ไพบูลย์ /คุณชาย มโนภาส /คุณอนุรักษ์ บุญแสวง และคุณเฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ
อ่านต่อ
-
กฎ กติกา มารยาทในการใช้เว็บบอร์ด และข้อบังคับของสมาคมฯ
อ่านต่อ